วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.ต้องบริหารค่าเงินบาท

หากดูสัญญาณในตลาดเงินเมื่อวานนี้ สะท้อนเป็นอย่างดี ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ ไม่มีทางเลือกมาก ต้องจำใจเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท

หลังจากเห็นทิศทางจะปรับตัวแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันแรกของสัปดาห์ใหม่ หลังจากตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าแบงก์ชาติจะไม่ขยับอะไรมาก ปล่อยให้ค่าเงินเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินในสกุลภูมิภาคด้วยกัน ทำให้ผู้ประกอบการ ที่ทำธุรกิจส่งออก ออกมาเรียกร้องให้แบงก์ชาติ และภาครัฐเข้ามาดูแล เนื่องจากมีความเสียเปรียบคู่แข่งในแง่ราคา แถมก่อนหน้านี้ ในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เผชิญต้นทุน ค่าแรง 300 บาท มารอบหนึ่งแล้ว

ค่าเงินบาทวานนี้เปิดตลาดที่ระดับ 29.71-29.73 บาทต่อดอลลาร์ ระหว่างวันเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นไปถึงระดับ 29.63-29.65 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนจะมาปิดตลาดที่ระดับ 29.73-29.76 บาทต่อดอลลาร์ โดยเป็นที่คาดว่าค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงนั้น น่าจะมาจากการเข้าแทรกแซงของแบงก์ชาติ หลังจากที่ค่าเงินได้แข็งไปถึงระดับ 29.63 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือ 50 สตางค์ ภายใน 1 สัปดาห์ โดยในต้นสัปดาห์ที่แล้ว เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 30.27-30.29 บาทต่อดอลลาร์ และระหว่างสัปดาห์เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงในทิศทางเดียวจนหลุดระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ระดับ 29.73 ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าที่สุดในรอบ 16 เดือน ก่อนจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์ ซึ่งหากนับรวมการแข็งค่าตั้งแต่เปิดตลาดปี 2556 แล้วเงินบาทแข็งค่ามาแล้ว 2.69% เทียบกับตลอดปีที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 3%

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทตลอดปีนี้ มีทิศทางแข็งค่าอยู่ระหว่าง 28-29 บาทต่อดอลลาร์ แต่ทั้งนี้ ต้องเกาะติดปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป หากทั้งสองประเทศนี้คือมีปัญหา มีความวิตกเกิดวิกฤติขึ้นมาอีกรอบ อาจจะส่งผลให้นักลงทุนหันมาถือดอลลาร์มากขึ้น ค่าเงินบาทก็อาจจะปรับตัวอ่อนค่าลงมาได้ ขณะเดียวกัน ปัจจัยในประเทศปม "การเมือง" หากเกิดความวุ่นวายขึ้น อาจจะส่งผลให้เงินทุนไหลออกได้บ้าง ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ อาจจะบีบให้แบงก์ชาติ ต้องคิดถึงการลดดอกเบี้ยก็เป็นได้ หากเห็นว่าสถานการณ์เงินเฟ้อ ไม่น่าวิตก ซึ่งเมื่อประเมินถึงตอนนี้ ยังไม่น่าเป็นห่วงมาก อย่างไรก็ตามเราเห็นด้วยกับแบงก์ชาติที่ประกาศชัดเจน ว่าพร้อมเข้าดูแลตลาดอัตราแลกเปลี่ยน หากเห็นว่าค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป แม้ว่าทิศทางข้างหน้านั้นค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง แต่หากเห็นว่าค่าเงินเคลื่อนไหวรวดเร็วหรือผันผวนมากเกินไป ก็สมเหตุสมผลที่จะเข้าดูแล แม้ว่าจะนำมาซึ่งต้นทุนในการเข้าแทรกแซง ซึ่งก็พอจะเข้าใจได้ว่าถึงขณะนี้บัญชีของแบงก์ชาติที่ต้องรับภาระหรือยอดขาดทุนคงค้างถึง 4-5 แสนล้านบาท เข้าไปแล้ว

เราเห็นว่า ด้านหนึ่งนอกเหนือจากแบงก์ชาติ ต้องเข้าไปดูแลเงินบาทไม่ให้ผันผวน หรือ แข็งค่าเร็วเกินไปแล้ว ในภาคธุรกิจเอง อย่างแรกต้องล้มเลิกความคิดที่จะเข้าไปเก็งกำไรค่าเงิน ด้วยเพราะในอดีตมีเอกชนผู้ส่งออกและนำเข้า ไปผสมโรงกับนักเก็งกำไร ทำให้งบดุลของบริษัท แทนที่จะวัดกันที่ผลดำเนินงาน กลับต้องมาขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวนมากด้วย ดังนั้นทางรอดในยุคที่ค่าเงินบาทแข็ง ก็ควรอย่างยิ่งที่เอกชนต้องหันมาป้องกันความเสี่ยง แม้ว่าจะจ่ายต้นทุนไปบ้างแต่ถือว่าคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จากทิศทางค่าเงินบาทแข็งค่า