วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รถคันแรกเสี่ยงคดี เตือนห้ามซื้อขายก่อน5ปี

โครงการรถคันแรกหมดระยะเวลาการจองเมื่อ 31 ธ.ค.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามยังมีรายละเอียดอีกหลายอย่างที่อยู่ในความสนใจของผู้คน

และมีหลายเรื่องที่ผู้ขอใช้สิทธิ์ยังเข้าใจไม่ครบถ้วน รวมไปถึงผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ และปัญหาจราจร รายการ Business Talk "กรุงเทพธุรกิจทีวี" สัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องทั้งนายจุมพล รอดสาคร รองอธิบดีกรมสรรพสามิต นางเพียงใจ แก้วสุวรรณ นายกอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และพ.ต.อ.วันชัย อยู่แสง รองผู้บังคับการตำรวจจราจร

นายจุมพลกล่าวว่า ยอดผู้ขอใช้สิทธิเมื่อสิ้นสุดโครงการอยู่ที่ 1.25 ล้านคัน คิดเป็นเงินที่ภาครัฐจะต้องจ่ายคืนภาษี 9.1 หมื่นล้านบาท โดยผู้ขอใช้สิทธิ์ 26% อยู่ในกทม. และปริมณฑล และ 74% ในต่างจังหวัด

ทั้งนี้กรมสรรพสามิตต้องการสร้างความเข้าใจกับผู้ที่ขอใช้สิทธิว่าจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องการห้ามซื้อขายเปลี่ยนมือก่อน 5 ปี เพราะจะทำให้สิทธิที่ได้รับหมดลงทันทีและต้องนำเงินภาษีที่กรมฯจ่ายให้กลับมาคืนให้ครบจำนวน นอกจากนี้อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องโดยสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อ และจากกรมฯ หากคืนเงินไม่ครบหรือไม่คืน โดยต้องเสียดอกเบี้ยอีกด้วย

ส่วนผู้ที่พยายามหลบเลี่ยง เช่น ซื้อขายโดยไม่มีการโอนทะเบียน หรือที่เรียกว่าโอนลอย ก็อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย เนื่องจากตั้งอยู่บนความเสี่ยงทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย โดยผู้ซื้อจะยังไม่ได้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถคันดังกล่าว ขณะที่ผู้ขายก็จะมีความเสี่ยงคือมีความผิดโดยไม่รู้ตัว หากผู้ซื้อนำรถไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดการฟ้องร้องทำให้ผู้ที่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์หรือครอบครองรถเป็นผู้รับโทษ

"กรมฯ เป็นห่วงเรื่องนี้ จึงต้องการให้ทุกคนทำตามกติกาโดยเคร่งครัด ส่วนที่มีข่าวว่า อาจจะมีเต็นท์รถบางรายเข้ามาจับธุรกิจซื้อขายรถมือสองรถในโครงการรถคันแรก กรมฯ จะจัดทำเว็บไซต์ขึ้นมา เพื่อให้ลูกค้าที่จะซื้อรถจากเต็นท์ตรวจสอบว่ารถคันที่สนใจอยู่นั้นติดล็อกเงื่อนไขรถคันแรกหรือไม่"

ดังนั้นจึงเห็นว่าสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อจึงควรตรวจสอบความต้องการที่แท้จริงและความพร้อมทางการเงินของตนอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต ขณะเดียวกันก็ได้กำชับให้ทางสถาบันการเงินที่จะปล่อยสินเชื่อให้เข้มงวดเป็นพิเศษ หากพบว่ารายใดไม่พร้อมก็ไม่ปล่อยเงินกู้ให้

"ในส่วนของผู้ใช้สิทธิหากเห็นว่าไม่มีความพร้อม การตัดสินใจทิ้งจองเป็นแนวทางที่ดี เพราะจะได้ไม่ต้องมีความเสี่ยงในอนาคต นอกจากนี้เราเชื่อว่ายังมีผู้จองอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้มีความต้องการรถอย่างแท้จริง แต่ต้องการรักษาสิทธิไว้ก่อนเท่านั้น เห็นได้จากช่วง 2 เดือนสุดท้ายของโครงการที่มีเข้ามากว่า 5 แสนคน กลุ่มนี้บางส่วนอาจจะตัดสินใจยกเลิกการจองได้"

หมดรถคันแรกไม่กระทบอุตสาหกรรม

นางเพียงใจกล่าวว่า ปัจจุบันการซื้อรถเป็นการซื้อเงินผ่อน 70-80% จึงอาจมีความเสี่ยงหากไม่พร้อม และเปิดโอกาสให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ เกี่ยวกับโครงการนี้เช่น ผู้ประกอบการรถมือสอง แต่จะมีความเสี่ยง จึงควรจะระมัดระวังเป็นพิเศษ

ในส่วนของผลที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์เมื่อจบโครงการ เชื่อว่าทำให้ตลาดสะดุดไปบ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลแต่อย่างใด เนื่องจากทิศทางของตลาดรถยนต์อยู่ในช่วงขาขึ้น เพียงแต่ปี 2555 ที่ผ่านมาตลาดเติบโตผิดปกติ

"รถคันแรกเป็นเหมือนส้มหล่นของตลาดรถยนต์ แต่ถ้าไม่มีโครงการนี้ รถก็ขายดีอยู่แล้ว ส่วนปีนี้ก็ไม่มีอะไรน่าห่วง เพราะบริษัทรถยนต์นั้นมีแผนเปิดตัวรถใหม่ทุกปี เป็นการช่วยกระตุ้นตลาดอยู่แล้ว"

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า บริษัทรถยนต์นั้นมีการวางแผนในระยะยาว เช่น แผนการเพิ่มกำลังการผลิตที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ไม่ได้เพิ่มเพราะรถคันแรกที่เป็นโครงการระยะสั้นๆ เท่านั้น ซึ่งการเพิ่มการผลิตก็จะส่งผลดีต่อภาพรวมอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจไทย รวมถึงการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น

จราจรระบุไม่ใช่ต้นตอปัญหารถติด

ด้าน พ.ต.ท.วันชัย กล่าวว่า การที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าปัญหารถติดในปัจจุบันเป็นผลจากมาจากโครงการรถคันแรกเห็นว่ามีส่วนไม่มาก เพราะปัญหาจราจรในพื้นที่กรุงเทพเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ผังเมือง ผู้ขับขี่รถยนต์ กฎระเบียบทางสังคม เช่นการใช้พื้่นที่จราจรเป็นที่วางจำหน่ายสินค้า และพื้นที่ถนนน้อยเกินไป คือ 10% ของพื้นที่โดยรวม ซึ่งที่ถูกต้องไม่ควรน้อยกว่า 15% ขณะที่ประชากรรถยนต์และจักรายานยนต์มีจำนวนกว่า 8 ล้านคัน ส่งผลให้การจราจรในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนเดินทางได้ช้า เช่น ถนนสายหลักทางทิศเหนือเช่นวิภาวดี พหลโยธิน หรือพระราม 5 ช่วงเช้ามีความเร็วเฉลี่ย 22 กม./ชม. เย็น 22.2 กม./ชม.

ด้านทิศใต้ เช่น ตากสิน กรุงธนบุรี เจริญกรุง ช่วงเช้า 11.3 กม./ชม. เย็น 33.3 กม./ชม. ตะวันออก เช่น พระราม 9 เพชรบุรี สุขุมวิท ลาดพร้าว ช่วงเช้า 16.2 กม./ชม. เย็น 17.6 กม./ชม.หรือตะวันตก เช่น สิรินธร บรมราชชนนี ช่วงเช้า 17 กม./ชม. ช่วงเย็น 28.3 กม./ชม. เป็นต้น

อย่างไรก็ตามขณะที่ทั้งทางตำรวจก็พยายามบริหารจัดการให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่กำลังพล 3,000 นาย และงบประมาณต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท จะทำได้ ขณะเดียวกัน ในส่วนของ กทม. ก็กำลังดำเนินโครงการใหญ่ 15 โครงการ เมื่อแล้วเสร็จเชื่อว่าจะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายลงได้

นายจุมพลกล่าวว่าปัญหารถติดสั่งสมมายาวนาน ไม่เกี่ยวข้องกับรถคันแรก อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ได้มีการเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ในขณะนี้ เพื่อดำเนินการแก้ไขแบบคู่ขนานต่อไป