ผมไม่ค่อยเห็นด้วยและรู้สึกจะเห็น "ความจริง" ดังเคยกังวลและคาดคิดไว้ก่อนหน้าคุณดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช
จะเกษียณอายุราชการว่า คงยากจะหาใครมี "มาตรฐาน" "ในความคิดเห็นส่วนตัวตามความชอบใจของผม" ในการจัดการกับปัญหาการบุกรุกทำลายป่าได้เทียบเท่ากับ "คุณเอี้ยง" ดำรงค์ พิเดช ซึ่งตรงนี้คนอื่นๆ อาจเห็นแตกต่างไม่เหมือนกับอีกหลายๆ คนที่มองต่างมุมกันว่า "การแก้ปัญหา" ต้องอาศัยหลักรัฐศาสตร์การประนีประนอม เหมือนอย่างสนามกอล์ฟอัลไพน์ ซึ่งต้องไม่ลืมว่า ท้ายสุดคนเกี่ยวข้องก็ได้รับผลกรรมแตกต่างกันออกไป
สำหรับผมแล้วเรื่อง "ทรัพยากรป่าไม้และสิ่งที่ไม่อาจทดแทนได้อย่างทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ" ต้อง "ไม่มีคำว่าประนีประนอม ไม่มีการเจรจายอมความ และต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด" มาวันนี้กลายเป็นว่า คนในแวดล้อมของอดีตอธิบดีเก่า ซึ่งมีแนวโน้มว่าน่าจะสืบต่อ "การทำงาน" ไม่ใช่ "สืบต่ออำนาจ" ควรจะทำหน้าที่แทนคุณเอี้ยงได้ ก็ปรากฏข่าวออกมาหลายกระแสว่ามีการโยกย้าย โดยล้อกันเล่นๆ ว่า น่าจะมาจากอิทธิพลของละครน้ำเน่าทางโทรทัศน์เรื่องหนึ่งซึ่งเพิ่งผ่านพ้นสายตาไปไม่นาน เพราะหลายคนซึ่งถูกโยกย้ายปราศจากหลักฐานแต่มีข้ออ้างว่าได้รับการร้องเรียนผ่าน "บัตรสนเท่ห์" เกี่ยวกับเรื่องชู้สาว พูดภาษาชาวบ้านคือ มีเมียหลายคนทั้งในและนอกสมรส
ทำให้ผมรู้สึก "เคืองๆ" อยู่อย่างมาก ว่าไปๆ มาๆ ไม่ว่าจะเป็น "บุคคล องค์กร ตัวตั้งตัวตีรณรงค์ทางด้านสังคม" รวมไปถึง "พรรคฝ่ายค้าน" ซึ่งเคยเห็นแต่ไหนแต่ไรมาเวลามีปัญหา เมียหลวง เมียน้อย หรือ การโยกย้ายข้าราชการแต่ละครั้งต้องออกโรงโวยวาย หาว่ามีการแทรกแซง มีการใช้อำนาจหน้าที่ข่มเหงรังแกข้าราชการ แต่มาวันนี้กลับไม่มีใครเข้ามาแตะต้องการโยกย้ายในกรม "อุดมผลประโยชน์" แห่งนี้เลย ทำให้เข้าใจได้ว่า "นักการเมือง" ไม่ว่าฝ่ายไหนสามารถทำตัวเป็นฝ่าย "รุก" และ "รับ" ได้เมื่อเรื่องนั้นๆ มีปัญหาของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ทราบๆ มาว่า พื้นที่หลายแห่งที่ดูเหมือนจะเอาจริงเอาจังกันในสมัย "คุณเอี้ยง" อย่าง เสม็ด อย่าง ภูเก็ต ซึ่งวงในแจ้งว่ามีชื่อของผู้มีอิทธิพลทั้งฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้องถือครองทั้งในนามตนเองและบุคคลใกล้ชิด หาใช่คนธรรมดา พวกหาเช้ากินดึกๆ หรือไม่ค่อยมีอะไรจะกินอย่างที่เข้าใจ แต่มาวันนี้อะไรก็ดูโหวงเหวงไม่มีรายงานความคืบหน้าใดๆ นอกจากแนวโน้มจะผ่อนผันซื้อเวลาให้ยาวนานออกไปเรื่อยๆ
โดยเฉพาะพื้นที่อย่าง "ภูเก็ต" ผมเพิ่งมีโอกาสได้ลงพื้นที่ไปสำรวจงานวิจัยส่วนตัวโดยมีไกด์กิตติมศักดิ์ในพื้นที่ช่วยนำพาไปในหลายทำเล ทั่วเกาะ ยอมรับว่า เห็นใจคนในพื้นที่ ซึ่งเป็น "ชาวใต้จริงๆ" ว่า คนดั้งเดิมไม่มีบทบาท ที่ดินทำกินถูกกว้านซื้อ แม้แต่แรงงานขั้นพื้นฐานก็มาจากคนต่างถิ่น กระทั่งคนบริหารสมาคมนักธุรกิจก็มีทั้งคนต่างชาติ "คนนอกพื้นที่" ซึ่งมาจากไหนไม่ทราบ พูดภาษาใต้ไม่รู้เรื่อง ภาษาไทยก็ไม่ชัด เข้ามาแสวงประโยชน์ รุกซื้อที่ไม่ว่าจะถูกกฎหมายผิดกฎหมายสร้างรีสอร์ท โรงแรมหรู หรือกระทั่งบ้านพักตากอากาศ บางแห่งไปตั้งอยู่บนชะง่อนผา มีมูลค่าสิ่งปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนนับหลายร้อยล้านบาท จึงตั้งข้อสังเกตว่าพื้นที่เหล่านี้ใครอนุญาตและไปปลูกสร้างกันอยู่ได้อย่างไร นับเป็นเรื่องน่าคิดว่า บ้านเมือง "ต้องมีคนดี คนกล้า และคนที่ยืนหยัดอยู่กับหลักการความถูกต้อง"
ผมไม่ยกยอปอปั้นคุณ "ดำรงค์ พิเดช" แม้ว่ามูลนิธิ อัศนี พลจันทร์ ที่ผมร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วยจะเพิ่งมอบรางวัล คนดีที่กล้าสู้กับปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทยไปเมื่อเร็วๆ นี้ แต่ผมมองไม่ออกว่า เรื่อง "ชู้สาว" เกิดขึ้นกับหลายหน่วยงานหลายองค์กรและกว่าจะดำเนินการอะไรก็แลดูล่าช้าอืดอาด ทำไมกับปัญหาเดียวกันเรื่อง "เร่งด่วน" อย่างการเอาคืนผืนป่าของรัฐซึ่ง ศาลฎีกาชี้ขาดถึงที่สุดและหากไม่ปฏิบัติตาม "ข้าราชการต้องถูกข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่" จึงได้ยังไม่มีการทำอะไรให้ปรากฏเหมือนอย่างช่วง "คุณเอี้ยง" เคยกระทำมาก่อน ผมไม่ใช่คนซาดิสม์ อยากเห็นรถแบคโฮเข้าไปไถบ้านเรือนอาคารให้เป็นซากปรักหักพังแต่ถ้าถึงที่สุด "ยังดื้อตาใส" "ยังมักง่าย เห็นแก่ตัวกันนัก" ก็ไม่ควรต้องเกรงใจกันอีกต่อไป









