ครม.อนุมัติ15มาตรการเยียวยาSMEsขยายวงเงินยกเว้นภาษีกำไรจาก1.5แสนบาทเป็น3แสนบาท ชี้ได้ประโยชน์2.1แสนราย รัฐสูญรายได้ปีละ2.8พันล้านบาท
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้เห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำและเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ตามที่กระทรวงการคลังและกระทรวงแรงงานเสนอต่อที่ประชุม ครทม. โดยมีทั้งสิ้น 15 มาตรการซึ่งมีทั้งการขยายมาตรการเดิมที่เคยเห็นชอบตั้งแต่วันที่เดือน เม.ย.2555 และพิจารณามาตรการช่วยเหลือใหม่เพิ่มเติม
"นายกฯได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลและให้ความช่วยเหลือกับภาคเอกชนที่ปิดกิจการอย่างใกล้ชิดทั้งจากกรณีที่ได้รับผลกระทบจากค่าแรง300 บาท และที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ค่าแรง 300 บาท เพื่อประคับประคองให้กิจการของเอกชนเดินหน้าต่อไปให้ได้" นายกิตติรัตน์ กล่าว
สำหรับมาตรการใหม่ที่ที่ประชุม ครม.มีการพิจารณาอนุมัติเพิ่มเติมได้แก่ 1.ปรับเพิ่มการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาท เพื่อลดภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ SMEs ที่มีรายได้น้อย และปรับโครงสร้างอัตราภาษีของ SMEs ที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลให้เท่าเทียมกัน โดยปรับเพิ่มการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้ 150,000 บาทแรก เป็น 300,000 บาทแรก เพื่อให้สอดคล้องกับภาษีเงินได้นิติบุคคลธรรมดาที่ปรับลดลง สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 เป็นต้นไป คิดเป็นรายได้ที่รัฐบาลจะต้องสูญเสียปีละประมาณ 2,800 ล้านบาท
2.กระทรวงมหาดไทยดำเนินการแก้ไขกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดอัตราค่าธรรมเนียมการประกอบธุรกิจโรงแรมรายปีลงร้อยละ 50 จากที่เก็บห้องละ 80 บาทต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งปัจจุบันมีห้องพักที่จดทะเบียนกับกรมการปกครอง ข้อมูล ณ วันที่ 4 มกราคม 2556 จำนวน 354,165 ห้อง การลดอัตราค่าธรรมเนียมการประกอบธุรกิจโรงแรมรายปีดังกล่าว จะทำให้กระทรวงการคลังสูญเสียรายได้แผ่นดินลงปีละ 14,166,600 บาท
3.มาตรการการปรับเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมสัมมนาของส่วนราชการ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยให้กรมบัญชีกลางพิจารณาปรับเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมสัมมนาของส่วนราชการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
สำหรับมาตรการปรับลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย ของเอสเอ็มอี จากเดิมที่เก็บ 3% และจะปรับลดลงเหลือ 2% แต่เอกชนได้เสนอว่าต้องการให้ลดเหลือ 0.01% มาตรการนี้ครม.ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังกากลับไปทำรายละเอียดเกี่ยวกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากมาตรการนี้และจะนำกลับมาเสนอ ครม.อีกครั้งโดยเร็วที่สุด
นายกิตติรัตน์ กล่าวอีกว่าที่ประชุมครม.ไม่สามารถอนุมัติให้นำเงินงบประมาณไปจ่ายชดเชยส่วนต่างค่าจ้างแรงงาน ตามที่ภาคเอกชนเรียกร้องเพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอีจากนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ300 บาท เนื่องจากเป็นการดำเนินการที่ผิดหลักการและไม่สามารถดำเนินการได้ในทางปฏิบัติ
ส่วนมาตรการช่วยเหลือที่มีการขยายระยะเวลาออกไป 1 ปี เช่น 1.มาตรการเพื่อเสริมสภาพคล่อง เพิ่มวงเงิน ลดต้นทุนทางการเงิน โดยผ่านกระบวนการให้สินเชื่อ ประกอบด้วย มาตรการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน ในกิจการเสริมสร้างสภาพคล่องสถานประกอบการ และเพิ่มผลผลิตแรงงาน กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคมสนับสนุนวงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท ผ่าน 5 ธนาคาร โดยขยายระยะเวลาการยื่นกู้ตามโครงการฯ ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2556 ปรับหลักเกณฑ์วงเงินกู้สำหรับสถานประกอบการ ดังนี้ ลูกจ้างไม่เกิน 50 คน วงเงินกู้ไม่เกิน 2 ล้านบาท ลูกจ้าง 51 - 200 คน วงเงินกู้ไม่เกิน 4 ล้านบาท ลูกจ้างเกินกว่า 200 คนขึ้นไปวงเงินกู้ไม่เกิน 8 ล้านบาท และประสานบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสำหรับ SMEs ที่ไม่มีหลักทรัพย์
มาตรการสินเชื่อเพื่อพัฒนาผลิตภาพการผลิต (Productivity Improvement Loan) กระทรวงการคลังได้ขยายระยะเวลาโครงการ ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 (วงเงินเดิม 20,000 ล้านบาท) มาตรการการค้ำประกันสินเชื่อ ในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 5 ระยะเวลาโครงการ 3 ปี (ปี 2556 - 2558) วงเงินค้ำประกันรวม 240,000 ล้านบาท ระยะเวลาค้ำประกัน 7 ปี มาตรการการค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme สำหรับผู้ประกอบการใหม่ (PGS New / Start-up) กระทรวงการคลังพิจารณาขยายโครงการถึงปี 2558 สำหรับเกณฑ์ระยะเวลาการดำเนินงานของผู้ประกอบการใหม่ให้ปรับจากไม่เกิน 2 ปีเป็นไม่เกิน 3 ปี
2.มาตรการลดต้นทุนผู้ประกอบการ โดยผ่านกระบวนการทางภาษีและเงินสมทบ ประกอบด้วย
1)มาตรการการลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม โดยกระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคมได้ขยายระยะเวลาการลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในปี 2556 โดยลดอัตราเงินสมทบฝ่ายละ 1% คงเหลือฝ่ายละ 4% 2)มาตรการการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ในปี 2556 กระทรวงการคลังลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 20% กระทรวงการคลังพิจารณาการปรับช่วงกำไรสุทธิในการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่ผู้ประกอบการ SMEs ตามความเหมาะสม
3) มาตรการการนำส่วนต่างของค่าจ้างที่จ่ายเพิ่มขึ้นจากอัตราค่าจ้าง ขั้นต่ำในปี 2555 เป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท มาหักเป็นค่าใช้จ่ายก่อนชำระภาษี ในปี 2556 กระทรวงการคลังให้คงการนำค่าใช้จ่ายในการปรับเพิ่มค่าจ้างมาหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่าของส่วนต่างค่าจ้าง 4) มาตรการการนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 มาหักลดหย่อนภาษี กระทรวงการคลังให้คงการนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า
5) มาตรการการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลกรณีการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยกระทรวงการคลังได้ขยายระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการขายเครื่องจักรเก่าเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ออกไปอีก 1 ปี ในปี 2556 6) มาตรการการหักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร กระทรวงการคลังขยายระยะเวลาการหักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร 100% ในปีแรกออกไปอีก 1 ปี ในปี 2556 7
3. มาตรการเพิ่มผลิตภาพแรงงานให้ผู้ประกอบการ ประกอบด้วย 1) มาตรการการให้กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.1 เพื่อใช้ในการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในปี 2556 กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ขยายเวลาในการลดอัตราดอกเบี้ยเหลือเป็น 0.1% 2) มาตรการการจัดคลินิกพัฒนาฝีมือแรงงานเคลื่อนที่ไปยังสถานประกอบการต่าง ๆกระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานดำเนินการจัดทำหลักสูตรตามความต้องการและเคลื่อนที่ไปยังสถานประกอบการ SMEs โดยใช้ฐานข้อมูล SMEs ของสำนักงานประกันสังคม เป็นต้น









