วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ครม.ไฟเขียวเว้นภาษี หนุนควบธุรกิจการเงิน-ประกัน

ครม.อนุมัติร่างกฎหมาย2ฉบับ หนุนการควบรวมสถาบันการเงินและกิจการประกันภัยเว้นภาษีเงินทุนสำรองรอบบัญชีสุดท้าย ไม่ต้องนำมาคิดเป็นรายได้เสียภาษี

นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (8 ธ.ค.) มีมติเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการควบรวมกิจการประเด็นเงินสำรองของสถาบันการเงินและกิจการประกันภัย โดยรายรับของสถาบันการเงินที่มาจากเงินสำรองของสถาบันการเงินหรือบริษัทประกันภัยที่ได้มีการควบรวมกันไม่ถือเป็นรายได้ที่จะต้องนำมาเสียภาษี ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้เป็นไปตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่สนับสนุนการควบรวมสถาบันการเงินและบริษัทประกันภัยขนาดเล็กภายในประเทศไทย

"แต่เดิมการควบรวมสถาบันการเงินเงินสำรองจะคิดรวมเป็นรายได้และเจ้าของสถาบันรายใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกันจะต้องเสียภาษีเงินได้จากเงินสำรองที่นำมาคิดเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่การปรับปรุงกฎหมายใหม่ในครั้งนี้จะทำให้เงินสำรองของสถาบันการเงินไม่ถูกคิดเป็นรายได้ที่จะต้องเสียภาษี"นายสาธิตกล่าว

นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุมครม.ได้เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นภาษีรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. ... และร่างพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยรายจ่ายที่ไม่ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่..) พ.ศ.... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอเพื่อขจัดอุปสรรคทางภาษีในส่วนของเงินทุนสำรองของสถาบันการเงินและกิจการประกันภัยที่จะควบรวมกิจการเข้าด้วยกัน โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจรับร่างกฎหมายและดำเนินการต่อไป

โดยกระทรวงการคลังได้ชี้แจงต่อที่ประชุม ครม.ว่ามาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการควบรวมกิจการประเด็นเงินสำรองของสถาบันการเงินและกิจการประกันภัย เป็นการแก้กฎหมายที่กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติยบุคคลสามารถนำเงินสำรองจากรายเบี้ยประกันภัย และเงินสำรองที่กันไว้เป็นค่าเผื่อหนี้สูญหรือหนี้สงสัยจะสูญสำหรับหนี้จากการให้สินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ได้กันไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์หรือกฎหมายว่าด้วยธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักกทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์แล้วแต่กรณีมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และกำหนดว่ากรณีที่ห้าวงหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันหรือควบรวมเข้ากับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น ให้นำเงินสำรองหรือเงินกำไรยกมาจากรอบระยะเวลาบัญชีก่อนๆ เฉพาะส่วนที่ยังไม่ได้เสียภาษีเงินได้ ให้นำมาคำนวณรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายและให้เงินสำรองมาคำนวณเป็นรายได้ที่จะต้องเสียภาษี

ทั้งนี้การคิดคำนวณภาษีเงินได้จากเงินสำรองของสถาบันการเงินที่มีการควบรวมกิจการกันทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรคกรณีที่บริษัทที่เป็นสถาบันการเงินหรือที่ประกอบกิจการประกันภัยที่เลิกกิจการหรือควบรวมกันจะต้องกันเงินสำรองไว้มาคำนวณเป็นรายได้ ซึ่งบริษัทที่จะควบรวมอาจจะไม่มีสภาพคล่องมากพอที่จะกันเงินสำรองไว้เสียภาษี ดังนั้นจึงให้มีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อสนับสนุนการควบรวมกิจการสำหรับสถาบันการเงินและกิจการประกันภัย โดยกำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทเดิมที่จะควบรวม

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้วิเคราะห์ผลกระทบจากการออกกฎหมายทั้ง 2 ฉบับว่า ถือเป็นการช่วยเหลือสนับสนุนให้บริษัทมีการควบรวมกิจการหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างกิจการตามแผนการพัฒนาตลาดทุนไทย และยังช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องและบรรเทาภาระภาษีของบริษัทที่มีการควบรวมกิจการหรือดอนกิจการทั้งหมด นอกจากนั้นยังเป็นการช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับกิจการที่ควบรวมกันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันซึ่งจะส่งผลต่อการเพิ่มฐานภาษีของรัฐบาลในระยะยาว ขณะที่ ธปท.ได้ให้ความเห็นต่อมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการควบรวมกิจการประเด็นเงินสำรองของสถาบันการเงินและกิจการประกันภัยว่ากฎหมายทั้ง 2 ฉบับที่ ครม.ให้ความเห็นชอบจะช่วยส่งเสริมให้สถาบันการเงินมีความเข้มแข็งและสอดคล้องกับแนวทางตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 2 ของธปท. ด้วย