วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐบาลต้องเริ่มตั้งหลัก ประเมินผลกระทบค่าแรง

ข้อถกเถียงเรื่องผลกระทบค่าแรงวันละ 300 บาท ที่รัฐบาลประกาศใช้ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา

ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ แต่ที่ได้ข้อยุติ คือ รัฐบาลเดินหน้านโยบายนี้โดยไม่มีการทบทวน เนื่องจากเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับมาตรฐานชีวิตของผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ อีกทั้งเห็นว่าประเทศจะเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมต่อไปโดยค่าแรงถูกไม่ได้อีกต่อไป กล่าวคือประเทศไทยหมดยุคแรงงานราคาถูก และการเพิ่มค่าแรงยังส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีกับเศรษฐกิจโดยรวมในที่สุด

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าแรงในครั้งนี้ เห็นว่านโยบายดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสูง ซึ่งที่ผ่านมา กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ก็เรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือ เพราะเห็นว่านโยบายดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมากต่อต้นทุนการผลิต และที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ารัฐบาลมีงบประมาณในการช่วยเหลือพอสมควร อีกทั้งนโยบายดังกล่าวก็ประกาศก่อนล่วงหน้ามาเป็นปี แต่ปัญหาก็คือมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลนั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่ในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ

อันที่จริง นโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท ถือว่าเป็นนโยบายที่ดี ในการยกระดับมาตรการการดำรงชีวิตของผู้ใช้แรงงานให้มีรายได้มากขึ้น และนโยบายสาธารณะแทบทุกนโยบายย่อมมีผลดีผลเสียตามมาอยู่แล้ว เพียงแต่ผู้ผลักดันนโยบายจะประเมินผลออกมาอย่างไรก่อนตัดสินใจ หากผู้ดำเนินนโยบายมีข้อมูลที่ครบถ้วนและศึกษาแล้วอย่างละเอียด และเห็นว่านโยบายดังกล่าวส่งผลดีมากกว่าและเป็นประโยชน์กับคนจำนวนมากที่มีรายได้น้อย นโยบายเช่นนั้นก็ถือว่าเป็นนโยบายที่ดี แต่หากตัดสินโดยใช้ฐานคิดจากเรื่องอื่น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ในเมื่อรัฐบาลไม่สามารถยกเลิกนโยบายหรือแม้แต่จะทบทวนในบางพื้นที่ คำถามใหญ่สำหรับรัฐบาล คือ รัฐบาลจะแก้ปัญหาผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างไร และรัฐบาลจะมีมาตรการป้องกันผลด้านอื่น เช่น เงินเฟ้อ อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมา การถกเถียงมีพื้นฐานจากข้อมูลที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ซึ่งนับแต่วันนี้เป็นต้นไป ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นของจริงทั้งหมด ไม่ใช่เป็นเรื่องการโจมตีหรือแก้ตัวทางการเมือง ซึ่งเราไม่มั่นใจว่ารัฐบาลมีการประเมินและมีกลไกในการรองรับแค่ไหน เพื่อติดตามผลกระทบได้รวดเร็วหากเกิดขึ้น

ที่ผ่านมา รัฐบาลตระหนักดีว่าการขึ้นค่าแรงย่อมส่งผลกระทบแน่ๆ ต่อต้นทุนการผลิต และยิ่งกระทบมากขึ้นในจังหวัดที่มีฐานค่าแรงต่ำ โดยปรับใช้ทันที 300 บาท แต่นั่นเป็นการประเมินจากสถิติตัวเลขเท่านั้น ดังนั้น หากรัฐบาลจะตั้งหน่วยงานให้รับผิดชอบประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นกรอบเวลา เช่น มีการประเมินทุกไตรมาส ทั้งเรื่องการปรับตัวของภาคเอกชนและการดูแลให้มีการจ่ายค่าแรง 300 บาทจริงตามนโยบายที่ประกาศไว้ ซึ่งเป็นการประเมินผลที่เกิดขึ้นในทุกด้านจากการขึ้นค่าแรง

เราเห็นว่า หากรัฐบาลมีการประเมินอย่างจริงจังและแก้ปัญหาให้ทันท่วงที ก็จะถือว่ารัฐบาลมีความรับผิดชอบจากการดำเนินนโยบายที่สร้างผลกระทบต่อผู้อื่น แม้ขณะนี้รัฐบาลจะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว อย่างเช่น กระทรวงแรงงาน แต่ที่ผ่านมา หน่วยงานเหล่านี้ไม่ได้รับความไว้วางใจที่มากพอ ซึ่งเราเห็นว่าขณะนี้รัฐบาลยังมีเวลาในการตั้งหลักเพื่อประเมินผลกระทบ และต้องไม่คิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องการเมืองไปเสียทุกเรื่อง การประเมินอย่างตรงไปตรงมาและรอบด้านเท่านั้น ที่จะทำให้เห็นผลกระทบที่แท้จริง