วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปีใหม่แต่ปัญหาเก่า รอผู้นำจีนเร่งแก้

แม้จะย่างเข้าสู่ปีใหม่แล้ว แต่ยังคงมีสารพัดปัญหาเก่าเก่าที่ค้างคารอคอยการเข้ามาเร่งแก้ไขของผู้นำจีนรุ่นที่ 5 โดยเฉพาะปัญหาช่องว่างทางรายได้

สวัสดีปีใหม่ค่ะ หลายประเทศทั่วโลกต่างพากันฉลองปีใหม่กันอย่างชื่นมื่น รวมทั้งประเทศจีนที่มีทั้งอาตี๋อาหมวยอาเฮียอาซ้ออาเจ็กอาซิ้มออกมาร่วมฉลองปีใหม่กันอย่างคึกคึก และในปีใหม่นี้ จีนแผ่นดินใหญ่ก็จะมีผู้นำชุดใหม่ขึ้นมาบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ พร้อมความหวังเปี่ยมล้นที่จะให้มังกรจีนผงาดขึ้นมาอยู่แถวหน้าและประชันชิงแชมป์โลกจากพญาอินทรีย์มะกันในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจและการทหาร รวมไปถึงการเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียและระดับโลก

อย่างไรก็ดี แม้จะย่างเข้าสู่ปีใหม่แล้ว แต่ยังคงมีสารพัดปัญหาเดิมเดิมที่ค้างคาและรอคอยการเข้ามาเร่งแก้ไขของคณะผู้นำจีนรุ่นที่ 5 นำโดยท่านสีจิ้นผิง

หนึ่งในปัญหาสำคัญที่เป็นเสมือนแผลใหญ่ของเศรษฐกิจจีนในขณะนี้ ก็คือ ช่องว่างทางรายได้และความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ถ่างกว้างและรุนแรงมากขึ้น สะท้อนจากระดับรายได้เฉลี่ยที่แตกต่างกันลิบลับระหว่างดินแดนจีนที่ร่ำรวยที่สุดในแง่ GDP per capita นั่นก็คือ “มหานครเทียนจิน” ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีสูงถึง 84,337 หยวน ในขณะที่ มณฑลจีนยากจนที่สุดของจีน คือ “กุ้ยโจว” มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีเพียง 16,413 หยวน

ข้อเท็จจริงอีกด้านของเศรษฐกิจจีนที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงและมักจะมองข้ามเพราะมัวแต่ไปติดกับดักภาพลวงตาของตลาดจีนที่มีประชากรมากที่สุดในโลกร่วม 1,300 ล้านคน แต่แท้จริงแล้วคนจีนส่วนใหญ่กว่า 800-900 ล้านคนยังคงมีรายได้ต่ำและใช้ชีวิตลำบากอยู่ในชนบท และคนเหล่านี้ไม่ได้มีกำลังซื้อมากพอที่จะไปจับจ่ายใช้สอยหรือช้อปปิ้งสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เพราะต้องใช้ชีวิตอย่างขัดสนแบบหาเช้ากินค่ำเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ

นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีของจีน ( GDP per capita) ก็รั้งท้ายติดอันดับ 90 กว่าของโลก ในขณะที่มีขนาดเศรษฐกิจ GDP ดูจะใหญ่โตมากติดอันดับ 2 ของโลก แต่ความจริงก็คือ ชาวจีนส่วนใหญ่ยังคงมีรายได้น้อยและมีปัญหาความแตกต่างของรายได้ระหว่างมณฑลชายฝั่งกับมณฑลตอนในที่นับวันจะยิ่งถ่างกว้างมากขึ้น

จากผลการสำรวจล่าสุดของศูนย์สำรวจและวิจัยด้านการเงินครัวเรือนของทางการจีน พบว่า อัตราช่องว่างทางรายได้ที่ใช้ดัชนี จีนี (Gini) เป็นตัววัดความไม่เท่าเทียมทางรายได้ในจีน ในปี 2010 มีค่าตัวเลขสูงถึง 0.61 ซึ่งเป็นระดับที่สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่รุนแรงมาก (ค่าดัชนีอยู่ระหว่าง 0-1 และหากมีค่าสูงถึง 1 คือมีปัญหาความไม่เท่าเทียมมากที่สุด) ที่ผ่านมา ดัชนีชี้วัดความไม่เท่าเทียมทางรายได้ของจีนเริ่มแตะตัวเลข 0.4 ตั้งแต่ปี 2000 เป็นการส่งสัญญาณของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่น่ากังวล แต่ปัญหาช่องว่างทางรายได้ของจีนก็ค้างคาเรื้อรังสะสมมานานร่วม 10 ปี โดยเฉพาะค่าดัชนีฯ วัดได้ล่าสุดในปี 2010 ยิ่งย่ำแย่และติดอันดับความไม่เท่าเทียมทางรายได้มากที่สุดของโลกด้วย

ผลพวงที่ตามมาจากปัญหาความแตกต่างและเหลื่อมล้ำทางรายได้ในจีนเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น เช่น การออกมาประท้วงแสดงความไม่พอใจในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะแรงงานจีนจากมณฑลตอนในต้องอพยพโยกย้ายถิ่นไปทำงานกับเถ้าแก่จีนที่แสนร่ำรวยตามแถบมณฑลชายฝั่ง และหลายกรณีเกิดมีปัญหากระทบกระทั่งกันจนถึงขั้นก่อม็อบ ทำให้ต้องส่งตำรวจติดอาวุธออกมาปราบจลาจลย่อยๆ เหล่านั้น นอกจากนี้ ในแต่ละปี มีสารพัดม๊อบเกิดขึ้นในแดนมังกร เนื่องจากชาวจีนเริ่มมีกระแสความไม่พอใจและต้องการประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรมมากขึ้น เช่น การเรียกร้องให้เพิ่มค่าจ้างแรงงานและสวัสดิการต่างๆ

แน่นอนว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนและผู้นำจีนต่างมีความกังวลและพยายามที่จะแก้ปัญหาคาราคาซังนี้ ล่าสุด ในการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อปลายปี 2012 ท่านหูจิ่นเทาก็ได้ส่งต่อภารกิจที่ยากเย็นแสนเข็นนี้ให้กับคณะผู้นำจีนชุดใหม่และตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2020 จะต้องทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีของคนจีนเพิ่มขึ้นจากเดิมให้ได้หนึ่งเท่าตัว และกล่าวว่า “ความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ที่เพิ่มขึ้นและความไม่เป็นธรรมทางสังคมอื่น ๆ เป็นต้นเหตุความไม่พอใจของประชาชน พรรคฯ จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และพยายามที่จะให้ผู้คนมากขึ้นได้เข้ามาแบ่งปันผลประโยชน์ของการเจริญเติบโตของประเทศ”

อย่างไรก็ดี ดิฉันคิดว่า ภารกิจนี้แม้จะสำคัญยิ่งยวด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่รัฐบาลจีนจะทำให้สำเร็จได้ภายใน 7-8 ปีตามกรอบเวลาเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากฐานรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีของจีนในขณะนี้ได้ขยับมาอยู่ที่ระดับกว่า 35,083 หยวน หรือ 5,432 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นด้วยฐานของรายได้ฯ ที่ค่อนข้างสูงในระดับหนึ่งแล้ว หากมุ่งเป้าที่จะขยับเพิ่มให้ได้อีกหนึ่งเท่าตัว เพื่อไปให้ถึงหลัก 10,000 กว่าดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายมากและต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลในการพัฒนายกระดับรากฐานในเกือบจะทุกมิติ เช่น ด้านการศึกษา การพัฒนาความเป็นเมือง (urbanization) การจัดหาสาธารณูปโภคจำเป็นให้ทั่วถึงและเท่าเทียม เป็นต้น

ที่สำคัญ ผู้นำจีนชุดใหม่มีภารกิจที่หนักอึ้งในการพัฒนายกระดับรายได้เฉลี่ยของคนจีนทั้งประเทศ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การพัฒนาหรือเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งของแผ่นดินจีนดังเช่นในอดีต เมื่อย้อนไปดูช่วงแรกของการเปิดประเทศและปฏิรูปเศรษฐกิจจีนในยุคท่านเติ้งเสี่ยวผิงที่เริ่มนำระบบเศรษฐกิจตลาด (ทุนนิยม) มาใช้กับบางมณฑลชายฝั่งก่อนในปี 1979 โดยหวังจะให้เป็นพื้นที่ทดลองก่อนจะขยายผลไปยังภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศจีน อย่างไรก็ดี ด้วยแนวนโยบายเช่นนี้ ย่อมจะปฏิเสธไม่ได้ว่า แท้ที่จริงแล้วเป็นการช่วยให้มณฑลชายฝั่งเหล่านั้นได้รับโอกาสทางเศรษฐกิจมากกว่ามณฑลตอนใน จึงเป็นเสมือนการปล่อยให้ “ใครรวยได้รวยก่อน” และเกิดผลกระทบทางลบตามมา (แม้จะไม่ได้ตั้งใจ) จนทำให้ปัญหาความแตกต่างและเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างมณฑลชายฝั่งกับมณฑลตอนในของจีนทวีความรุนแรงมากขึ้น

แม้ว่าในระยะต่อมา รัฐบาลจีนได้ตระหนักถึงปัญหานี้และหันมาเน้นพัฒนามณฑลตอนในทางตะวันตกมากขึ้นตามนโยบาย Go-West Policy ซึ่งสามารถช่วยทำให้ชาวจีนตะวันตกตอนในมีรายได้เพิ่มมากขึ้น แต่เนื่องจากมณฑลจีนชายฝั่งไม่หยุดโตและไม่ได้หยุดมั่งคั่ง แต่กลับมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน จึงทำให้ “ช่องว่าง” ทางรายได้ของมณฑลจีนตอนในและจีนชายฝั่งยังคงถ่างกว้างมากขึ้น

ก่อนจบ ขอย้ำว่า ในขณะนี้ ยังมีสารพัดปัญหาที่รอคอยผู้นำจีนชุดใหม่มาเร่งแก้ไข และหากปล่อยไว้อาจจะเกิดปัญหาบานปลาย เนื่องจากเริ่มมีการออกมาเคลื่อนไหวแสดงความไม่พอใจของชาวจีนในเรื่องต่างๆ รวมไปถึงปัญหาคอร์รัปชั่นในจีน ในปีใหม่นี้ ดิฉันจึงตั้งใจที่จะทยอยเขียนวิเคราะห์ปัญหาและ“เปิดแผล” เศรษฐกิจแดนมังกรเพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพอีกด้านของเศรษฐกิจจีนนะคะ หากสนใจ โปรดติดตามอ่านได้ในคอลัมน์ “มองจีนมองไทย” กรุงเทพธุรกิจค่ะ