วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประเด็นร้อนเรื่องข้าว

วันพุธที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้รายงานตัวเลขส่งออกของเดือนกันยายนที่ USD 20.79Bln

วันพุธที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้รายงานตัวเลขส่งออกของเดือนกันยายนที่ USD 20.79Bln(เพิ่มขึ้น +0.2% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ USD 20.75Bln) เมื่อพิจารณาตัวเลขในไตรมาส 3 แล้วนับว่าตัวเลขเดือนกันยายน ออกดีทีเดียว ที่กล่าวเช่นนั้นเพราะปี 2554 เป็นปีที่ดีที่สุดของการส่งออกของไทย และไตรมาส 3 เป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี 2554 (พิจารณาตารางที่ 1) ลำพังความพยายามที่จะต้องทำให้ดีกว่าปีก่อนหน้าซึ่งเป็นปีทองของการส่งออกก็ยากมากแล้ว แต่สถานการณ์จากทั้งภายในและภายนอกประเทศกลับซ้ำเติมให้ภาพของการส่งออกของประเทศไทยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 3 เดือน

รายงานการส่งออกแสดงให้เห็นว่า มูลค่าการส่งออกหมวดสินค้าเกษตรเดือนกันยายนนั้นปรับลดลงมากถึง -22.8% นอกเหนือจากปัจจัยภายนอกประเทศที่ทำให้กำลังซื้อจากยุโรปและอเมริกาลดลงอย่างรุนแรงดังที่ทราบกันดีแล้ว การส่งออกของไทยกำลังประสบกับปัจจัยในประเทศอันเนื่องมาจากนโยบายแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรของรัฐบาล (โครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่เดือน ต.ค. 2554) สังเกตว่านักเศรษฐศาสตร์หลายท่านเริ่มออกมาแสดงความกังวลในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและจริงจังถึงขั้นมีการยื่นยับยั้งโครงการดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญกันเลยทีเดียว

ล่าสุดสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยประเมิน (ในการประชุมที่ประเทศอินโดนีเซีย) ว่า นโยบายรับจำนำข้าวของรัฐฯ จะทำให้ปริมาณการส่งออกข้าวไทยในปี 2012 ลดลงต่ำกว่า 6.6 ล้านตัน ซึ่งจะทำให้เราสูญเสียตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกให้แก่ เวียดนาม และอินเดีย ..... ใน 9 เดือนแรกของปีนี้ ปริมาณการส่งออกข้าวไทยอยู่ที่ 4.9ล้านตัน (ลดลงถึง -44% จาก 8.9 ล้านตันของช่วงเวลาเดียวกันในปี 2554) ในขณะที่เวียดนามทำได้ 6.4 ล้านตันในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วนอินเดียได้ตั้งเป้าส่งออกข้าวในปีนี้ไว้ที่ 7.0ล้านตัน ซึ่งก็คงจะเฉือนนำไทยไปอย่างหวุดหวิดเช่นกัน รูปที่1 (ที่มา: Barclays) แสดงให้เห็นว่าปริมาณการส่งออกข้าวไทยในปี 2012 ปรับลดลง -34% ตั้งแต่ต้นปี และหากไม่สามารถระบาย Inventory ออกผ่านการส่งออกได้ ไม่เพียงจะทำให้ Export ถดถอย แต่จะส่งผลต่อ GDP สูงถึง -1.0% point เลยทีเดียว

แม้ในการพิจารณาโดยผิวเผิน โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลดูเหมือนจะส่งเป็นผลดีต่อ GDP ในไตรมาส 2 ซึ่งออกมาที่ +4.2% YoY ก็จริง แต่พบว่า +2.8% point จาก +4.2% นั้นเป็นผลจาก “การเพิ่มขึ้นของ Inventory” (ซึ่งถูกนับรวมเข้าไปในการคำนวณ GDP) และน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ “โครงการการรับจำนำราคาข้าว” ของรัฐบาล กล่าวคือ ในกรณีทั่วไป โรงงานจะผลิตสินค้าตาม order ที่เข้ามา ดังนั้นการคงค้างของ Inventory ณ ขณะหนึ่งขณะใด ย่อมหมายถึงการผลิตเพื่อรอจำหน่าย/ส่งมอบ ซึ่งในที่สุดจะเปลี่ยนไปเป็นรายได้ จึงถูกนับรวมเข้าไปในการคำนวณ GDP ด้วย

แต่ในกรณีของ “การรับจำนำข้าว” นั้น แม้ Inventory ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากอาจเป็นปัจจัยบวกต่อ GDP ก็ตาม แต่มีความแตกต่างจากกรณีการผลิตเพื่อรอขายอย่างสิ้นเชิง เพราะการรับจำนำสินค้าในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดนั้น ถือเป็นภาระที่รัฐบาลต้องแบกรับและทราบดีว่าอาจต้องใช้เวลาเป็นปีๆ จึงจะมีการไถ่ถอนคืน (ไม่พูดถึงกรณีที่ไม่มาไถ่ถอนคืน หรือ inventory เกิดการด้อยค่า) และแน่นอนว่าภาระย่อมตกอยู่กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Special Financial Institution หรือ SFI) ที่สนับสนุนโครงการดังกล่าว ตั้งแต่เดือน มิ.ย. เป็นต้นมา กระทรวงการคลังได้ทำการระดมเงินผ่านการออกตั๋วเงินและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (อายุ 6 เดือน - 1 ปี) ให้แก่ ธกส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือ BAAC) ไปแล้วประมาณ 155,000 ล้านบาท จากวงเงินรวม 300,000 ล้านบาท (โดยในเดือน มิ.ย. เพียงเดือนเดียว มีการออกตั๋วเงินระยะสั้นสูงถึง 80,000 ล้านบาท) และแน่นอนว่าหากมิได้มาพร้อมการค้ำประกันจากกระทรวงการคลัง ตราสารดังกล่าวคงจะไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเท่าที่ควร

รูปที่ 2.1 แสดงภาระการค้ำประกันการกู้ยืมที่กระทรวงการคลังมีให้กับ SFI ซึ่งปรับสูงขึ้นอย่างชัดเจนในเดือนแรกของการเริ่มออกตราสารผ่าน ธกส. หรือ BAAC ทำให้ภาระหนี้ที่ค้ำประกันโดยรัฐฯ ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วแตะ 240,000 ล้านบาท ในขณะที่รูป 2.2 แสดง DEBT/GDP ขยับจาก 41% ไป 43% ในเวลาเพียงไตรมาสเดียว แม้จะยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงแต่ถือเป็นการปรับขึ้นอย่างมีนัย

การจำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด 20-30% เป็นผลให้ Export ถดถอยลง เนื่องจากเกษตรกรเลือกที่จะจำนำข้าวกับรัฐบาลในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดโลกแทน เมื่อผนวกกับประเด็นปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในปี 2012 นั้น ภาพรวมของ Export ของประเทศไทยในปีนี้ย่อมเป็นความกังวลต่อผู้ดำเนินนโยบายดังที่เราได้รับทราบกัน แม้กระทรวงพาณิชย์ประมาณว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้อยู่ที่ 80,000ล้านบาท หลายฝ่ายมองว่าค่อนข้าง positive เกินไป เพราะไม่ได้คำนึงถึงความสามารถในการระบาย stock ได้จริง (ซึ่งปัจจุบันสูงถึง 12 ล้านตัน หรือเทียบเท่า 120% ของปริมาณการส่งออกปี 2554 ทั้งปี) อีกทั้งราคาตลาดโลกที่มีแนวโน้มลดต่ำลง และเมื่อผนวกกับต้นทุนการกู้ยืมผ่าน ธกส.เพื่อซื้อ stock เป็นระยะเวลา 6-12 เดือน นั้น ย่อมทำให้ความเสียหายแก่ภาครัฐฯ สูงกว่า 80,000ล้านบาทอย่างแน่นอน

******************************************************************

1. ผู้เขียนมิได้มีความเชี่ยวชาญด้านข้าวแต่ได้พยายามที่จะรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่เชื่อถือได้มาเชื่อมโยงและทำการวิเคราะห์ถึงผลต่อ GDP และสถานะการเงินการคลังของรัฐฯ

2. ข้อมูลจาก Clyde Russell สำนักข่าว Reuters ณ วันที่ 4 ต.ค.

3. ในปี 2011 ประเทศไทยส่งออกข้าว 10.8 ล้านตัน (www.thairiceexporters.or.th) และคาดว่าจะทำได้ 6.5ล้านตันในปี 2012

4. ประเมินโดย IMF