วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เก็บตก...2 เวที...ต่างมุมมอง

ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสร่วมประชุม และสังเกตการณ์การประชุมระดับสากลด้วยกัน 2 ครั้ง

สวัสดีครับ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสร่วมประชุม และสังเกตการณ์การประชุมระดับสากลด้วยกัน 2 ครั้ง คือ การประชุมความร่วมมือ 4th China - ASEAN summit forum on Financial Development ที่เมืองหนานหนิง ประเทศจีน และ ได้มีโอกาสสังเกตการณ์การประชุม IMF/World Bank ที่เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการประชุมทั้ง 2 การประชุมนี้มีระหว่างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในยุโรป ซึ่งเป็นปัญหาที่ยังไม่เห็นว่าปลายทางของปัญหาจะดำเนินการสิ้นสุดอย่างไร และปัญหาการปรับตัวของอเมริกาซึ่งยังต้องใช้มาตรการกระตุ้นอยู่ไม่น้อย โดยผมขอถือโอกาสนี้เล่าสู่กันฟังว่าประเด็นที่เป็นห่วงและหัวข้อปรึกษามีด้านใดบ้างเพื่อให้เราสามารถเข้าใจและเตรียมตัวรับมือได้นะครับ

การประชุมแรก เป็นการประชุมประจำปีในด้านของความร่วมมือของ ASEAN และ จีน ซึ่งเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนมุมมองของแต่ละประเทศในการเปลี่ยนแปลงและรับมือสำหรับเรื่องที่จะเกิดขึ้น โดยในปีนี้หัวข้อหลักๆ คือ ตลาดความน่าเชื่อถือขององค์กร บริษัทต่างๆ ในอาเซียนและจีน (China-ASEAN Credit Market) ซึ่งหลายๆ ท่านที่ผมได้มีโอกาสพบในช่วงหลายๆ เดือนที่ผ่านมามักจะมีความเป็นห่วงในสถานะการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของจีน และมีความห่วงว่าหากจีนมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ฟองสบู่แตก และหรืออาจมีการปรับตัวทางเศรษฐกิจลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งแม้สื่อมวลชนในจีนเองก็มีคำถามดังกล่าวกับผู้เข้าร่วมการประชุมหลายๆ ท่าน

จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองโดยรวมนั้น ความเป็นห่วงในด้านแนวโน้มเศรษฐกิจมีอยู่โดยทั่วไป แต่ความเป็นห่วงนั้นๆ ได้รับการดำเนินการและนำเสนอการจัดการเรื่องต่างๆ เช่น ความเป็นห่วงเรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นโดยคู่ค้า คุณภาพของหนี้ต่างๆ อาจเริ่มมีปัญหาอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจมีการชะลอตัวลง แต่การดำเนินการเพื่อการรองรับความเป็นห่วงดังกล่าว กลับเป็นการดำเนินการที่น่าสนใจ โดยผู้ร่วมประชุมหลายๆ ท่าน ได้มีการเสนอแนวทางในการปรับปรุงระบบในการดำเนินการและบริหารความน่าเชื่อถือมากขึ้น มีการเสนอให้สถาบันการเงิน และบริษัทต่างๆ เข้าร่วมการพิจารณาและใช้ระบบการประเมินความเสี่ยงของบริษัทต่างๆ ในจีนมากขึ้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเปรียบเหมือนกับการใช้กุศโลบายในการทำให้บริษัทต่างๆ เริ่มระมัดระวัง และทำความเข้าใจความเสี่ยงให้มากขึ้น และหากแต่ละบริษัทระวังมากขึ้น และทำการค้าอย่างไม่ประมาท ผลที่เกิดขึ้นคือ คุณภาพของการประกอบการที่ดีขึ้น และปริมาณการผิดนัดชำระก็จะลดลง

นอกจากนี้ตัวแทนจากประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศยังได้แสดงความต้องการในการได้รับการสนับสนุนเงินลงทุนจากประเทศต่างๆ ในอาเซียนเพิ่มเติมขึ้น โดยเฉพาะในการลงทุนในกัมพูชา ซึ่งผู้แทนหลายๆ ท่านได้กล่าวชักชวนให้สถาบันต่างๆ มีการดำเนินกิจกรรมทางการเงินเพิ่มเติมขึ้น ผมเองได้แลกเปลี่ยนมุมมอง การดำเนินการสนับสนุนผู้ประกอบการโดยการมองในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม (โดยมองทั้งกลุ่ม ตั้งแต่ผู้ผลิตจนถึงผู้บริโภคคนสุดท้าย) ซึ่งมีความแต่ต่างกันทั้งด้านความต้องการ การจัดการ และความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

สรุปความเสี่ยงของการดำเนินธุรกิจใน China-ASEAN ในปัจจุบันนั้นมีความเป็นห่วงด้านความเสี่ยงหลายๆ ด้านที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจภายนอกที่หดตัวลง แต่ละประเทศจะได้นำแนวทางในการทำความเข้าใจความเสี่ยงที่เกิดขึ้น และเพิ่มความมีวินัยในการดำเนินการให้มากขึ้น ก็น่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นได้

อีกด้านหนึ่งของการสังเกตการณ์การประชุม IMF/World Bank ที่ผ่านมานั้น ประเด็นที่มีคนสนใจมากคงหนีไม่พ้นประเด็นของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและหนี้สินของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งปัญหาดังกล่าวจากการเสวนาของตัวแทนหลายๆ ท่านนั้น คงยังไม่สามารถบอกได้ว่า จะแก้ไขปัญหาได้เบ็ดเสร็จอย่างไร และดูเหมือนว่าความพยายามต่างๆ นั้น เป็นการทดลองเพื่อทดสอบดูว่ายาที่ให้ไปทดสอบ (Practice) นี้ใช้ได้ผลหรือไม่ แต่ที่น่าสนใจไม่น้อยคือ การมองถึงว่าหากการเจริญเติบโตของภูมิภาคอื่นๆ จะช่วยให้การฟื้นตัวของปัญหาต่างๆ บรรเทาลงได้ (อาเซียนอาจเป็นหนึ่งในเป้าหมายในการบริโภคสินค้าต่างๆ ที่ผลิตจากทางยุโรป และทำให้เกิดการผลิตเพื่อให้เกิดการจ้างงาน และหากคนในอาเซียนไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ในยุโรปมากขึ้น ก็น่าจะช่วยให้เกิดรายได้กับประเทศนั้นๆ ได้) ซึ่งผมไม่มั่นใจว่าการช่วยเหลือด้านการอุปโภคบริโภคของเราในอาเซียน และเอเชียจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน แต่ที่น่าสนใจคือ หากเราจำกันได้ในปีที่เกิดต้มยำกุ้งนั้น หนี้สินต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลายๆ กรณีเป็นหนี้เสีย ซึ่งเจ้าหนี้ (อาจเป็นสถาบันการเงิน และผู้ลงทุนทั่วไป) จำเป็นต้องรับสภาวะ “หนี้เสีย” และมีการตัดทุนลง แต่ประเด็นดังกล่าวไม่มีการพูดถึง การมองว่าเอเซียจะเป็นผู้ช่วยเหลือนั้นยังมองถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียอีก เช่น ญี่ปุ่นและอินเดีย อีกด้วย

อีกหนึ่งประเด็นที่มีการยกเป็นหัวข้อในการเสวนา คือ เรื่องของการพัฒนาประชากร และบุคลากรด้านแรงงาน ซึ่งในประเทศไทยของเรานั้นมีอัตราการว่างงานน้อยกว่าร้อยละ 1 ซึ่งในหลายๆ ประเทศในยุโรปนั้น อัตราการว่างงานมีปริมาณที่มากกว่าร้อยละ 15-20 เสียอีก ที่น่าสนใจคือ ในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นได้เริ่มมีการพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้มีการเพิ่มพนักงานที่เป็นเพศหญิงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้บริหาร เมื่อเปรียบเทียบกับอินเดียและจีนซึ่งมีพนักงาน และผู้บริหารที่เป็นสุภาพสตรีมากกว่า สำหรับประเทศไทยของเรานั้นผมคิดว่าประเด็นดังกล่าวไม่ได้เป็นประเด็นปัญหาเพราะเรามีผู้บริหารระดับสูง และพนักงานที่เป็นสุภาพสตรีเก่งๆ อยู่เป็นจำนวนมาก

สรุปจาก 2 เวทีการประชุมดังกล่าว ความเป็นห่วงในปัญหาและภาวะทางเศรษฐกิจมีอยู่โดยทั่วไป โดยในด้านหนึ่งได้เริ่มเพิ่มความระมัดระวังและเอาใจใส่ในการดำเนินการให้เข้าใจมากขึ้น ความร่วมมือเพื่อปรึกษาและหาแนวทางในการดำเนินการป้องกันและรักษาไม่ให้เสียหายกำลังดำเนินการอยู่ ส่วนอีกด้านหนึ่งดูเสมือนว่าปัญหาในยุโรปยังไม่มีแนวทางในการแก้ไขอย่างชัดเจน และอาจใช้เวลาในการแก้ไขนานกว่าที่เราคิด เศรษฐกิจที่เหลือของปีนี้และปีหน้า เราคงต้องพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศของเราเอง และประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ให้มาก เพราะที่อื่นๆ ก็เจอปัญหาซึ่งดูเหมือนว่าจะหนักว่าเราอีก