วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ช่วงเวลาแห่งความผันผวน

ความผันผวนในตัวเลขเศรษฐกิจของไทยและของกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั่วโลก ย่อมนำมาซึ่งความผันผวนในราคาหลักทรัพย์และสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเลี่ยงไม่ได้

ความผันผวนในตัวเลขเศรษฐกิจของไทยและของกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั่วโลก ย่อมนำมาซึ่งความผันผวนในราคาหลักทรัพย์และสินค้าโภคภัณฑ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   วันอังคารที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขส่งออกของเดือนสิงหาคมที่ USD19.75Bln (ลดลง -6.94% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ USD 21.22Bln) และมีโอกาสสูงที่ตัวเลข Export ในเดือนก.ย.จะยังคงหดตัวเมื่อเทียบกับของเดือน ก.ย. ปี 2554 (ต้องไม่ลืมว่า ปี 2554 เป็นปีที่ดีที่สุดของการส่งออกของไทย และไตรมาส 3 เป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี 2554)  แม้การนำเข้าปรับลดลงในลักษณะเดียวกัน แต่ไม่มากพอที่จะดึงให้ดุลการค้าของไทยกลับไปในแดนบวกได้ ทำให้ดุลการค้าติดลบ 6 เดือนต่อเนื่องตั้งแต่เดือน มี.ค.  โดยในภาพรวมสินค้าเกษตรปรับลดลงประมาณ -10% ในขณะที่ตัวเลขจากคู่ค้าในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) แม้จะเล็กแต่มีแนวโน้มสดใสและยังมิได้ถูกกระทบมากเท่ากับกลุ่มอื่น

ลำพังความพยายามที่จะต้องทำให้ดีกว่าปีก่อนหน้าซึ่งเป็นปีทองก็ยากแล้ว สถานการณ์จากทั้งภายในและภายนอกประเทศกลับซ้ำเติมให้ภาพของการส่งออกของประเทศไทยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว  นอกเหนือจากปัจจัยภายนอกประเทศที่ทำให้กำลังซื้อจากยุโรปและอเมริกาลดลงอย่างรุนแรงดังที่ทราบกันดี  การส่งออกของไทยกำลังประสบกับปัจจัยในประเทศอันเนื่องมาจากนโยบาย แทรกแซงราคาสินค้าเกษตรของรัฐบาล  สังเกตว่านักเศรษฐศาสตร์หลายท่านเริ่มออกมาแสดงความกังวลในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง  และล่าสุดสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยประเมินว่า นโยบายรับจำนำข้าวของรัฐฯ จะทำให้ปริมาณการส่งออกข้าวไทยในปี 2556 ลดลงต่ำกว่า 6.5ล้านตัน ซึ่งจะทำให้เราสูญเสียตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกให้แก่ เวียดนามและอินเดีย ซึ่งมียอดที่ 7.2 และ 7.0ล้านตัน ตามลำดับ

นโยบายรับจำนำข้าวเริ่มส่งผลโดยตรงต่อ GDP ของไทย ผ่านการถดถอยของ Export และผ่าน Inventory ที่เพิ่มขึ้นซึ่งรายการนี้ถูกนับรวมในการคำนวณ GDP   กล่าวคือ GDP ไตรมาส 2 ของปี 2012 ที่ +4.2% YoY และ +3.3% S.A QoQ (Seasonally adjusted, QoQ, not annualized) ถือเป็นการเติบโตที่ต่อเนื่องอย่างน่าสนใจ หลังจากที่ตัวเลขใน 1Q 2012 GDP ซึ่งเติบโตอย่างมากที่ +10.8% QoQ เช่นกัน (ตัวเลขการเติบโตแบบ QoQ จะถูกปรับด้วยผลของฤดูกาลเพื่อให้สามารถบ่งชี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน และไม่สามารถคำนวณได้โดยตรงจากตัวเลข GDP รายไตรมาสนะครับ)

ขอเท้าความสักนิดว่า การเติบโตของ 4Q 2011 GDP ซึ่งถดถอยถึง -8.9% YoY นั้นมีสาเหตุมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมปลายปี 2011 ซึ่งกระทบต่อภาคการผลิต และผลต่อ Supply chain  จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ตัวเลข GDP ของไตรมาสถัดมา (ไตรมาสที่ 1 ปี 2012) ซึ่งวัดแบบ QoQ, Seasonally adjusted นั้นจะเติบโตสูงถึง +10.8% QoQ เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ปี 2011 (Seasonally adjusted, ปรับผลจากฤดูกาลแล้ว)  ปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตระดับ 2 digits นั้นมาจาก Private investments เพื่อการฟื้นฟูสายการผลิตผ่านการนำเข้าเครื่องจักรใหม่ทดแทนเครื่องที่เสียหายจากน้ำท่วมซึ่งยังคงขยายตัวต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 2 (ปี 2012) อีกด้วย  นอกจากนั้นในไตรมาสที่ 2 เราเริ่มเห็นตัวเลขการใช้จ่ายที่ดีขึ้น (Private consumption) โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าทุนและเทคโนโลยี (Capital goods and Technology) ที่ได้อานิสงส์จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์

อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาในรายละเอียดของการเติบโตที่ +4.2% YoY สำหรับไตรมาสที่ 2 แล้ว เราพบว่า +2.8 percentage point (จาก +4.2% YoY GDP growth ไตรมาส 2 ของปี 2012) นั้น มาจาก “การเพิ่มขึ้นของ Inventory” ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับ “โครงการการรับจำนำราคาข้าว” ของรัฐบาล กล่าวคือ ในกรณีทั่วไป โรงงานจะผลิตสินค้าตาม order ที่เข้ามา ดังนั้นการคงค้างของ Inventory ณ ขณะหนึ่งขณะใด ย่อมหมายถึงการผลิตเพื่อรอจำหน่าย/ส่งมอบ ซึ่งในที่สุดจะเปลี่ยนไปเป็นรายได้ จึงถูกนับรวมเข้าไปในการคำนวณ GDP ด้วย  แต่ในกรณีของ “การรับจำนำข้าว” ซึ่งแม้จะทำให้ Inventory เพิ่มขึ้นอย่างมาก และเป็นปัจจัยบวกต่อ GDP ก็ตาม แต่มีความแตกต่างจากกรณีการผลิตเพื่อรอขายอย่างสิ้นเชิง เพราะการรับจำนำสินค้าในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดนั้นถือเป็นภาระที่รัฐบาลต้องแบกรับและทราบดีว่าอาจต้องใช้เวลาเป็นปีๆ จึงจะมีการไถ่ถอนคืน  และแน่นอนว่าภาระย่อมตกอยู่กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่สนับสนุนโครงการดังกล่าว

นอกจากนี้ การจำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดยังเป็นผลให้ Export ถดถอยลง เนื่องจากเกษตรกรเลือกที่จะจำนำข้าวกับรัฐบาลในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดโลกแทนที่จะส่งออก เมื่อผนวกกับประเด็นปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในปี 2012 นั้น ภาพรวมของ Export ของประเทศไทยในปีนี้ย่อมเป็นความกังวลต่อผู้ดำเนินนโยบายดังที่เราทราบกัน   หากมองย้อนไปใน ปี 2011 อาจกล่าวได้ว่า การส่งออกของเรานั้นสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ USD 222.58 พันล้าน คิดเป็นการเติบโตที่ +14.0% YoY และเราต้องไม่ลืมว่าในปีเดียวกัน การส่งออกของประเทศจีนซึ่งมีมูลค่าประมาณ 10เท่าของมูลค่าการส่งออกของบ้านเรามีการเติบโตที่ +20% นั้น ได้ยอมปรับลดเป้าหมายปี 2012 ลงไปที่ +10% เป็นที่เรียบร้อย  แม้โครงสร้างส่งออกของไทยจะเป็นการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ แต่กลุ่มประเทศเหล่านั้น re-export ไปสู่สหรัฐฯ และยุโรป ด้วยสถานการณ์อันไม่แน่นอนเช่นนี้ จึงต้องยอมรับว่า คงส่งผลต่อการส่งออกของบ้านเราอย่างแน่นอน

อีกสาเหตุของความผันผวนมาจากปัจจัยนอกประเทศ ซึ่งเป็นผลจากเหตุการณ์สำคัญๆ ในเดือนกันยายนไม่ว่าจะเป็น 1) ความกังวลเรื่อง Fiscal cliff ซึ่งเป็นการเปรียบเปรยกับ การที่ GDP ของสหรัฐฯ จะถดถอยราวตกจากเหวเนื่องจากมาตรการลดหย่อนภาษีกำลังจะหมดอายุลงในปลายปีนี้  2) การที่ ECB อนุมัติมาตรการซื้อตราสารหนี้ภาครัฐฯ (ECB’s Outright Monetary Transactions, OMT) ในวันที่ 6 ก.ย.  3) มติของศาลรัฐธรรมนูญประเทศเยอรมัน ในวันที่ 12 ก.ย. ซึ่งเห็นชอบอย่างมีเงื่อนไขในการมีส่วนร่มของเยอรมันในกองทุน ESM  และ 4) ผลการประชุมของ FED ในวันที่ 13 ก.ย. ที่เห็นชอบในมาตรการ QE3    เราจะยังคงเห็นความผันผวนในตลาดการลงทุนต่อไปเพราะประเด็นเรื่อง Fiscal Cliff ของสหรัฐฯ คงไม่จบได้ง่ายๆ ส่วนฝั่งยุโรปนั้นการแก้ปัญหาวิกฤตหนี้ก็คงจะใช้เวลามากกว่าที่คาดการณ์กันและสามารถมี (Negative) Surprise ต่อตลาดได้ตลอดเวลา