ช่วงนี้ท่านที่ลงทุนในตลาดหุ้นน่าจะมีความสุขดี เพราะหลังจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ประกาศมาตรการซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่ประสบปัญหา
ช่วงนี้ท่านที่ลงทุนในตลาดหุ้นน่าจะมีความสุขดี เพราะหลังจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ประกาศมาตรการซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่ประสบปัญหาสภาพคล่อง เช่น สเปนและอิตาลี อย่างไม่มีจำนวนจำกัด (Outright Monetary Transactions) บวกกับ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ประกาศมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องรอบที่สาม (QE3) จึงทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกคึกคักขึ้นเป็นพิเศษโดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย ถ้านับจากต้นปี ตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นตลาดหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย (ไม่รวมตลาดขนาดเล็กๆ ในกลุ่ม Frontier) ด้วยผลตอบแทน 24.7% และถ้าเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก 50 กว่าตลาด ไทยมีผลตอบแทนอยู่ในอันดับที่ 3 ของโลก รองเพียง ตุรกี (+32.8%) และ เยอรมนี (+25.5%)
แล้วทำไมตลาดหุ้นไทยถึงมีผลตอบแทนดีที่สุดในเอเชียในปีนี้? ผมคิดว่าน่าจะมาจากเหตุผล 3 ประการ ดังนี้:
ข้อหนึ่ง ความเสี่ยงทางการเมือง (Political Risk) ของไทยดูจะลดน้อยลงไปมากเมื่อเทียบกับในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในสายตานักลงทุนต่างประเทศ ถึงแม้การเมืองไทยจะยังคงมีปัญหาอยู่บ้าง แต่รัฐบาลปัจจุบันก็สามารถบริหารจัดการบ้านเมืองและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและนักธุรกิจได้ดีพอสมควร ตั้งแต่ต้นปีนี้ นักลงทุนต่างประเทศถามผมเรื่องการเมืองไทยน้อยมากเมื่อเทียบกับในอดีต และผมเชื่อว่าการที่การเมืองไทยมีเสถียรภาพที่ดีขึ้นมีส่วนช่วยทำให้ตลาดหุ้นไทยมีการ Re-rate (ปรับฐาน) ขึ้น หรือ ทำให้ค่า P/E Ratio สูงขึ้นนั่นเอง
ข้อสอง เศรษฐกิจไทยมีอุปสงค์ในประเทศ (Domestic Demand) ที่แข็งแรง มีการขยายตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในอัตราที่สูง และเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงไทยมีหนี้สาธารณะต่อ GDP ในระดับค่อนข้างต่ำ ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลยังสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจยุโรปและสหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงสูง ความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ การที่รัฐบาลประกาศโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมูลค่ารวม 2.2 ล้านล้านบาท ยิ่งเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เพราะนอกจากจะทำให้เกิดแรงกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถของเศรษฐกิจ และธุรกิจไทยในอนาคตอีกด้วย
ข้อสาม แม้ SET Index จะปรับเพิ่มขึ้นมากในปีนี้ แต่ตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาดหุ้นที่มี Valuations ที่ต่ำที่สุดในกลุ่ม ASEAN5 เพราะตลาดหุ้น ASEAN5 กำลังเป็นที่หมายปองของนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่โดดเด่น และสูงกว่าอีกหลายภูมิภาคในโลก บวกกับนักลงทุนส่วนมากยังไม่มีมุมมองที่เป็นบวกกับเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกรวมทั้งในเอเชีย เช่น จีนกับอินเดีย ทำให้เม็ดเงินลงทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น ASEAN5 เพราะตลาดหุ้นไทยยังมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไป ทำให้ไทยเป็นตลาดหุ้นที่นักลงทุนต่างประเทศให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
ที่สำคัญ ผมเชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนจากยุโรปและสหรัฐฯ จะไหลเข้าตลาดหุ้น ASEAN5 ต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี เพราะทั้งยุโรปและสหรัฐฯ ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่านั้น เพื่อทำให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวได้ในระดับปกติอีกครั้ง หมายความว่า ดอกเบี้ยโลกจะยังอยู่ในระดับต่ำไปจนถึงปี 2015 และจะยังคงมีสภาพคล่องส่วนเกินจำนวนมากในตลาดเงินตลาดทุนโลก
เหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และคงจะไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก ผมจึงมองว่า นี่คือโอกาสทองของไทย ในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล ที่พร้อมจะเข้ามาลงทุนในบ้านเรา
เราเริ่มต้นมาดีแล้วในปีนี้ แต่โจทย์ใหญ่คือ เราจะใช้ประโยชน์อย่างไรจากเม็ดเงินเหล่านี้ ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคธุรกิจ ตลาดทุน และเศรษฐกิจไทยโดยรวม และจะทำอย่างไร ให้เม็ดเงินจำนวนมากนี้อยู่กับเรานานๆ โอกาสแบบนี้อาจจะไม่ได้เห็นอีกแล้ว ดังนั้นเราไม่ควรปล่อยให้มันผ่านไปเฉยๆ โดยไม่พยายามทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย
ผมขอยกตัวอย่างสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพที่ชัดขึ้น เมื่อช่วงต้นปี 2002 ตอนที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัวลงอย่างรุนแรง หลังจากเหตุการณ์ 9/11 FED ได้เริ่มดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยการลดดอกเบี้ยและทำต่อเนื่องมา 3-4 ปี จนทำให้เกิดสภาพคล่องจำนวนมหาศาลในตลาดทุนโลก และแน่นอนว่าเม็ดเงินส่วนหนึ่ง ก็เลือกที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดทุนใน Emerging Markets
ช่วงนั้นตลาดทุนหลายๆ แห่งใน Emerging Markets มีอัตราการเติบโตที่เร็วมากไม่ว่าจะเป็น บราซิล รัสเซีย อินเดีย หรือ จีน โดยเฉพาะจีนประสบความสำเร็จอย่างสูงในการนำรัฐวิสาหกิจหลายแห่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การที่ตลาดทุนเติบโตช่วยให้เศรษฐกิจในประเทศเหล่านี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
อีกหนึ่งประเทศที่ต้องพูดถึง คือ อินโดนีเซีย ที่ทำให้ตลาดทุนของตัวเอง ที่ไม่ค่อยมีใครสนใจช่วงก่อนหน้า กลายเป็นตลาดทุนที่นักลงทุนต่างประเทศส่วนใหญ่ชื่นชอบและให้การยอมรับจนถึงทุกวันนี้
อินโดนีเซีย เป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกตลอดระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการที่อินโดนีเซียสามารถดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติในช่วงนั้น เข้าพัฒนาตลาดทุนตัวเอง ผิดกับไทยที่แทบจะไม่ได้รับอานิสงส์อะไรเลย จากการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำของ FED ในรอบที่แล้ว เพราะเราเกิดปัญหาการเมืองขึ้น จึงทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกไปลงทุนในประเทศอื่นแทน
แต่รอบนี้เป็นรอบที่เรามีโอกาสจะแก้ตัวอีกครั้ง ผมจึงอยากให้รัฐบาลไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและตลาดทุนมอง “โอกาสทอง” ที่กำลังเกิดขึ้น และช่วยกันวางยุทธศาสตร์ชาติเพื่อใช้ประโยชน์จากเม็ดเงินจำนวนมากที่กำลังหาที่ไป
นอกจากนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือ สร้างความเชื่อมั่นในนโยบายเศรษฐกิจของประเทศให้สูงขึ้น ต้องทำให้เห็นว่ารัฐบาลนำนโยบายต่างๆ มาปฏิบัติได้ตามที่วางแผนไว้ เพราะปัญหาของไทยในหลายปีที่ผ่านมา คือการขาดประสิทธิภาพในการ Execute นโยบายสำคัญๆ
ที่สำคัญคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนไทย ต้องรีบสรุปเรื่องวิสัยทัศน์ตลาดทุนระยะยาว และประกาศแผนพัฒนาตลาดทุนไทย เพื่อให้เป็น Roadmap กับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในการสร้างตลาดทุนไทย ให้เป็นตลาดทุนที่เข้มแข็งพอ ที่จะรับมือกับการแข่งขันจากตลาดทุนอื่นทั้งในและนอกภูมิภาค และทำให้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุนหลักของภาคธุรกิจ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
แน่นอนว่าการไหลเข้าออกของเม็ดเงินต่างชาติจำนวนมากและเร็วเกินไป อาจสร้างปัญหาต่อเศรษฐกิจในระยะยาวได้เช่นกัน อย่างที่ได้เริ่มเกิดขึ้นกับบางประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติในรอบที่แล้ว ผมจึงเน้นว่า เราต้องวางแผนกันให้ดี โดยเฉพาะต้องมีมาตรการบริหารความเสี่ยงด้าน Capital Flows ที่มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญควรเน้นที่เม็ดเงินลงทุนระยะยาวที่บริหารโดยกองทุนประเภท Pension Funds หรือ Sovereign Wealth Funds การทำให้ตลาดทุนเข้มแข็งจะส่งผลดีต่อภาคธุรกิจไทย เพราะจะทำให้ระดมทุนได้ง่ายขึ้น เป็นการช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับไทยอีกทางหนึ่งด้วย
พบกันใหม่เดือนหน้า สวัสดีครับ









