การแสดงออกทางความคิดที่แตกต่างไม่ใช่เรื่องที่จะนำไปสู่การขัดแย้งเสมอไป ถ้ากระทำอย่างสร้างสรรค์บนหลักการและเหตุผลที่ไม่บิดเบือน
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ผมห่างหายจากคอลัมน์นี้ไปนานพอสมควร เพราะหลายเดือนที่ผ่านมา ติดภารกิจต้องเดินทางไปต่างประเทศค่อนข้างมาก นอกจากไปเรื่องงานของบริษัทแล้ว ยังต้องร่วมเดินทางไปกับคณะของนายกรัฐมนตรีอีกหลายครั้งในฐานะประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เพื่อนำเสนอภาพรวมเกี่ยวกับตลาดทุนไทยให้กับนักลงทุนในประเทศต่างๆ ได้รับฟัง เช่น จีน บาห์เรน ออสเตรเลีย เยอรมนี เป็นต้น ช่วงนี้เริ่มเดินทางน้อยลงเลยขอเขียนเกี่ยวกับงาน Debate วิสัยทัศน์ครั้งประวัติศาสตร์ ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนปัจจุบัน คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณกรณ์ จาติกวณิช ซึ่งสภาธุรกิจตลาดทุนไทยได้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “ต่างทัศนะ ร่วมมุมมอง พี่น้องตลาดทุน” เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา
งานในครั้งนี้สภาธุรกิจตลาดทุนไทยตั้งใจจัดขึ้น เพื่อเป็นการจุดประกายและส่งเสริมให้เกิดพลังแห่งความสามัคคีในสังคมไทยเพื่อการพัฒนาตลาดทุนและเศรษฐกิจไทยอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน รัฐมนตรีคลังทั้ง 2 ท่านที่เราเชิญมาร่วม Debate ในคืนนั้น ถือเป็นความภาคภูมิใจของตลาดทุน เนื่องจากท่านคือผู้ที่เติบโตมาจากตลาดทุนไทย ทั้งคุณกิตติรัตน์และคุณกรณ์ใช้ชีวิตการทำงานร่วม 20 ปีในตลาดทุน และเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้ตลาดทุนไทยพัฒนามาจนทุกวันนี้ แต่ที่สำคัญที่สุด เราต้องการจะใช้เวทีนี้แสดงให้สังคมไทยได้เห็นว่า การแสดงออกทางความคิดที่แตกต่างไม่ใช่เรื่องที่จะนำไปสู่การขัดแย้งเสมอไป ถ้ากระทำอย่างสร้างสรรค์บนหลักการและเหตุผลที่ไม่บิดเบือน
ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่มีโอกาสได้ไปร่วมงาน Debate ในคืนนั้นคงเห็นตรงกับผมว่างานได้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่สภาธุรกิจตลาดทุนไทยได้ตั้งไว้ทุกประการ ทั้ง คุณกิตติรัตน์และคุณกรณ์ ได้แสดงออกถึง ความเป็นมืออาชีพทางการเมือง มีอยู่หลายเรื่องที่ทั้ง 2 ท่านอาจเห็นไม่ตรงกัน เช่น นโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลปัจจุบัน หรือนโยบายปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ก็ไม่ได้มีการ Debate กันในเชิงขัดแย้ง หรือเถียงกันแบบเอาเป็นเอาตายเหมือนที่เห็นบ่อยครั้งในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร การชี้แจงของทั้ง 2 ท่านตั้งอยู่บนหลักการและมีเหตุผลคอยสนับสนุน ไม่มีการใช้คำพูดที่เสียดสีฝ่ายตรงข้าม หลายครั้งที่ทั้ง 2 ท่านไม่ขอตอบโต้ประเด็นที่ถูกพาดพิง ซึ่งแสดงว่าท่านพอใจกับเหตุผลที่ได้อภิปรายไปแล้วและท่านเชื่อว่าผู้ฟังในงานจะสามารถแยกแยะได้เองว่า เหตุผลของใครหนักแน่นกว่ากัน ตอนงานเลิกคุณกรณ์ยังแอบกระซิบกับผมเลยว่า ถ้าเอาเรื่องเดียวกันนี้ไปอภิปรายกันในสภาคุยกันทั้งวันก็ไม่จบ
อีกเรื่องที่สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมงานก็คือประเด็นไหนก็ตามที่ทั้ง 2 ท่านเห็นตรงกันก็จะมีการแสดงความชื่นชมอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องค้านและเห็นต่างในทุกประเด็น เช่น เรื่องการรักษาวินัยทางการคลัง ทั้งคุณกิตติรัตน์และคุณกรณ์เห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรักษาไว้ เพียงแต่วิธีการอาจไม่เหมือนกันเสียทีเดียว หรือเรื่องการใช้ตลาดทุนในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้ง 2 ท่านก็เห็นสอดคล้องกันว่า ต้องพัฒนาให้ตลาดทุนไทยมีขนาดและศักยภาพที่เข้มแข็ง เพื่อเป็นกลไกหลักในการขยายตัวของเศรษฐกิจและสามารถแข่งขันได้กับตลาดทุนของประเทศในอาเซียน เป็นต้น ซึ่งถ้าการเมืองไทยสามารถพัฒนาได้แบบนี้โดยเลิกวิธีการค้านในทุกๆ เรื่องแบบหัวชนฝา ผมว่าการเมืองไทยจะเจริญกว่านี้มาก
ต้องยอมรับนะครับว่าผมแอบสังเกตเห็นอาการเครียดนิดๆ ของทั้ง 2 ท่านช่วงก่อนการ Debate จะเปิดฉากขึ้น คุณกิตติรัตน์จะมีสีหน้าค่อนข้างเคร่งขรึมตลอดเวลา ขณะที่คุณกรณ์อาจไม่ได้แสดงออกทางสีหน้ามากนัก แต่ท่านแทบไม่ได้รับประทานอาหารเย็นที่เราเตรียมไว้ให้เลย ซึ่งก็ทำให้ผู้จัดงานพลอยเครียดตามไปด้วย แต่นี่แสดงว่าทั้ง 2 ท่านตั้งใจกับงานนี้มาก และต้องการจะให้ผลงานออกมาดีที่สุดเพื่อประโยชน์ของผู้ฟังทุกคน และเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการเมืองไทยไม่ใช่แค่ต้องการขึ้นเวทีเพื่อไปด่าอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่ง นับเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับประเทศไทยที่ได้คนแบบนี้มาช่วยทำงานการเมือง
ที่น่าประทับใจที่สุด ก็คือ หลังการ Debate ปิดฉากลง คุณกิตติรัตน์ได้เดินตรงเข้าไปจับมือคุณกรณ์ด้วยสีหน้าและแววตาที่เป็นมิตร ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักในยุคที่การเมืองไทยแบ่งออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน เป็นที่น่าสังเกตอีกว่าทั้ง 2 ท่านมีสีหน้าที่สดใสกว่าตอนก่อนเริ่ม Debate อย่างมาก โดยเฉพาะ คุณกิตติรัตน์ที่ดูจะมีแต่รอยยิ้มบนใบหน้า ถ้าให้ผมเดาคงจะเป็นเพราะทั้ง 2 ท่านคงจะพอใจกับผลงานการ Debate ของตัวเอง และเท่าที่ผมมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ใหญ่หลายๆ ท่านในงาน ทุกคนจะพูดตรงกันว่า ทำได้ดีทั้งคู่ และเป็นการ Debate ที่สร้างสรรค์และน่าประทับใจมาก ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้คุณกิตติรัตน์ และคุณกรณ์ช่วยสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการอภิปรายในสภาผู้แทน ก็จะดีไม่น้อย
มีคนถามผมหลายคนว่ารายได้จากการขายบัตรครั้งนี้จะเอาไปทำอะไร ผมขอเรียนชี้แจงไว้ที่นี้ว่ารายได้สุทธิจากงานนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจะถูกเก็บเป็นทุนทรัพย์ให้กับสภาธุรกิจตลาดทุนไทยเพื่อใช้ในการส่งเสริมและพัฒนาตลาดทุนไทยให้มีศักยภาพในการแข่งขันระดับภูมิภาค อีกส่วนหนึ่งจะถูกนำไปดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมที่เราได้ทำมาอย่างต่อเนื่องเช่น การให้ความรู้ด้านการเงินขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนทั่วไป (financial literacy) เป็นต้น ท้ายนี้ผมขอขอบคุณผู้สนับสนุนหลักของงาน 3 ราย ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) สวัสดีครับ









