ลองสร้างความแตกต่างต่อยอดกับสิ่งที่ทำซ้ำ ๆเดิม ๆ ในการทำซีเอสอาร์ ซึ่งนอกเหนือจากการช่วยเหลือ ก็คือการสร้างกำลังใจ ความภาคภูมิใจ และพลังใจ
หนึ่งในภารกิจของ CEO ก็คือ การถูกจัดฉากให้ไปบริจาคสิ่งของและยืนถ่ายรูปวางท่าเป็นผู้ใหญ่ใจดี โดยทั้งผู้รับกับผู้ให้ต้องยืนยิ้มและชูนิ้วโป้ง ซึ่งภาพดังกล่าวก็จะไปปรากฏอยู่บนสื่อต่าง ๆในวันถัดไป
ผมเชื่อว่าสื่อมวลชนก็คงจะเบื่อหน่ายที่ต้องคัดสรรภาพข่าว PR ในลักษณะเช่นนี้ ที่มีเข้ามาจากบริษัทห้างร้านต่าง ๆที่ต้องการเผยแพร่ความดีที่ไปทำให้กับสังคมแทบทุกวัน ผู้บริโภคข่าวเอง ก็คงจะเบื่อหน่ายกับภาพข่าวซ้ำๆ เดิมๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่อ่าน ไม่ให้ความสนใจอะไรมากมาย
วันนี้เป็นอีกวันหนึ่ง ที่ผมมาบริจาคชุดชั้นในให้กับเด็ก ๆ เตรียมกล่าวคำเพราะ ๆน่าฟังบนเวที รอถ่ายรูปตามธรรมเนียมปฏิบัติ ใช่ครับ ในนาทีแรกที่หยิบเสื้อสูทตัวเก่ง ก้าวเท้าลงจากรถ สมองก็คิดว่า นี่จะเป็นพิธีการเดิม ๆของการสร้างฉากแบบ CSR แต่เดี๋ยวนะ! … ลองคิดดูอีกที เราเองน่าจะสร้างความแตกต่างต่อยอดกับสิ่งที่ทำซ้ำ ๆเดิม ๆ เพื่อทำให้เกิดแนวคิดใหม่ในการเพื่อช่วยเหลืออีกมากมาย เป็นการสร้างความทัดเทียม เติมความเสมอภาค และลดความเหลื่อมล้ำให้กับสังคม ในสมองคิดต่อว่า คำกล่าวที่คิดว่า เป็นการสร้างความทัดเทียม เติมความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำและคำว่า ด้อยโอกาส ซึ่งได้ยินบ่อย ๆในงาน CSR กระทั่งที่ได้ยินจนเคยชินในช่วงเวลาหาเสียงก่อนการเลือกตั้ง
ใช่หรือ มันถูกต้องแล้วหรือ ที่เราคอยแต่จะตอกย้ำในเรื่องการสร้างความทัดเทียม เติมความเสมอภาค และลดความเหลื่อมล้ำ นั่นแสดงว่า เขาไม่เท่าคนอื่น เขาด้อยกว่า เขากำลังถูกเอาเปรียบ ความขุ่นข้องหมองใจจะถูกปลุกให้เปลี่ยนมาเป็นความรู้สึกที่เขาจะต้องไม่แย่กว่า ไม่ด้อยกว่า ต้องเรียกร้อง ต้องไม่ยอม ต้องไม่ถูกเอาเปรียบ และถ้าไม่ถูกเอาเปรียบ ก็หมายถึงเขาต้องได้เปรียบ ต้องดีกว่า ต้องได้มากกว่า สุดท้ายการทำความดีของเรา ก็เป็นการสร้างคนให้กลัวการเสียเปรียบ ต้องแย่งชิง ไม่แบ่งปัน ไม่สามัคคี
จึงคอยบอกตัวเองว่า คำกล่าวบนเวที ต้องระวังไม่พูดเน้นย้ำในประเด็นเหล่านี้ เราควรให้กำลังใจ ให้ความภาคภูมิใจ เล่าเรื่องผู้คนที่ลำบากกว่า แต่ก็ยังคงมีพลังใจในการดำรงชีพ แนะนำเรื่องการให้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของ และที่สุดให้ความหวังที่จะเป็นผู้ช่วยเหลือผู้อื่นในอนาคตข้างหน้า ตลอดจนเล่าเรื่องความยากลำบากของพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินีของเราให้เด็กๆฟัง
หลักคิดในการช่วยเหลือสังคมดังกล่าว ผมได้พูดคุยกับ คุณสุวรรณา ปิ่นแก้ว ท่านเป็นผู้ปกครองสถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี http://www.rajvithihome.org/history.html พวกเราก็ได้ช่วยกันกลั่นความคิดในเชิงปฏิบัติออกมาเป็นกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ พวกเราบริจาคชุดชั้นในให้เพื่อเป็นปัจจัยความจำเป็นพื้นฐานเท่านั้น พวกเราตั้งใจจะจัดกิจกรรมร่วมกับเด็กๆ ที่นี่เป็นครั้งคราว อาจจะมาสอนหนังสือ สอนภาษา สอนการบ้าน เป็นเพื่อนเด็ก ๆ เป็นการจัดกิจกรรมแรงงานสัมพันธ์ของบริษัทเองไปในตัว และยินดีที่จะให้เด็ก ๆไปชมโรงงาน ชมขั้นตอนการผลิต ระบบการขายการกระจายสินค้าของเรา ฟังความสำเร็จของคนระดับผู้จัดการเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กมีความหวังที่จะเป็นผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต
ในทางกลับกัน พวกเราได้แนะนำให้คุณครูพาเด็ก ๆไปเยี่ยมเยียนบ้านเด็กพิการ บ้านคนชรา มูลนิธิขาเทียม บ้านเด็กตาบอด ศูนย์ดูแลน้องหมายากไร้ ให้คุณครูพาเด็ก ๆไปอ่านหนังสือให้เด็กตาบอดฟัง และนำของที่ทางบ้านราชวิถีรับบริจาคมามากเกินใช้ไปแจกจ่ายให้หน่วยงานที่ลำบากกว่า โดยให้เด็ก ๆเป็นผู้มอบด้วยตนเอง วิธีนี้เป็นการให้เด็ก ๆเห็นภาพของผู้ที่ลำบากกว่า และได้เรียนรู้การเป็นผู้ให้ เป็นผู้ดูแลผู้อื่น
สำหรับเด็กที่เรียนดีก็ควรขอทุนการศึกษาในระดับปริญญาตรีกับองค์กรชั้นนำของประเทศ เพราะองค์กรเหล่านี้มีงบประมาณและมีหน่วยงานทางด้าน CSR ซึ่งทำกันอย่างจริงจัง เด็ก ๆที่เรียนจบยังอาจจะได้โอกาสการพิจารณารับเข้าทำงานในองค์กรหรือบริษัทที่สนับสนุนด้วย วิธีการต่าง ๆนี้เป็นการเพิ่มคนเก่งคนดีในสังคม เราอาจได้นักธุรกิจดี ๆนักการเมืองดี ๆตำรวจดี ๆอัยการดี ๆทนายความดี ๆ ฯลฯ ที่จะย้อนกลับมาเติมเต็มบ้านราชวิถีในอนาคตอีกด้วย
ทั้งหมดที่เกิดขึ้นและต่อยอดมาจนถึงตรงนี้ ก็เพราะ “Alicia” แท้ๆ เธอเป็นเด็กหญิงอายุ 17 ปีเรียนอยู่ในสหรัฐอเมริกา ที่เขียนจดหมายปิดผนึกส่งตรงมาที่โต๊ะทำงานของผม เพื่อขอชุดชั้นในให้เด็กหญิงบ้านราชวิถี ความแปลกใจที่เธอเป็นเด็กวัยรุ่น แต่มีแนวคิดที่จะทำดีช่วยเหลือผู้อื่น ทำให้ผมตั้งใจอ่านจดหมายที่ส่งมา ที่น่าชื่นชมไปกว่า ก็คือ เธอยังได้เสียสละช่วงหยุดเรียนภาคฤดูร้อนมาสอนภาษาอังกฤษและสอนการเต้นรำ ทุก ๆ Summer เธอจะมาใช้ชีวิตอยู่กินกับเด็กบ้านราชวิถี โดยบิดามารดาของเธอมีบ้านและตั้งรกรากอยู่ที่ฮ่องกง เธอทำเช่นนี้ตั้งแต่อายุได้ 13 ปี ความประทับใจเบื้องต้นจากจดหมายที่ Alicia ได้อธิบายความว่า การขาดแคลนชุดชั้นในของเด็กหญิงนั้นยากลำบากแค่ไหน ผมจึงตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมโดยทันที และนี่จึงเป็นที่มาของแนวคิดในการต่อยอด ตลอดจนการไม่ตอกย้ำเรื่องความเท่าเทียมความเสมอภาคความเหลื่อมล้ำอีกต่อไปของผม
ต่อไป ภาพถ่ายที่ถือป้าย โชว์รอยยิ้มพร้อมชูนิ้วโป้งของผม จะมีความหมายมากกว่าที่ผ่าน ๆมา และผมก็อยากให้ภาพถ่าย CSR ของ CEO องค์กรอื่น ๆมีความหมายมากขึ้นเช่นกัน จึงถือโอกาสเนื่องในวันแม่ที่จะมาถึง ขอให้ท่านที่ได้อ่านบทความนี้ได้ช่วยกันต่อยอดแนวคิดดังกล่าวให้รับรู้กันอย่างกว้างขวางออกไปในสังคมของเรานะครับ
ขอบคุณ Alicia และเพราะ Alicia แท้ ๆ









