รวมกันเราอยู่ ... AEC Plus

รวมกันเราอยู่ ... AEC Plus

ในระยะนี้เราจะเห็นเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในและต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบในสหภาพยุโรป

ถึงแม้การเลือกตั้งในกรีซที่ผ่านมากว่าเดือนแล้ว แต่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินในต่างประเทศยังมีกันอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอกย้ำว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ยังไม่สามารถไว้วางใจว่า ปัญหาจะสิ้นสุด และการกลับมาของกำลังซื้อ หรือการเพิ่มขึ้นของระดับเศรษฐกิจในความต้องการในการบริโภคนั้นจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ซึ่งหากเราดูภาพที่เกิดขึ้น เราคงต้องมาประเมินตนเองใหม่เพื่ออย่างน้อยให้แน่ใจว่า ในธุรกิจที่เราดำเนินการอยู่นั้น จะไม่ได้ผลกระทบมากจนไม่สามารถประกอบการอยู่ได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ยังอยู่ในทิศขาลงของภาคตะวันตก ก็จะเป็นแบบนี้อยู่อีกระยะเวลาหนึ่ง อาจไม่น้อยกว่า 3-5 ปี และหากถามว่าแล้วเราต้องทำอย่างไรต่อเพื่อให้อยู่รอด และลองมามองสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียง 1 เดือนที่ผ่านมากันครับ 
     ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เรามีหลายๆ เหตุการณ์ในอาเซียน เช่น การเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นของรัฐบาลสหรัฐ (ซึ่งหลาย ๆ ด้านเชื่อว่าการเข้ามามีบทบาทนั้นค่อนข้างช้า แต่ดีกว่าไม่มา) มีการประชุมด้วยกันหลาย ๆ ภาคส่วนของหลาย ๆ ประเทศ มีการลดการคว่ำบาตรของการทำธุรกรรมการเงินและการทำธุรกิจของบริษัทสัญชาติอเมริกันกับสหภาพเมียนมาร์ การแสดงเจตจำนงของการทำธุรกิจของชาวอเมริกันกับประเทศในอาเซียนต่าง ๆ โดยการสนับสนุนของหน่วยงานต่าง ๆ ของทางอเมริกา 
     นอกจากนี้ในประเทศต่าง ๆ ก็มีการปรับเปลี่ยนข้อกำหนด ข้อจำกัดที่อาจจะมีการจำกัดเพิ่มเติมขึ้น ซึ่งในสัปดาห์ก่อนผมได้อ่านข่าวเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนกติกาในด้านการดำเนินกิจกรรมการค้า และการลงทุนกับต่างประเทศของอินโดนีเซีย ซึ่งในอดีตเราจะพอทราบว่าอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีประชากรกว่า 200 ล้านคน และมีทรัพยากรธรรมชาติอยู่มาก ซึ่งกติกาที่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเดือนที่ผ่านมามีหลาย ๆ ด้าน อาทิ การลดอัตราส่วนการถือครองของชาวต่างชาติในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติจำเป็นต้องลดสัดส่วนการถือครองลงเหลือ 51% ซึ่งจะเป็นผลให้บริษัทต่าง ๆ ต้องมีการหาผู้ร่วมทุนรายอื่น ๆ ในท้องถิ่นในอนาคต หรืออีกด้านหนึ่งคือ การเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมภาษีด้านการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติจากเดิมอีก 20% เป็นต้น
     แนวทางการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อเติมเต็มการเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้น จากที่เรา ๆ ทราบ คือ การดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมการค้า การลงทุน และการเคลื่อนย้ายทรัพยากรต่าง ๆ ในสมาชิกมีความสะดวกมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับคน หรือองค์กรที่อยู่ในประชาคมอย่างแน่นอน ความสะดวกที่จะเกิดขึ้นในด้านการเดินทาง การตรวจคนเข้าเมือง การขยายธุรกิจ การจ้างงาน ซึ่งโดยรวม ๆ จะเป็นความหวังว่าจะทำให้เกิดประชาคมเศรษฐกิจที่ประสบผลสำเร็จในอนาคต อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา หากท่าน และผมได้ติดตามข่าวสารที่เกิดขึ้นถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับ AEC นั้น หลาย ๆ ประเทศยังมีการดำเนินการไม่มากนัก และในทางตรงกันข้าม การดำเนินการในบางส่วนมีการดำเนินการที่เป็นผลให้เกิดการจำกัดเพิ่มเติมขึ้นดังตัวอย่างที่ได้กล่าวในเบื้องต้น ซึ่งจะเป็นข้อกำหนดของตนเองเพื่อให้เหมาะสมกับนโยบายต่าง ๆ ที่จะดูและประชากร และการเดินนโยบายของประเทศต่อไปในอนาคต 
     ลักษณะของข้อจำกัดต่าง ๆ นี้ไม่สามารถระบุได้ว่าในขณะที่การเปิด หรือลดกติกาลงภายในปี 2558 นี้ จะมีการเกิดขึ้นใหม่ของข้อจำกัดต่าง ๆ ซึ่งเราต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเอง สิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันคือ หากเราจำแนกกลุ่มประเทศในประชาคมของเราเองนั้น เราอาจจำแนกเป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ คือ กลุ่มที่ดำเนินการเรื่องการค้าขายเป็นหลัก (สิงคโปร์) กลุ่มที่มีการผลิตและบริการที่มีการดำเนินการตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงการขาย (ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย) และกลุ่มประเทศอื่น ๆ ที่เริ่มมีการพัฒนาตั้งต้น และลักษณะของธุรกิจที่ยังไม่ซับซ้อนนัก ซึ่งการดำเนินการกติกาต่าง ๆ นั้น ในแต่ละกลุ่มประเทศมีการดำเนินกติกาที่แตกต่างกัน และในปัจจุบันเราไม่สามารถสรุปได้ว่าภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะเป็นภาพที่เหมือนกันในปี 2558 ที่จะมาถึง ดังนั้นเราต้องมีการติดตามเรื่องต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และจำแนกเรื่องที่ต้องติดตามเป็นเรื่อง ๆ เป็นอุตสาหกรรม 
     นอกจากนี้ คำถามที่เรามักจะถาม และต้องการทราบคือ ในแต่ละประเทศมีการกำหนดยุทธศาสตร์ของตนอย่างไร อุตสาหกรรมไหนจะต้องการสนับสนุน อุตสาหกรรมไหนต้องการลดบทบาทลง หรือการดำเนินกิจกรรมทางการค้าในลักษณะไหนที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชากรของประเทศนั้น ๆ สิ่งที่เราสังเกตเห็นได้ในช่วงใกล้ ๆ ที่ผ่านมา เช่น ในอินโดนีเซีย มีการกำหนดลดท่าเรือที่นำเข้าผลไม้ต่างประเทศจากการอนุญาตเดิม 5 ท่าเรือหลัก (รวมถึงจาการ์ตา) เป็นการอนุญาตการนำเข้าผลไม้เพียง 2 ท่าเรือ (ไม่มีจาการ์ตา) ซึ่งผลคือราคาผลไม้นำเข้าในอินโดนีเซียจะแพงขึ้น และอาจไม่แปลกที่เราเดินไปที่ร้านสะดวกซื้อ หรือ ซูเปอร์มาร์เก็ตในอินโดนีเซียและไม่สามารถหาซื้อกล้วยหอมนำเข้าได้ 
     แต่ในทางกลับกัน การออกกติกาต่าง ๆ นี้เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านต่าง ๆ และเป็นการรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่ตนเองมีอยู่ให้นานที่สุด เพื่อใช้ในกิจกรรมในประเทศเป็นหลัก และทำให้เกิดการพัฒนาการทำกสิกรรมอย่างเป็นระบบ (Industrial Agricultural) นอกจากประเทศอินโดนีเซียแล้ว การร่วมมือในลักษณะระหว่างประเทศที่เป็นคู่ค้ากันก็มีความน่าสนใจไม่น้อย 
     ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีคำถามหลาย ๆ คำถามว่า หากการขึ้นค่าแรงเราปรับเป็น 300 บาทแล้ว อุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่มีการผลิตที่อาศัยแรงงานเป็นหลักจะขยับขยายการดำเนินการได้อย่างไร และหากต้องการขยาย หรือเคลื่อนย้ายไปประเทศเพื่อนบ้าน ไปประเทศไหนดี ซึ่งหากเราดูรวม ๆ การไปประเทศกัมพูชาน่าจะเป็นทางเลือกที่ดำเนินการได้ทันที แล้วจะไปที่ไหนในกัมพูชา ใกล้ ๆ ชายแดนไทย กึ่งกลางประเทศ หรือใกล้ ๆ เวียดนามดี ซึ่งข้อมูลที่มีและน่าสนใจอาทิ ค่าไฟฟ้าต่อหน่วยสำหรับโรงงานที่อยู่ทั้ง 3 ที่ดังกล่าวมีการกำหนดแตกต่างกัน โดยค่าไฟฟ้าที่ใกล้ ๆ ชายแดนเวียดนามนั้นถูกที่สุด กอปรกับค่าขนส่งจากที่ประกอบการไปท่าเรือที่ใกล้ที่สุดยังมีราคาถูกกว่าตอนกลางไปสู่ท่าเรือตอนใต้กว่าครึ่ง ค่าไฟฟ้าดังกล่าวเป็นหนึ่งในความร่วมมือระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น
    การเป็นประเทศในประชาคมอาเซียนนี้ ในแต่ละประเทศมีจุดแข็งจุดอ่อน จุดเด่นจุดต้องพัฒนาที่มีความแตกต่างกัน แต่การรวมกันเป็นหนึ่งนั้นเป็นการสร้างตลาดที่ใหญ่ขึ้น และเป็นตลาดที่มีส่วนผสมของทรัพยากร เทคโนโลยี ที่มีความแข็งแรงและน่าสนใจ การติดตามเรื่องราวที่เป็นไป จำแนกตามแต่ละเรื่องแต่ละอุตสาหกรรม เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอยู่อย่างคลาดสายตาไม่ได้ การออกกติกา และการร่วมมือระหว่างประเทศคู่ค้าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้อยู่เสมอ เพราะทุกประเทศต้องดูและประชากร ธุรกิจ และทรัพยากรของตนเอง เพียงแต่ว่า การกำหนดยุทธศาสตร์ของตนเองนั้นมีการกำหนดชัดเจนแค่ไหน เพื่อให้การดำเนินการต่อให้เป็นรูปธรรมสามารถดำเนินการได้