ช้อปชอกช้ำ

ช้อปชอกช้ำ

ท่ามกลางวิกฤตการณ์ยูโรโซน ซึ่งยังคงน่าเป็นห่วงว่าจะลุกลามต่อไปอีกมากแค่ไหนและนานเพียงใดนั้น

ท่ามกลางวิกฤตการณ์ยูโรโซน ซึ่งยังคงน่าเป็นห่วงว่าจะลุกลามต่อไปอีกมากแค่ไหนและนานเพียงใดนั้น อิตาลี เป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่ทั่วโลกจับตามองด้วยความเป็นห่วง และล่าสุด ไอเอ็มเอฟ ก็เพิ่งออกแถลงการณ์เมื่อสองวันก่อนว่า อิตาลียังมีความเสี่ยงสูง และจีดีพี ปีนี้น่าจะหดตัวลง 1.9 %

 

ผมเพิ่งเดินทางกลับจากกรุงโรมเมื่อวานนี้เอง หลังจากที่ได้ไปเยือนเมืองท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งทางตอนใต้ของอิตาลี ไม่ว่าจะเป็น ปอมเปอี เมืองที่จมหายไปทั้งเมือง เนื่องจากการระเบิดของภูเขาไฟวิสซูเวียสเมื่อสองพันปีที่แล้ว หรือ ซอเรนโต้ เมืองที่คนทั่วโลกรู้จักผ่านเสียงเพลง “คัมแบ็คทูซอเรนโต้” และจุดสุดท้ายที่ผมแวะ ก็คือ กรุงโรม 

 

อิตาลีมีประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่และยาวนาน แต่ขณะนี้ กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ผมก็อยากไปสัมผัสว่า บรรยากาศทั่วไป ที่เราเห็นบนท้องถนนนั้น จะเป็นเช่นใด 

 

ปรากฏว่า ย่านท่องเที่ยวทุกแห่งที่ได้ไปเยือน ยังคงคึกคักอย่างยิ่ง แม้อุณหภูมิจะร้อนอย่างมาก และแสงแดดที่ร้อนแรงจัดจ้านทั้งวัน ช่วยเผาผิวพรรณให้ดำลงไปได้ถนัดตา แต่ร้านค้าริมท้องถนน กลับล้นหลามไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมาย รอคิวกันตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด เข้าไปแออัดยัดเยียด แย่งกันซื้อ แย่งกันจ่ายเงิน และยังต้องรอคิวกรอกแบบฟอร์ม เพื่อนำไปใช้ในการขอคืนภาษีที่สนามบิน อีกด้วย เรียกว่ามองไม่เห็นวี่แววของปัญหาเศรษฐกิจเอาเสียเลย

 

แม้เรื่องของการชอปปิงจะไม่ใช่เรื่องที่ผมถนัด แต่เวลาเดินทางและเพื่อนฝูงชวนกันไปย่านชอปปิง ก็เป็นโอกาสที่ผมจะได้แวะชมร้านค้าต่างๆ  เพื่อชมดิสก์เพลย์ ดูแนวโน้มของสินค้าใหม่ๆ รวมทั้งดูสีสันของร้านรวง และกลยุทธ์ทางการตลาด และถ้าบังเอิญพบว่ามีอะไรที่พอจะซื้อติดมือมาใช้ประโยชน์ได้บ้าง ก็ซื้อเหมือนกัน 

 

ความจริงเมื่อปีที่แล้ว ผมก็ไปอิตาลี และได้แวะที่ มิลาน นครแห่งแฟชั่น รวมทั้งมีโอกาสซื้อเสื้อผ้าลดราคา แถมยังขอคืนภาษีได้อีกด้วย แต่ก็มาค้นพบภายหลังว่า การขอคืนภาษีที่สนามบินมิลานนั้น ช่างเป็นประสบการณ์แห่งการรอคอยที่แสนลำบากและโหดร้ายอย่างยิ่ง ถึงกับบอกกับตัวเอง ว่าจะไม่ยอมทำเช่นนี้อีกต่อไป

 

ในครั้งนั้น เพื่อนร่วมเดินทางหลายคน ก็อดไม่ได้ที่จะตั้งข้อสังเกตกันว่า รัฐบาลอิตาลี มีเจตนาแอบแฝงหรือเปล่า ที่ปล่อยให้กระบวนการในการขอคืนภาษีที่สนามบิน ยุ่งยากยาวนาน  เพราะในที่สุด เมื่อหลายคนรอไม่ไหว ก็ยอมสละสิทธิ และเมื่อนักท่องเที่ยวไม่ได้รับคืนภาษี ก็หมายถึงรายได้ของรัฐเพิ่มขึ้นโดยปริยาย

 

เดินทางไปกรุงโรมคราวนี้ ผมจึงอยากจะทดสอบดูอีกสักครั้ง ว่า บรรยากาศที่โรมจะเหมือนที่มิลานหรือไม่ และเมื่อได้ซื้อของใช้บางอย่างติดตัวกลับมาด้วย ก็ไปเข้าคิวขอคืนภาษีที่สนามบินกรุงโรม และค้นพบว่า ไม่ได้แตกต่างไปจากที่มิลานเลย ภาพที่ผมถ่ายมาเมื่อวานนี้ (ที่รอคิวอยู่ท้ายแถวยังมีอีกจำนวนมาก) คงเห็นได้ชัดว่านักท่องเที่ยวต้องเข้าคิวนานและอย่างอดทนมากเพียงใด กว่าที่จะได้รับเงินของพวกเขากลับคืนมาจากรัฐบาลอิตาลี ส่วนคณะของเราเอง ก็ต้องอยู่ในคิวประมาณสองชั่วโมงเช่นกัน บางคนถึงกับต้องวิ่งขึ้นเครื่องบินในนาทีสุดท้าย ทั้งๆ ที่พวกเราไปถึงสนามบินก่อนเวลา หลายชั่วโมงทีเดียว

 

เพื่อนร่วมเดินทางคนหนึ่งเล่าว่า เธอเคยรอคิวขอคืนภาษีที่สนามบินโรม ใช้เวลานานสองชั่วโมงมาแล้วเช่นกัน นอกจากนั้น  เวลาขอคืนภาษีโดยระบุให้นำเงินเข้าบัญชีบัตรเครดิต บางทีก็ไม่ได้รับคืนครบจำนวน อีกคนเล่าว่ามีปัญหาหลายอย่าง เพราะนอกจากจะคิวยาวมากแล้ว ก็ยังมีบริษัทที่ทำเรื่องคืนภาษีถึง 3 บริษัทด้วยกัน ถ้าหากตอนซื้อสินค้าจากร้านค้าในเมือง บังเอิญเราได้แบบฟอร์มขอคืนภาษีจำนวน เกินกว่าหนึ่งบริษัท ก็แปลว่าต้องไปเข้าคิวที่สนามบินทีละบริษัท

 

นอกจากนั้น ถ้าต้องการรับคืนเป็น เงินสด บางคนก็อาจโชคร้ายหน่อย ถ้าบริษัทที่รับทำเรื่องนี้แจ้งว่า ไม่มี เงินยูโร เหลืออยู่เพียงพอแล้ว ขอจ่ายเป็น เงินดอลลาร์หรือเงินสกุลอื่นแทน แล้วก็คิดอัตราแลกเปลี่ยนแบบเอาเปรียบ เรียกว่าหารายได้จากอัตราแลกเปลี่ยนอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งนักท่องเที่ยว ก็ไม่มีทางเลือก เพราะเครื่องบินจะออกตามเวลา ไม่รอคอยอย่างแน่นอน

 

อย่างนี้ ไม่เรียกว่า ช้อปชอกช้ำ แล้วจะเรียกว่าอะไรเล่าครับ คือ ตอนช้อปก็มีความสุขดีอยู่หรอก แต่ตอนจบที่สนามบินกลายเป็นความชอกช้ำ ทั้งหมดนี้ ถ้าหากรัฐบาลอิตาลีไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงอย่างที่นักท่องเที่ยวเขาคิดคำนึงกัน ก็จะต้องปรับปรุง กระบวนการเสียใหม่ ทำอย่างนี้ ไม่ได้ใจนักท่องเที่ยวอย่างแน่นอน เพราะจะบอกกันจากปากถึงปาก

 

ผมเลยลองคิดดูว่า เงินทองที่เกี่ยวข้องน่าจะมีจำนวนมากน้อยสักเท่าใด ถ้าคิดง่ายๆ ว่า นักท่องเที่ยวที่จะขอคืนภาษีได้นั้น ต้องซื้อสินค้าอย่างต่ำ 155 ยูโร หรือประมาณ 6,000 บาท จึงจะมีสิทธิได้รับคืนภาษี 12% เป็นเงินประมาณ 720 บาท สมมติว่ามีนักท่องเที่ยวที่ซื้อสินค้าประมาณ 155 ยูโร และต้องเข้าคิวเกือบสองชั่วโมงเพื่อที่จะได้รับเงิน 720 บาทของเขากลับคืน ก็เชื่อได้เลยว่านักท่องเที่ยวจำนวนมาก จะยอมสละเงินจำนวนนี้ทิ้งไป เพราะกลัวจะไม่ทันขึ้นเครื่องบิน 

 

ถ้าหากเรามีตัวเลขว่าจำนวนนักท่องเที่ยว ปีหนึ่งๆ มีสักกี่แสน หรือกี่ล้านคนที่ยอมสละเงินขอคืนภาษีจำนวนรายละ 720 บาท เพราะรู้สึกไม่คุ้มกับการยืนรอคอยและไม่คุ้มความเสี่ยงจากการขึ้นเครื่องบินไม่ทัน ก็น่าจะพอคำนวณได้ว่า รัฐบาลอิตาลีลดค่าใช้จ่ายการคืนภาษีลงไปได้เท่าใด หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือ มีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าใด นั่นเอง

 

โลกสมัยนี้ นักธุรกิจหรือรัฐบาล จะทำสิ่งใดโดยมีเจตนาแอบแฝง มักไม่พ้นข้อครหา เพราะผู้คนฉลาดขึ้น และรู้เท่าเทียมกัน รวมทั้งสื่อสารมวลชนก็ช่วยติดตามพฤติกรรมของนักธุรกิจและรัฐบาล อย่างรู้เท่าทันตลอดเวลาอีกด้วย พฤติกรรมบางอย่าง เช่นการที่สายการบิน (บางสาย) ทำให้กระบวนการแลกคะแนน เพื่อใช้คะแนนสะสม ในการจองตั๋วเครื่องบิน เป็นไปด้วยความยากลำบาก หรือการที่ธนาคารบางธนาคาร คิดค่าธรรมเนียมรายปีบัตรเครดิตในใบแจ้งยอด แต่ถ้าลูกค้าโทรศัพท์ไปถาม ก็ยกเว้นให้ ถ้าหากรายใดไม่โทรศัพท์ไป ก็หักบัญชีโดยอัตโนมัติ อย่างนี้ ไม่ใช่วิธีที่จะทำมาหากินได้อย่างยั่งยืน

 

การที่รัฐบาลอิตาลี หรือรัฐบาลประเทศใดก็ตาม จะจัด “เทศกาลลดราคาสินค้า” เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ ถือว่าเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ดี แต่ต้องไม่ปล่อยให้นักท่องเที่ยวต้องเผชิญกับเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้ เพราะการส่งเสริมการท่องเที่ยวนั้น ต้องทำให้ประทับใจตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ เรียกว่าทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นเครื่องบินกลับบ้านด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบและอยากกลับมาประเทศนี้อีก ไม่ใช่ทำให้นักท่องเที่ยวเสียความรู้สึกในตอนจบ เพราะมันแปลได้เพียงสองอย่าง คือ มีเจตนาแอบแฝง หรือไม่ก็ขาดประสิทธิภาพในการบริหารงาน

 

ส่วนประเทศไทยเรานั้น ใครที่เกี่ยวข้องกับการคืนเงินภาษีให้นักท่องเที่ยว ก็โปรดอย่าทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาเยือนบ้านเรา เขาต้องเกิดความรู้สึก ช้อปชอกช้ำ เช่นนี้เลย ผมลืมบอกไปว่าในแถวที่ต้องยืนรอคอยร่วมกับผมนั้น บังเอิญมีอดีตรัฐมนตรี ในรัฐบาลสมัยต่างๆ ถึงสามท่านด้วยกัน ที่บินกลับไฟลต์เดียวกันนี้ ท่านหนึ่งหันมาคุยกับผมว่า “นี่เรามาเอาเงินของเราคืนนะ ยังต้องอดทนขนาดนี้เลย เราไม่ได้มาขอเงินเขาสักหน่อย”

 

ผมอยากจะสรุปว่า ถ้าไม่อยาก “ช้อปชอกช้ำ” อย่างที่หลายคนเจอมาแล้วในอิตาลี ใครไปที่นั่น ก็ควรตั้งใจไปดูประวัติศาสตร์ และศิลปะ รวมทั้งความงดงามของธรรมชาติ เป็นหลัก และทำใจให้หนักแน่น ว่าถ้าจะซื้ออะไร ก็ซื้อพอประมาณเท่านั้น และบอกตัวเองไว้เลยว่าจะไม่ไปเข้าคิวขอคืนภาษีที่สนามบิน เพราะถ้าเงินไม่มากก็อย่าไปเสียดายเลยครับ ไม่คุ้มหรอก....... เมื่อยขา และเสียอารมณ์เปล่าๆ

 

นึกเสียว่าทิ้งเงินไว้ให้เขาเล็กๆ น้อยๆ เพื่อช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ก็แล้วกัน