เตรียมพร้อมกับการลงทุนครึ่งปีหลัง

เตรียมพร้อมกับการลงทุนครึ่งปีหลัง

แม้ว่ามีเหตุการณ์ตื่นเต้นและภาวะวิกฤติในซีกโลกต่างๆ ตลอดช่วงครึ่งแรกของปี เราก็พบว่าเอเชียอาจเป็นสถานที่หลบภัยด้านการลงทุนให้กับชาวโลก

สวัสดีค่ะ เข้าสู่ครึ่งปีหลังของปีกันแล้วนะคะ แม้ว่ามีเหตุการณ์ตื่นเต้นและภาวะวิกฤติในซีกโลกต่างๆ ตลอดช่วงครึ่งแรกของปี เราก็พบว่าเอเชียอาจเป็นสถานที่หลบภัยด้านการลงทุนให้กับชาวโลก และยังเพิ่มพูนผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนได้เป็นอย่างดี แต่ที่แน่ๆ นั้นน่าจะเป็นความผันผวนปรวนแปรของราคาสินทรัพย์ เพื่อการลงทุนทุกประเภทที่อาจจะยังคงมีต่อไปถึงสิ้นปี 

 

ในรอบครึ่งแรกของปี 2012 นี้ การลงทุนในตลาดหุ้นดูจะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด จากการเปรียบเทียบความเคลื่อนไหวของดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์และราคาสินทรัพย์เพื่อการลงทุนประเภทต่างๆ ที่ให้อัตราผลตอบแทนเป็นลบเสียส่วนใหญ่  ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยสามารถพุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 16 ปีไปที่ระดับ 1,240.03 จุด แต่เมื่อสมาชิกของสหภาพยุโรปประสบปัญหามากขึ้น ดัชนีหุ้นไทยจึงอ่อนตัวลงไป โดยในรอบหกเดือนแรกนี้มีอัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 14.32%  สำหรับดัชนีราคาของพันธบัตรรัฐบาลที่สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยรายงาน ปรากฏว่ามีอัตราผลตอบแทนติดลบ 1.68%  

 

ส่วนราคาทองคำแท่งที่ตลาดลอนดอนนั้นมีความผันผวนมากในไตรมาสที่สอง โดยปิดที่ระดับ 1,569.50 ดอลลาร์ ลดลง 0.32% จากสิ้นปีที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกที่การถือครองทองคำแท่งให้ผลตอบแทนลดลง แต่ราคาน้ำมันดิบน่าจะเป็นข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการในหลายๆ อุตสาหกรรม เพราะหลังจากที่ภาวะความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ผ่อนคลายลง น้ำมันดิบและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องมีราคาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยน้ำมันดิบ Brent ที่ตลาด ICE มีราคาลดลงถึง 14.02% ปิดที่ 92.53 ดอลลาร์ ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์ ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ อ่อนค่าลงเพียงเล็กน้อยประมาณ 0.16% เมื่อเทียบกับที่อ่อนตัวลงถึง 5.30% ในช่วงปีที่ผ่านมา

 

เมื่อเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคและตลาดที่สำคัญๆ ของโลกแล้วพบว่า การลงทุนในตลาดหุ้นไทยในรอบครึ่งแรกของปีนี้ ได้รับอัตราผลตอบแทนในระดับที่สูงเป็นที่น่าพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเป็นรองเฉพาะตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ ที่มีอัตราผลตอบแทนในช่วงเดียวกันเพิ่มขึ้น 20.00% ในขณะที่ตลาดหุ้นสิงคโปร์มีผลตอบแทนที่ 8.77% ตลาดหุ้นมาเลเซียเท่ากับ 4.47% ตลาดหุ้นอินโดนีเซียเท่ากับ 3.50% ตลาดหุ้นฮ่องกงเท่ากับ 5.46% ดัชนี Kospi ของเกาหลีเท่ากับ 1.55% ดัชนี Nikkei 225 ที่ญี่ปุ่นเท่ากับ 6.52% และดัชนีดาวโจนส์ที่ตลาดนิวยอร์กเพิ่มขึ้น 5.42% ทั้งนี้  ปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทยมีสภาพคล่องสูงและอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

 

ส่วนธุรกรรมในตลาดอนุพันธ์ มีปริมาณการซื้อขายเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเป็นผลจากความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นทำให้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าของดัชนี SET50 เพิ่มขึ้น และการเปิดตัวของสัญญาซื้อขายดอลลาร์ล่วงหน้า ที่มาในช่วงที่เงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ รวมทั้งเงินบาท ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันโดยรวมเท่ากับ 43,768 เพิ่มขึ้น 6.37% จากปีที่ผ่านมา   ทั้งนี้ ยังเป็นที่คาดการณ์ว่าความผันผวนของตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์นั้นจะยังคงมีต่อเนื่องไปในช่วงครึ่งหลังของปี เนื่องจากปมปัญหาของสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา การบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างสูงต่อการบริหารเงินลงทุน และการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการ

 

จากการที่ตลาดหุ้นในแถบเอเชียมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ได้ส่งผลต่อกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วและบ่อยครั้ง เพื่อให้สามารถตอบรับกับพฤติกรรมการซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ตลาดอนุพันธ์ในเอเชียจึงมักออกแบบสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของดัชนีหุ้น หรือ Index Futures ให้มีลักษณะเอื้อต่อพฤติกรรมการลงทุนของชาวเอเชียข้างต้น 

 

โดย Futures เหล่านี้จะมีอายุของสัญญาที่ประกอบไปด้วยสัญญาที่มีอายุสั้นๆ และสัญญารายไตรมาส กล่าวคือ มีอายุ 1, 2 เดือน และในบางประเทศมีอายุ 3 เดือน รวมทั้งมีสัญญารายไตรมาส เพิ่มจากสัญญาระยะสั้น โดยแต่ละประเทศอาจมีรายไตรมาสที่มากน้อยต่างกัน เช่น อินเดีย ไม่มีสัญญารายไตรมาส มีเพียง 3 อายุสั้นๆ ข้างต้น  ไต้หวันมีสัญญา 1, 2 เดือน และ อีก 2 ไตรมาส  สิงคโปร์ มีสัญญาเดือนใกล้ 3 สัญญา และรายไตรมาสอีก 3 ไตรมาส เป็นต้น

 

สำหรับ SET50 Index Futures ที่เป็นเครื่องชี้วัดการคาดการณ์ล่วงหน้าของตลาดหุ้นเมืองไทยนั้น ได้เปิดซื้อขายในตลาดอนุพันธ์หรือ TFEX มากกว่า 6 ปีแล้ว โดยในปัจจุบันเป็นสัญญาที่มีอายุเป็นรายไตรมาส คือ สิ้นสุดเดือนสุดท้ายของแต่ละไตรมาส ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับตลาดอนุพันธ์ในแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกา  แต่เมื่อมีการวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมการซื้อขายและความเคลื่อนไหวของดัชนีราคาหุ้น รวมทั้งการหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง  มีข้อสรุปว่าน่าจะปรับอายุของสัญญานี้ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การลงทุนและสภาพตลาดในภูมิภาค  โดยจะปรับเพิ่มสัญญาที่มีอายุสั้นไม่เกิน 3 เดือน กล่าวคือ สิ้นสุด 1, 2 และ 3 เดือน 

 

ในขณะที่สัญญารายไตรมาสนั้นยังคงไว้เช่นเดิม เช่น ณ ต้นเดือนกรกฎาคม SET50 Index Futures จะมีสัญญาที่มีอายุสิ้นสุด เดือนใกล้ที่เพิ่มขึ้นคือ กรกฎาคม  สิงหาคม และรายไตรมาส ได้แก่ กันยายน ธันวาคม มีนาคม (ปีถัดไป) มิถุนายน (ปีถัดไป) ทั้งนี้ อายุของสัญญาจะมีความใกล้เคียงกับ Straits Times Index (STI) Futures ของสิงคโปร์  โดยเงื่อนไขอื่นๆ ของสัญญานั้นยังเป็นลักษณะเดิมไม่เปลี่ยนแปลง 

 

ตลาดอนุพันธ์คาดว่า SET50 Index Futures โฉมใหม่จะเริ่มในช่วงต้นไตรมาสสี่นี้ พร้อมๆ ไปกับการปรับปรุง SET50 Index Options ให้มีจำนวนอายุของสัญญาและราคาใช้สิทธิลดลงเพื่อวัตถุประสงค์ในการเพิ่มสภาพคล่องการซื้อขาย รวมถึงการจัดให้มี Sector Index Futures ในหมวดธุรกิจที่สำคัญๆ ของตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนที่จะสามารถเลือกใช้เครื่องมือที่หลากหลายเหล่านี้ได้ตามความประสงค์มากขึ้น