วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แม้ขาวจะรับดำ แต่ก็กำลังหวั่นเหลือง

พระเจ้าจะทรงมีเจตนาอย่างไรไม่ทราบ จึงได้สร้างมนุษย์ให้มีชาติพันธุ์และรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันไปตามถิ่นกำเนิด

พระเจ้าจะทรงมีเจตนาอย่างไรไม่ทราบ จึงได้สร้างมนุษย์ให้มีชาติพันธุ์และรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันไปตามถิ่นกำเนิด คือ มีทั้งขาวสูงแบบคอเคเซี่ยน ดำล่ำแบบแอฟริกัน และเหลืองเพรียวแบบเอเชี่ยน

 

แม้อารยธรรมตะวันตกและอารยธรรมตะวันออกจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายพันปีมาแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าบรรดา วิทยาการที่ทันสมัย นั้น ชาวผิวขาวคอเคเซี่ยนมีพัฒนาการที่ล้ำหน้ากว่าชนชาติตะวันออก จนนำไปสู่ การปฏิวัติอุตสาหกรรม และการล่าอาณานิคม และนำความรุ่งเรืองมาสู่ ยุโรป รวมทั้ง อเมริกา ในเวลาต่อมา

 

เมื่อประเทศทรงอิทธิพล และประชาชนร่ำรวยขึ้น การนำ ประชากรผิวดำ จากแอฟริกา มาเป็นแรงงาน ก็เกิดขึ้นตามมา ซึ่งกรณีของอเมริกานั้น ได้นำไปสู่ปัญหาการเหยียดผิวอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา และกว่าอเมริกาจะแก้ปัญหานี้ได้ก็ใช้เวลานานนับศตวรรษ แต่ในที่สุด คนผิวดำก็ต่อสู้ได้สำเร็จ เพราะวันนี้ พวกเขามีคนผิวสีเดียวกัน ชื่อบารัก โอบามา เป็นถึงประธานาธิบดีของประเทศแล้ว 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า อเมริกันผิวดำนั้นมีความสามารถ และแทรกเข้าไปเป็น “ซูเปอร์สตาร์” ได้เกือบทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นบาสเกตบอล (ซึ่งวันนี้ หาผู้เล่นผิวขาวใน NBA เกือบไม่ได้แล้ว) นักร้อง (ยังจำไมเคิล แจ๊คสัน วิทนีย์ ฮุสตัน ที่เพิ่งจากไปได้ไหม) นักเทนนิส (พี่น้องวิลเลียมส์) รวมทั้งในวิชาชีพอื่นๆ ด้วย

 

ก็เพราะ “ความสามารถ” เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ แม้จะถูกกดดัน หรือกลั่นแกล้ง เพียงใด ถ้าเป็นความสามารถที่แท้จริงแล้ว ในที่สุด ผู้ที่มีความสามารถและอยู่ในสังคมที่เปิดโอกาส ก็จะฉายประกายให้สังคมเห็นและยอมรับจนได้ เช่น สังคมอเมริกัน ซึ่งวันนี้ ยอมรับความสามารถของอเมริกันผิวดำแล้ว อย่างชัดเจน

 

แต่ที่น่าสนใจ ก็คือ ในระยะหลังๆ นี้ ชาวอเมริกันผิวขาว ดูเหมือนกำลังจะเริ่มมีแววกังวลกับคนอเมริกันอีกสีผิวหนึ่ง ซึ่งกำลังฉายแววเก่งฉกาจอย่างชัดเจนขึ้นเช่นกัน นั่นก็คือ อเมริกันผิวเหลือง เชื้อชาติเอเชีย เรานี่เอง

 

เพราะพระเจ้ามิได้ให้เพียงรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันแก่มนุษย์เท่านั้น แต่พระเจ้ายังให้อุปนิสัย และสติปัญญา ที่แตกต่างกันมาด้วย กล่าวคือ ชาวเอเชีย (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวจีน ทั้งจากแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน และเวียดนาม ซึ่งมีจำนวนมากในอเมริกา) ต่างมีความขยัน อดทน มีสัญชาตญาณในการทำมาค้าขาย สติปัญญาดี ความสามารถในทางคณิตศาสตร์ สูงกว่าอเมริกันผิวขาว โดยทั่วไป ดังนั้น คนเหล่านี้จึงไต่เต้าทางการศึกษา และนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น

 

นับตั้งแต่ชาวเอเชียได้อพยพไปตั้งรกรากในอเมริกา อย่างเป็นกิจจะลักษณะ กว่า 50 ปี ที่ผ่านมา ลูกหลานก็ได้ทวีจำนวนขึ้น และถือสัญชาติอเมริกันโดยกำเนิด เข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนอเมริกัน และมีเด็กอเมริกันเอเชี่ยนจำนวนมาก ที่ฉายแววแห่งความเลิศล้ำทางปัญญา

 

วันนี้ อเมริกามีทีท่าว่าเริ่มกังวล แม้จะไม่มีใครพูดตรงๆ แต่ก็มีนักเรียนมัธยมชาวอเมริกันผิวเหลืองเชื้อชาติเอเชียจำนวนมาก ที่เวลาสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ พวกเขาจะปล่อยช่องที่ระบุว่าเป็นคน “เชื้อชาติ” ใด ให้ว่างไว้

 

เพราะพวกเขากังวลว่าถ้าใส่เครื่องหมายกากบาทลงไปในช่อง “Asian” ก็จะทำให้มีโอกาสได้รับการปฏิเสธสูงขึ้น ทั้งนี้ เพราะคะแนนสอบของนักเรียนอเมริกันผิวเหลือง เชื้อชาติเอเชีย มักมีแนวโน้มที่สูงกว่าคะแนนของนักเรียนอเมริกันผิวขาว และถ้ามหาวิทยาลัยรับนักศึกษาตามระดับคะแนนสอบ ก็จะต้องรับนักศึกษาเชื้อชาติเอเชีย ในสัดส่วนที่มากเกินไป จึงมีความเชื่อว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งต้องหาทางปฏิเสธการรับนักศึกษาเชื้อชาติเอเชีย ออกไปจำนวนหนึ่ง ถึงแม้จะมีคะแนนสูงก็ตาม 

 

ประชากรอเมริกันเชื้อชาติเอเชีย มีจำนวนประมาณ 6% ของประเทศ และมีข้อมูลสนับสนุนว่า นักเรียนเชื้อชาติเอเชียที่มี GPAs “เต็ม 4” และคะแนน SATs ก็ยัง “เต็ม” ด้วยนั้น มีจำนวนมาก นอกจากนั้น ยังมีข้อมูลสนับสนุนด้วยว่ามหาวิทยาลัยที่มีนโยบายอย่างชัดเจน ว่า “ไม่ใส่ใจในเรื่องสีผิว (Race-blind policy)” ต่างก็มีนักศึกษาเชื้อชาติเอเชีย ในสัดส่วนที่ มากกว่า สัดส่วนในมหาวิทยาลัยที่ให้ผู้สมัครกรอก “เชื้อชาติ” ลงไปในใบสมัครด้วย

 

แน่นอนว่า ไม่มีมหาวิทยาลัยใดยอมรับว่ามีอคติในเรื่องนี้ และทั้งหมดนี้ ก็อาจจะเป็นข้อกล่าวหาที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ชัดเจน แต่งานวิจัยบางฉบับ และผู้ที่อยู่ในวงการบางคน ก็ระบุว่า ผู้สมัครชาวอเมริกันเชื้อชาติเอเชี่ยน จะต้องมีคะแนนที่สูงกว่าคะแนนของผู้สมัครผิวขาวมากทีเดียว เพียงเพื่อที่จะทำให้มีโอกาสใกล้เคียงกัน ในการได้รับการตอบรับให้เข้าเรียน

 

ในข่าว ไม่ปรากฏว่าชาว อเมริกันผิวเหลืองเชื้อชาติไทย ทำให้อเมริกันผิวขาว หวาดหวั่นในความเก่งกาจไปด้วยหรือไม่ แต่ผมก็เชื่อว่าเด็กไทยของเราที่เกิดและเรียนในอเมริกา ซึ่งมีสติปัญญาเป็นเลิศ ก็น่าจะมีจำนวนไม่น้อย และส่วนใหญ่ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็คงทำงานอยู่ในประเทศนั้นต่อไป

 

แต่ที่น่าห่วง ก็คือ คนไทยสติปัญญาเลิศ ที่สำเร็จจากมหาวิทยาลัยดังของโลกจำนวนมาก และกลับมาทำงานที่นี่ แต่ระบบสังคมที่ไม่เอื้อ ก็ทำให้เราไม่สามารถใช้ความสามารถของพวกเขาได้เต็มที่ นอกจากนั้น การมีวัฒนธรรมบางอย่างที่ฝังรากลึกมานาน เช่น “ทำอะไรตามใจ คือ ไทยแท้” หรือการเป็นสังคมที่คนมีอำนาจชอบใช้ "สิทธิพิเศษ" ก็ยังเป็นอุปสรรคที่สำคัญ ต่อการพัฒนาประเทศ อีกด้วย

 

แม้ว่าเราจะพยายามแก้ไข เช่นกำหนด กฎ กติกา มารยาท ในสังคม ให้มีมากขึ้นแต่ก็ดูเหมือนว่าคนที่เลือกจะทำอะไรตามใจ ก็ยังไม่ลดลงเท่าใดนัก

 

เพราะเรา "หลีกกฎ หลบกติกา ละมารยาท" ได้ค่อนข้างเก่งเสมอ

 

วันนี้ เราก็กำลังทะเลาะกันอย่างแรงอีกแล้ว ในเรื่องของการ “แก้ไข กฎ กติกา มารยาท” ซึ่งอาจเป็นเหตุนำไปสู่วิกฤตการณ์รุนแรงในสังคมได้อีกครั้งหนึ่ง จึงทำให้ผมนึกถึงเนื้อเพลงที่เราได้ฟังกันทุกวัน ในระหว่างน้ำท่วมเมื่อปีก่อน ที่จบลงอย่างมีความหมายลึกซึ้งว่า “เมฆฝนจะพ้นเลยผ่าน..... ถ้าเรารักกันมากพอ”

 

ในยามนี้ ถ้าจะให้เนื้อเพลง เหมาะกับสถานการณ์ เห็นทีจะต้องเปลี่ยนเป็นอย่างนี้ ครับ.......

 

“เมฆฝน ไม่มีวันผ่าน...... ถ้าเราทะเลาะกันมากพอ”