การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุคโลกาภิวัตน์ ได้สร้างแรงกดดันให้ทุกฝ่ายต้องปรับตัวเพื่อสู้กับผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยหวังให้ตนเองอยู่รอด ปลอดภัย
และโตต่อไปได้
แต่เรื่องที่ต้องทำนี้ จะไม่ใช่เรื่องง่าย ในท่ามกลางโอกาสใหม่ที่เกิดจากการคิดค้นพัฒนานั้น หาใช่ว่าธุรกิจจะไขว่คว้าเอามาใช้ได้หมดทันเวลา หรือจะพยายามเลี่ยงจากภัยที่มากล้ำกราย เพราะความจริงนั้น อาจทำไม่ได้และกลับต้องเสียหาย โดยธุรกิจอาจไม่สามารถสร้างประสิทธิภาพได้จริง ขณะที่ผู้บริโภคเองอาจโดยถูกเอาเปรียบ และกลายเป็นผู้รับภาระจากผลกระทบที่เกิดขึ้นใหม่ โดยจำต้องกลายเป็นผู้รับบาปคนสุดท้าย อย่างเลี่ยงไม่ได้
ไม่ช้าจากนี้ เอเชียจะเกิด AEC ขณะที่ยุโรปนั้น วิกฤติเศรษฐกิจกำลังหนักหน่วง แล้วในเมืองไทยเองก็กำลังมีปัญหาการเมือง โดยคำขวัญว่า “ปรองดอง” นั้น แท้จริงภาพเบื้องหลัง คือ “การจับมือกัน แต่เหยียบตีนกัน” พร้อมที่จะฆ่าฟันกันได้ทุกเมื่อ
ในแง่บุคคล ผู้บริโภคทุกคนต่างจะระมัดระวังในการตัดสินใจซื้อ โดยจะวิเคราะห์ถึงความคุ้มค่าของการซื้อหามาใช้ ทั้งนี้ แม้ราคาจะแพงกว่า แต่ถ้ารวมค่าเสียเวลากับน้ำมันที่จะต้องไปจัดหา มีสูงขึ้นมากแล้ว ผู้บริโภคอาจจะปรับตัวโดยการใช้ทางเลือกใหม่ เช่น การซื้อในที่ใกล้ แม้จะแพงกว่า แต่ถ้าสามารถซื้อได้โดยประหยัดเวลากับค่าน้ำมันได้บ้างแล้ว การปรับตัวก็จะเกิดขึ้นทันที โดยที่ความยึดมั่นผูกติดกับความจงรักภักดีกับรายเดิมอาจเปลี่ยนไป
ในภาพรวมขณะนี้ สภาวะโลกเศรษฐกิจใหม่นี้ เปรียบเสมือนเป็นลูกบอลลูนใบใหญ่ ที่พองโตด้วยนวัตกรรมใหม่ ทำให้มีสินค้าหลากหลาย ผลิตได้มากมาย จนกลายเป็นพลังแรงที่จะก้าวข้ามไปยังพรมแดนอื่นหรือถือเอาภูมิภาคเป็นสมรภูมิในการต่อสู้
แล้วบางเวลาก็อาจเกิดวิกฤติจากการโตแบบไร้ระเบียบ หรืออาการสำลักการพัฒนาของนวัตกรรมใหม่ ก็อาจทำให้เกิดปัญหา "ฟองสบู่แตก" ขณะที่ในทางสังคม จะเกิดการเอาเปรียบของ “ปลาใหญ่ที่จะกินปลาเล็ก” กับการมอมเมาผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ให้กลายเป็นนักบริโภคนิยม โดยในสภาพแวดล้อมก็เกิดปัญหาการเติบโตแบบไม่สมดุล จึงมี “อุบัติภัยใหม่ๆ” ที่แปลกและต่างจากเดิม ดังเช่นมีทั้งโรคระบาด กับปัญหาโลกร้อนและอุบัติภัยใหม่ เช่น สึนามิ และน้ำท่วม เป็นต้น
ทั้งนี้ สภาวะที่เป็นอยู่ จะมีพฤติกรรมการแย่งแข่งขันเดินไปข้างหน้า ด้วยการสู้แข่งขันและกลืนกินกันในทุกช่องที่มีโอกาส
ประเทศไทย ดูจะมีสภาพอยู่ในท่ามกลาง “ง่ามเขาควาย” ของการสู้รับแข่งขันกันของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจสองฝ่าย คือ สหรัฐที่อยู่ทางตะวันออก โดยหวังจะได้ครอบงำ แถบอินโดจีน ด้วยฐานจากอู่ตะเภา กับอีสเทิร์น ซีบอร์ด ขณะที่จีนก็มีอิทธิพลเหนือประเทศพม่าและตะวันตกของไทย
ทำให้เมืองไทย มีสภาพไม่ต่างกับ "ท่าเตียน" ที่ยักษ์สองตัว กำลังตีกัน โดยการเมืองในประเทศ ก็กำลังถูกครอบครองและหมายปองจากพ่อค้า “นักธุรกิจการเมือง” ซึ่งหวังจะเล่นเกมการเปลี่ยนและปั่นเงิน เพื่อหวังรวยสุดขอบฟ้า ตามแนวคิด Merger Endgame
ในสภาพการปรับตัวของทุกฝ่ายในช่วงเวลานี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นและก่อผลกระทบ คือ สภาวะน้ำท่วมใหญ่ ทำให้ธุรกิจต้องเสียหาย ขณะที่รายย่อย ต้องล้มหายตายจากไปมากมายนั่นเอง เจ้าจำนำเก่า ที่เข้ามาลงทุนร่วมและลงทุนเองอย่างสูงในไทยนั้น ต่างตีปีก ดีใจ ได้โอกาสเข้ามาอุ้มชูหรือซื้อหนีบเอาไว้ และเกี่ยวเอาไป ให้อยู่ใต้อิทธิพลของพลังทุนของตนที่ขนมาจากประเทศแม่ แล้วจากนั้น ปัญหาในประเทศก็เกิดขึ้น เช่น ต้นทุนพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ทำให้สินค้าราคาแพงขึ้น เกิดการผูกขาดมากขึ้น และข้าวของราคาสูงขึ้น ขณะที่ธุรกิจที่เข้ามาลงทุนทั้งหลายนี้ จะไม่ยี่หระต่อเจ้าหน้าที่ไทย โดยขึ้นราคาสินค้ากันตามสบาย ท่ามกลางรัฐบาลที่หวังรักษาคะแนนเสียงจากกลุ่มที่แรงงาน และข้าราชการ ทำการขึ้นเงินเดือนกันยกใหญ่ แบบเต็มทั้งหน้ากระดาน ทำให้เป็นที่เดือดร้อนแก่ประชาชนที่ไม่มีอำนาจต่อรอง กับผู้ผลิตรายย่อย ที่ต้องจำใจอยู่โดยต้องกินน้ำใต้ศอกตลอดไป
โดยสรุปแล้ว ปัญญาใหญ่ด้านเศรษฐกิจ อันเป็นวาระของชาติในระยะสั้นนี้ จึงมีอยู่ 2 ประการ คือ ก. ต้นทุนสินค้ามีราคาสูงขึ้น ในท่ามกลางการผลักภาระต่อไปจนกระทบถึงประชาชนทั่วหน้า ข. เกิดการผูกขาดและเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไร้การดูแลจากรัฐ
ซึ่งนอกจากมัวแต่แย่งชิงอำนาจกันแล้ว ยังมีปัญหาความไม่เข้าใจ ด้วยปัญญากับขาดความรู้ของเจ้าหน้าที่รัฐ กับนักการเมืองอีกด้วย
ทั้งนี้ การแย่งชิงอำนาจผลประโยชน์กันทำให้เกิดช่องว่างก่อตัวขึ้นมาในสองทาง คือ
จากการปรับตัวไม่ทันและสร้างประสิทธิภาพไม่ได้ ธุรกิจส่วนใหญ่ต่างใช้วิธีสิ้นคิดโดยเอาเปรียบผู้บริโภค ด้วยวิธีการลดมาตรฐานหรือลดปริมาณสินค้าให้มีจำนวนน้อยลง อันทำให้กระทบแก่ผู้บริโภค ดังเช่น โทรทัศน์ บางยี่ห้อที่โด่งดัง เมื่อต้องเข้าไปขายสู้ราคากับรายอื่นที่ถูกกว่า ก็ปล่อยให้ร้านค้าขายสินค้าตกแต่งบ้านและเครื่องไฟฟ้า ทำส่งเสริมการขายใหม่ด้วยการทำสินค้าตัวเดียวกัน โดยใช้ “วิธีลดสเปค” ลง ต่างจากที่เคยประกาศชื่อรุ่นไปแล้ว การทำเช่นนี้ เท่ากับเป็นการสมรู้ร่วมคิดกับร้านค้าในการโกงหรือหลอกลวงลูกค้า
กับอีกทางหนึ่ง คือ โดยที่ไม่ปรับตัว และเป็นธุรกิจที่เป็น “ผูกขาดนิยม” ก็จะใช้วิธีการลดคุณภาพการบริการให้มีน้อยลง ทำให้กระทบต่อสุขภาพและอนามัยและคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคได้ โดยที่ไร้การพิทักษ์ใดๆ จากภาครัฐ
โดยสรุป สภาพเศรษฐกิจของประชาชนคนไทยในยามนี้ ขณะรัฐกำลังอ่อนแอแน่นิ่ง ไม่ทำอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นจึงมีปัญหาใหญ่โดยมีขยายใหญ่จนเกิดการผูกขาดตัดตอนของธุรกิจมากมาย แล้วการเอาเปรียบก็ยังตามมา ทำให้ผู้บริโภคเสียหาย กับการไร้การพิทักษ์ผู้บริโภคจากองค์กรของรัฐ มีการลดมาตรฐานและคุณภาพของบริการต่างๆ ทำให้ลูกค้าจำต้องรับสภาพและเกิดการเสียหาย
ทางเดียวที่ทำได้ คือ ลูกค้าที่ชาญฉลาดจะทำการปรับตัวด้วยตัวเอง เช่น การบริโภคและเลือกซื้อสินค้าจากรายที่เชื่อถือได้และไม่เอาเปรียบ หรือยอมจ่ายให้สูงกว่า แต่คุ้มค่าที่ไม่ต้องเสียทั้งเงินและเวลาการเดินทางเพื่อการได้สินค้ามากคุณภาพมาใช้
ในสภาวะนี้ที่เศรษฐกิจกำลังปรับตัว ธุรกิจที่ขาดประสิทธิภาพ จะใช้วิธีลดมาตรฐานหรือ Spec ที่ต่ำกว่าเก่า หรือการเลี่ยงโฆษณาชวนเชื่อว่า ดื่มแล้ว ความจำดีหรือ มีทางเรียนเก่ง จนเข้าแพทย์ วิศวะได้ เป็นต้น
หรือในธุรกิจบริการ ทางออก คือ การลดการให้บริการต่างๆ ที่เคยสัญญาจะให้ เช่น การซ่อมบำรุง การให้บริการหลังการขาย เป็นต้น
ท้ายที่สุดนี้ เพื่อความมีประสิทธิภาพของผู้บริโภคที่ฉลาดซื้อ โปรดระวังและทำการแอนตี้ต่อตราสินค้าที่ใช้กลวิธีลด Spec ต่ำลง กับที่ตัดทอนการให้บริการแก่ลูกค้าน้อยกว่าเดิมจากที่เคยให้มาก่อนหน้านี้








