วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สเปน : อาการน่าเป็นห่วง

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของนักลงทุนทั่วโลกมากกว่ากรีซ เพราะมีประเด็นเรื่องการขอให้ธนาคารกลางของยุโรปเข้าไปช่วยอัดฉีด

สภาพคล่องให้ธนาคารพาณิชย์โดยตรง และข่าวเรื่องประเทศถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือจากฟิทช์เรตติงลงทีเดียว 3 ขั้น จาก A (ผ่าน A- และ BBB+) ลงมาเหลือ BBB คือ สเปน
 

ในวันนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับสเปนกันสักหน่อยค่ะ เพราะจากการสังเกตของดิฉัน นอกเหนือจากนักฟุตบอลเก่ง(และหล่อ) นักเทนนิสเก่ง น้ำมันมะกอกดี เครื่องหนังดี และเสื้อผ้าออกแบบตัดเย็บดี แล้ว คนไทยจะไม่ค่อยรู้จักประเทศสเปนมากนัก
 

ประเทศสเปนตั้งอยู่ในคาบสมุทรไอบีเรีย ทางตะวันตกเฉียงใต้ของยุโรป มีพื้นที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย คือ 505,370 ตารางกิโลเมตร มีชายฝั่งทะเลยาว 4,964 กิโลเมตร ประชากรน้อยกว่าเรา คือมี 47 ล้านคน โดยเป็นประชากรในวัยทำงาน คืออายุระหว่าง 15 ถึง 64 ปี 31.68 ล้านคน หรือประมาณ 2 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด อัตราการเติบโตของประชากรก็ใกล้เคียงกับเรา คือ 0.654%
 

เมืองหลวงของสเปนคือ มาดริด มีประชากร 5.76 ล้านคน เมืองใหญ่อีกเมืองหนึ่งซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นคาตาลุน คือ บาเซโลนา ที่เป็นเจ้าภาพโอลิมปิค ปี 1992 มีประชากร 5.03 ล้านคน
 

สเปนมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยกษัตริย์ฮวน คาลอส ของสเปนทรงขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2518 (ค.ศ.1975) ส่วนการบริหารประเทศมีประธานคณะรัฐบาล ซึ่งเทียบเท่านายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะ
 

ขนาดของเศรษฐกิจสเปนในปี 2554 วัดโดยจีดีพี เท่ากับ 1.537 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 48.5 ล้านล้านบาท คิดเป็นอันดับที่ 13 ของโลก สเปนค่อนข้างมีสมดุลในด้านผลผลิตและการใช้กำลังคน โดยมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ มีสัดส่วนด้านเกษตร 3.3% มีแรงงานที่อยู่ในภาคเกษตร 4.2% ภาคอุตสาหกรรมมีส่วนแบ่งผลผลิต 25.9% มีสัดส่วนแรงงาน 24% และภาคบริการมีสัดส่วนรายได้ 70.9% มีสัดส่วนแรงงานที่ทำงานอยู่ในภาคบริการ 71.7%
 

สินค้าเกษตรที่สำคัญของสเปน คือ ธัญพืช ผัก น้ำมันมะกอก องุ่นสำหรับทำไวน์ และหัวบีทที่ใช้ผลิตน้ำตาล ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมและบริการที่สำคัญคือ เสื้อผ้า รองเท้า อาหารและเครื่องดื่ม โลหะ เคมี รถยนต์ การต่อเรือ เครื่องจักร ท่องเที่ยว เครื่องปั้นดินเผา ยาและเครื่องมือแพทย์
 

ณ สิ้นปี 2554 สเปนมีหนี้สาธารณะคิดเป็น 68.2% ของจีดีพี ซึ่งถือว่าสูง แต่ก็ไม่สูงเท่ากรีซและในประเทศพัฒนาแล้วอีกหลายๆประเทศ
 

สเปนยังเสียเปรียบดุลการค้ากับโลก โดยมีการนำเข้ามากกว่าส่งออก โดยคู่ค้าส่งออกที่สำคัญคือ ฝรั่งเศส 18.4% เยอรมนี 10.7% โปรตุเกส 9.1% อิตาลี 9% และสหราชอาณาจักร 6.3% ส่วนคู่ค้านำเข้าที่สำคัญคือ เยอรมนี 12.6% ฝรั่งเศส 11.5% อิตาลี 7.3% จีน 6.6% เนเธอร์แลนด์ 5.6% และสหราชอาณาจักร 4.9%
 

อัตราการว่างงานของสเปน ณ สิ้นเดือนเมษายน ถือว่าสูงที่สุดในยุโรป ที่ 24.3% แปลว่าพบคนสเปน 4 คน จะเป็นคนว่างงานเสีย 1 คน
 

สเปนเคยยิ่งใหญ่ในสมัยศตวรรษที่ 16-17 โดยกองทัพเรือของสเปนเข้มแข็งมาก และโคลัมบัสก็เป็นผู้รับทุนจากสมเด็จพระราชินีอิสซาเบลลาในการออกเดินทางไปเพื่อแสวงหาแหล่งทรัพยากรใหม่ๆ และไปขึ้นบกที่ทวีปอเมริกา แต่ไม่ได้พัฒนาให้ทันในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม จึงล้าหลังอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี
 

ในช่วงสงครามโลกทั้งสองครั้ง สเปนวางตัวเป็นกลาง จึงไม่ได้รับความเสียหายจากสงคราม แต่มาเสียหายมากเมื่อเกิดสงครามกลางเมืองในช่วงปี 1936-39 (พ.ศ. 2479-82) ซึ่งเริ่มจากทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลรีพับบลิกกัน โดยมีกลุ่มอนุรักษนิยมหนุนหลัง เมื่อคณะปฏิวัติไม่สามารถควบคุมประเทศได้จึงเกิดสงครามกลางเมือง โดยกลุ่มชาตินิยมหรือ Nationalists ได้รับแรงหนุนจากกลุ่มฟาซิสต์ในอิตาลี และกลุ่มนาซีในเยอรมนี ส่วนกลุ่มรีพับบลิกัน ได้แรงหนุนจากอดีตสหภาพโซเวียต และอาสาสมัครจากประเทศต่างๆ
 

สงครามกลางเมืองของสเปนมีคนล้มตายประมาณ 500,000 คน มีทั้งตายในการต่อสู้ ถูกประหารชีวิต ถูกฆ่า และถูกลอบสังหาร  จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายชาตินิยม หรือ Nationalists และผู้นำของกลุ่มชาตินิยมคือนายพล ฟรานซิสโก ฟรังโก จึงได้ปกครองประเทศ
 

ผลของสงครามกลางเมืองทำให้ชีวิตของผู้คนและการเมืองของสเปนแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว ตลอดเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยฝ่ายหนึ่งคือกลุ่มโบสถ์โรมันคาทอลิกในสเปน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของกองทัพ นายทุนเจ้าของที่ดิน และนักธุรกิจจำนวนมาก กับอีกฝ่ายหนึ่งคือ ผู้ทำงานในเมือง เกษตรกรส่วนใหญ่ และชนชั้นกลางที่มีการศึกษา


สเปนใช้เวลาฟื้นฟูเศรษฐกิจหลายทศวรรษ และได้เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในปี 1986 และหลังจากเริ่มใช้สกุลเงินยูโร ในปี 1999 อัตราดอกเบี้ยได้ลดลงอย่างมาก และธนาคารพาณิชย์ก็ปล่อยกู้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างง่ายๆ อสังหาริมทรัพย์ในสเปนเป็นโครงการราคาสูงจำนวนมาก เพราะสเปนขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ผู้มีอันจะกินของยุโรปมีบ้านชายทะเล เอาไว้พักผ่อนในฤดูร้อน และหนีความหนาวในฤดูหนาว


วิกฤตเศรษฐกิจของสเปน เป็นวิกฤตของภาคธนาคาร ไม่ได้เกิดจากหนี้ภาครัฐท่วมตัวดังเช่น วิกฤตกรีซ แต่เกิดขึ้นเนื่องจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก หลังเกิดวิกฤตซับไพร์มในสหรัฐอเมริกาในปี 2551 ราคาอสังหาริมทรัพย์ต่างลดลงไปถ้วนหน้า  ธนาคารพาณิชย์ของสเปนจึงอ่อนแอลง ประกอบกับการที่วิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปยืดเยื้อ ภาคบริการและท่องเที่ยวของสเปนจึงถูกกระทบไปด้วย


ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ของสเปนก็พยามยามหลีกเลี่ยงไม่ปล่อยสินเชื่อเพิ่ม โดยหันมาซื้อพันธบัตรของรัฐบาลสเปนแทน คาดว่า ณ ปัจจุบันมูลค่าของพันธบัตรรัฐบาลสเปนที่ธนาคารพาณิชย์ถือครองมีรวมประมาณ 220,000 ล้านยูโร และอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศสเปน จากเมื่อ 1 มกราคม 2553 ที่ยังอยู่อันดับสูงสุดคือ AAA  ภายในเวลา 2 ปีเศษเท่านั้น ตกลงมาเหลือเพียง BBB เท่ากับประเทศไทย


นอกจากปัญหาสินทรัพย์เสื่อมคุณภาพจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก ลูกหนี้กลายเป็นหนี้เสีย และราคาหลักประกันลดลงแล้ว  มาตอนนี้ ธนาคารพณิชย์ของสเปนขาดสภาพคล่อง และต้องการการอัดฉีดเงินเพิ่มทุนอย่างมาก เพื่อให้อยู่รอด เพราะประชาชนแห่ไปถอนเงิน เนื่องจากกังวลว่าธนาคารจะถูกรัฐเข้าควบคุมดังที่ทำไปบ้างแล้ว


คาดว่าเงินที่ต้องอัดฉีดเข้าไปในธนาคารพาณิชย์ของสเปนนั้น ต้องใช้เป็นจำนวนถึง 100,000 ล้านยูโร จึงทำให้รัฐบาลสเปนเสนอให้กองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป หรือ EFSF และกลไกรักษาเสถียรภาพการเงิน หรือ ESM  ให้กู้กับธนาคารพาณิชย์ของสเปนโดยตรง เพราะหากรัฐบาลสเปนต้องอัดฉีดเองแล้ว หนี้สาธารณะของสเปนจะเพิ่มขึ้นจาก 68.2% เป็น 100% ทันที และปัญหาของภาคเอกชนก็จะกลายเป็นปัญหาของภาครัฐ


นักวิเคราะห์มองว่า ขนาดของเศรษฐกิจสเปนใหญ่เกินกว่าที่กลุ่มยูโรจะปล่อยให้ล้ม เพราะจะส่งผลต่อเนื่องถึงประเทศอื่นๆในกลุ่มยูโร เนื่องจากการพึ่งพากันทางด้านการค้าและการกู้ยืมเงิน  ดังนั้น วันนี้เยอรมนีและฝรั่งเศส พี่เบิ้มของกลุ่มยูโรจึงต้องพยายามประคอง และช่วยเหลือเอาไว้ ซึ่งจะทำให้วิกฤตนี้ยืดเยื้อไปหลายปีแน่นอน


ต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และประเมินผลกระทบต่อเราต่อไปค่ะ

 

ข้อมูลจาก CIA World Fact Book, Euro Stat, history-world.org/Spanish_civil_war.htm