วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การขาย (ที่ดิน) ชาติ

ตามที่มีข่าวว่าที่ดินในพื้นที่ตากอากาศสำคัญได้ตกอยู่ในมือของคนต่างชาติไป 30% แล้วนั้น เชื่อว่าในความเป็นจริงคงไม่มีผู้ใดรู้จริงเนื่องจากไม

เนื่องจากไม่มีสถิติที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าคงไม่ได้มากดังที่เข้าใจ เนื่องจากในประเทศไทยมีโฉนดที่ดินเกือบ 30 ล้านแปลง มีที่อยู่อาศัยเกือบ 20 ล้านหน่วย  โอกาสที่ต่างชาติจะมาซื้อถึง 30% ย่อมไปได้ยาก

           
ปกติต่างชาติมักสนใจซื้อแต่อสังหาริมทรัพย์ตากอากาศ อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่มีผลตอบแทนสูงในการลงทุน และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทย  ส่วนที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่เกษตรกรรมทั่วไป คงไม่มีนักลงทุนต่างชาติสนใจซื้อมากนัก  และเป็นอุปทานที่มีไว้เพื่อการใช้สอยของประชากรในประเทศไทยถึง 67 ล้านคนเป็นสำคัญ

          
 อย่างไรก็ตามกรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอประการหนึ่งของประเทศไทยที่ขาดระบบฐานข้อมูลการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์โดยคนต่างชาติ หรือแม้แต่คนไทยกันเอง ก็ไม่สามารถระบุเปิดเผยอย่างชัดเจนได้ว่า หน่วยงานใด บุคคลใด ถือครองอสังหาริมทรัพย์สูงสุด  ทั้งนี้คงเป็นเพราะผู้มีอำนาจในระดับสูงเกรงจะได้รับผลกระทบด้านภาพพจน์ จึงเท่ากับการปกปิดข้อมูลที่ควรเปิดเผยเช่นนานาชาติ ไม่สามารถดำเนินการได้  การที่ต่างชาติมาแอบซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยโดยเราไม่สามารถตรวจสอบ จึงเป็นบาปเคราะห์ที่เกิดจากผู้มีอำนาจที่ต้องการปกปิดฐานะของตนเองได้สร้างไว้

           
อย่างไรก็ตาม ไม่มีความจำเป็นที่การเปิดประเทศในทางการค้าเสรี ต้องผูกติดกับการอนุญาตให้ต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย  เป็นอำนาจอธิปไตยและสิทธิขาดของแต่ละประเทศในการตัดสินใจ  การค้าเสรีครอบคลุมเฉพาะบทบาทข้ามชาติของนักวิชาชีพ สินค้า ทุนและอื่น ๆ ที่ไม่ครอบคลุมถึงที่ดินด้วย  แม้แต่ในกรณีของสิงคโปร์ที่แต่เดิมอนุญาตให้ต่างชาติซื้อห้องชุดได้เสรี ก็หันกลับมาจำกัด  โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2555 สิงคโปร์เพิ่งประกาศโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ต่างชาติที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศของตนต้องเสียค่าธรรมเนียมโอนถึง 10% ของมูลค่าที่ซื้อ เพื่อบั่นทอนไม่ให้กำลังซื้อของต่างชาติบุกเข้าตลาดสิงคโปร์มากจนเกินไป

          
 อย่างไรก็ตามโดยหลักการแล้ว ประเทศไทยสามารถอนุญาตให้ต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย หากประเทศไทยมีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เช่น หากคนไทยไปซื้อบ้านในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีราคาเฉลี่ยประมาณ 10 ล้านบาท จะต้องเสียภาษีประเภทนี้ถึงประมาณ 2% ต่อปี หรือเป็นเงิน 200,000 บาท  ในขณะที่ต่างชาติมาซื้อบ้านพักตากอากาศในประเทศไทยในราคา 40 ล้านบาท ณ เกาะภูเก็ต ไม่ต้องเสียภาษีประเภทนี้เลย  นอกจากนั้นในอนาคตประมาณ 30 ปีข้างหน้า หากราคาบ้านในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 5 เท่าหรือเป็นเงิน 50 ล้านบาท การรับมรดกยังต้องเสียภาษีอีก 30% โดยประมาณ ในขณะที่ประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษีมรดกเช่นกัน

          
 ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าบุคคลชั้นสูงในประเทศไทย ไม่ต้องเสียภาษีจากการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ เป็นการถ่างความเหลื่อมล้ำ และสร้างความไม่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม เพราะในกรณีทั่วไป หากผู้ใดมีห้องชุดและไม่เสียค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ห้องชุดนั้นจะถูกตัดสาธารณูปโภค และที่สำคัญไม่สามารถโอนได้หากไม่ได้เสียภาษีเสียก่อน  ดังนั้นกรณีที่เจ้าของที่ดินรายใหญ่ ๆ ปล่อยที่ดินเปล่าทิ้งไว้โดยไม่ยอมพัฒนาหรือไม่ยอมขาย มุ่งเก็บไว้ให้ตนเองและลูกหลานในอนาคต ทั้งที่มีสาธารณูปโภคเข้าถึง ย่อมเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจทางหนึ่ง   การพัฒนาเมืองก็ต้องออกไปสู่รอบนอก ทำให้สาธารณูปโภคต้องขยายตัวออกไปอย่างไม่สิ้นสุด เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากร  พื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่ชนบทก็ถูกบุกรุกทำลาย

          
 ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า การปกปิดข้อมูลการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ไม่ให้เป็นข้อมูลสาธารณะ อ้างว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งที่มีการเปิดเผยกันในประเทศพัฒนาทั่วโลก และการให้ยอมให้มีการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและภาษีมรดก ก็คือบ่อเกิดความเสียหายต่อประเทศ  ทำให้ต่างชาติมาครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย  นอกจากนั้นมักจะพบเสมอว่า ชนชั้นสูงผู้มีอำนาจในสังคมยังมักสมคบกับต่างชาติครอบครองที่ดินไทยอย่างผิดกฎหมาย บุกทะลายภูเขาและปรับแต่งภูมิทัศน์เพื่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ตากอากาศกันมากมาย เป็นต้น  พฤติกรรมของชนชั้นสูงผู้มีอำนาจเหล่านี้ก็คือคนขายชาตินั่นเอง

          
 ประเทศไทยจึงควรจัดทำฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ที่ดีเช่นนานาชาติ มีการบังคับใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเช่นประเทศทั่วโลก ซึ่งแม้แต่กัมพูชา ก็ยังเริ่มเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตั้งแต่ปี 2554 แล้ว  เราไม่พึงอ้างว่าหากมีกฎหมายที่มีการตรวจสอบและลงโทษเคร่งครัด จะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการทุจริตเพิ่มมากขึ้น  เพราะรัฐพึงตรวจสอบผู้บังคับใช้กฎหมายทุกระดับชั้นเช่นกัน  นอกจากนี้จึงควรมีกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ออกมาบังคับใช้โดยเร็ว