วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ก้าวสู่ชีวิตวัยทำงาน

เดือนเมษายน นอกจากจะเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในรอบปีสำหรับประเทศไทยแล้ว ยังเป็นเดือนที่มีผู้สำเร็จการศึกษา จากหลายระดับชั้น

เริ่มก้าวเข้าสู่การทำงานเป็นครั้งแรก
 

ดิฉันเคยให้สัมภาษณ์เรื่องการก้าวสู่ถนนการทำงาน และได้รวบรวมเขียนไปแล้วในหนังสือ “ฉลาดเลือก ฉลาดออม ฉลาดลงทุน” ในวันนี้ จะขอแนะนำหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพิมพ์แจกเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว แต่ไม่ค่อยมีใครเห็นเพราะมัวแต่หนีน้ำกัน
 

หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า “คู่มือเงินทองต้องวางแผน ตอน ก้าวสู่ชีวิตวัยทำงาน” หนา 78 หน้า เป็นหนังสือมีภาพประกอบสี่สี เชื่อว่าหลังจากที่ดิฉันเขียนแนะนำหนังสืออาจจะขาดตลาดได้ เนื่องจากพิมพ์เพียง 5,000 เล่ม
 

คุณจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ ได้เขียนไว้ในคำนิยมว่า หนังสือเล่มนี้ เป็นคู่มือที่ ตลาดหลักทรัพย์ตั้งใจจัดทำขึ้นเพื่อให้น้องๆ นิสิต นักศึกษา ใช้เป็นเข็มทิศและเกราะป้องกันทางการเงิน เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายในชีวิตได้อย่างมั่นใจ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการเงินของตนเองและครอบครัวได้
 

หนังสือแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนแรก เป็นข้อมูลส่วนตัวและเป้าหมายชีวิต ซึ่งมีหน้าเดียว คือ ให้นักเรียน หรือนักศึกษา เขียนชื่อของตนเอง อาชีพในความใฝ่ฝัน และเป้าหมายการเงินในชีวิตสามเป้าหมาย โดยมีเป้าหมายย่อยว่า ในปีนี้จะเก็บเงินทั้งหมดกี่บาท เฉลี่ยแล้วต้องเก็บวันละ และเดือนละเท่าไร
 

เนื้อหาส่วนใหญ่จะอยู่ในส่วนที่สอง ชื่อ “สี่รู้สู่ความมั่งคั่ง” คือ รู้หา รู้เก็บ รู้ใช้ รู้ขยายดอกผล
 

ในส่วนของ “รู้หา” นั้น เริ่มจากการสำรวจตนเองว่าอยากจะทำอาชีพอะไร โดยหากคิดไม่ออก มีแบบทดสอบให้ทำด้วย โดยมีคำตอบหกบุคลิกภาพ คือ แบบจริงจัง แบบทำตามระเบียบแบบแผน แบบกล้าคิดกล้าทำ แบบชอบสมาคม แบบมีศิลปะ และแบบที่ต้องการใช้เชาวน์ปัญญา โดยบุคลิกภาพในแต่ละแบบก็เหมาะกับงานแต่ละกลุ่ม
 

ดิฉันลองทำแล้วมีบุคลิกสองแบบ โดยมีคะแนนเท่ากัน คือ แบบกล้าคิดกล้าทำ เหมาะสำหรับงานด้านจัดการและค้าขาย เจ้าของธุรกิจ ผู้บริหาร กับอีกบุคลิกหนึ่ง คือ ชอบสมาคมและสังคมกับบุคคลอื่น เหมาะสำหรับอาชีพด้านบริการ การศึกษาและสังคม ซึ่งถือว่าตรงมากเลยค่ะ
 

ถัดไปเป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพ เพื่อนำมาใช้ตัดสินใจเลือกทำงาน โดยแนะนำให้เก็บข้อมูลห้าอย่าง คือ ระดับรายได้ ความมั่นคง สวัสดิการที่มีให้ สถานที่ทำงาน (อยู่ใกล้หรือไกลที่พัก และมีความสะดวกในการเดินทางเพียงใด) โอกาสในการเติบโต และวัฒนธรรมองค์กร อย่างไรก็ดี มีข้อเตือนใจว่าบางครั้งเราก็ไม่มีโอกาสเลือก
 

มีเคล็ดลับแถมให้สองข้อในการเลือกทำงาน คือ ให้มุ่งมั่นทำเพื่อสร้างประสบการณ์ และอย่าหยุดที่จะเรียนรู้
 

ในการจัดการเรื่องเงินทองนั้น หนังสือเล่มนี้แนะนำว่า มีรายได้จากการทำงานประจำอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ อาจจะต้องหารายได้เสริมด้วย แต่ต้องให้แน่ใจว่างานเสริมนั้นต้องไม่ไปเบียดบังเวลาและคุณภาพของงานประจำ  ดิฉันเห็นว่าในหลายๆ กรณีควรจะขออนุญาตผู้ว่าจ้างในการทำงานเพื่อเสริมรายได้ เพื่อความโปร่งใสและไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์  ถ้าเป็นตำแหน่งงานในระดับสูงเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นอาจจะไม่มีประเด็นมากนัก แต่อยากให้ผู้เข้าสู่โลกแห่งการทำงานได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบและความจงรักภักดีต่อองค์กรค่ะ
 

รายได้จากการลงทุนก็เป็นการเสริมรายได้อย่างหนึ่ง แต่จะมีรายได้จากส่วนนี้ ต้องมีการออมเกิดขึ้นก่อน หลังจากนั้น จึงนำเงินออมไปลงทุน ในหนังสือจะมีการอธิบายถึงการออมว่าควรจะออมมากน้อยเพียงใด และให้เทคนิคการออมเงิน ทั้งยังมีการแนะนำการออมในรูปแบบต่างๆ หรือแนะนำให้ “รู้เก็บ”
 

ส่วนถัดไปเป็นเรื่องของการ “รู้ใช้” ซึ่งจะแนะนำเทคนิคการ (ไม่) ใช้เงิน ด้วยการจดรายรับรายจ่าย การแบ่งหมวดหมู่ การแยกรายจ่ายที่จำเป็นและรายจ่ายฟุ่มเฟือย วิธีการตัดรายจ่ายส่วนเกิน การวางแผนล่วงหน้า และการประเมินฐานะการเงินของตนเอง
 

ในเรื่องการ "รู้ใช้" นี้ยังมีข้อคิดเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต การเป็นหนี้อย่างมีสติ การกู้เงินเช่นในกรณีต้องการซื้อของชิ้นใหญ่ เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ การประเมินความสามารถในการผ่อนชำระของตนเอง การเปรียบเทียบดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก กับแบบอัตราคงที่
 

ลงท้ายด้วยการ “รู้ขยายดอกผล” เป็นการแนะนำการลงทุน การเข้าใจสิ่งที่จะลงทุนแบบง่ายๆ ทั้งตราสารหนี้ หุ้น กองทุนรวม กองทุนรวมตลาดรองหรืออีทีเอฟ (ETF) ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการบริหารพอร์ตการลงทุน แนะนำเทคนิคในการลงทุน คือ  “ลงทุนน้อยๆ แต่ลงทุนเป็นประจำ”
 

วิธีบริหารความมั่งคั่งอีกวิธีหนึ่ง คือ การบริหารภาษี หนังสือเล่มนี้แนะแนวทางในการนำค่าใช้จ่ายที่ทางกรมสรรพากรอนุญาตให้นำมาหักเป็นค่าลดหย่อนได้ คือ ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่อายุ 60 ปีขึ้นไป เงินบริจาค เงินบริจาคสนับสนุนการศึกษา (ซึ่งลดหย่อนได้ 2 เท่า) เงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว และเงินที่จ่ายเป็นเบี้ยประกันชีวิต
 

ในส่วนสุดท้ายของหนังสือ มีบทสุดท้ายที่บอกว่า เราจะประสบความสำเร็จในการเดินทางไปสู่ความมั่งคั่งไม่ได้เลย ถ้าไม่ลงมือทำ
 

ในท้ายเล่มมีแบบทดสอบสุขภาพทางการเงิน โดยมีคำถามให้ตอบ 12 ข้อ และมีเฉลยให้ประมวลว่ามีสุขภาพการเงินที่ดีมากน้อยเพียงใด รวมถึงวิธีการบันทึกรายรับ-รายจ่าย และการทำงบการเงินส่วนบุคคลด้วย


เช่นเดียวกันกับงบการเงินของธุรกิจ ที่บอกให้เราทราบถึงภาพของธุรกิจ ณ สิ้นปีการเงิน โดยงบดุลจะเปรียบเสมือนการบันทึกสินทรัพย์และหนี้สิน รวมถึงส่วนของเจ้าของ ณ จุดนั้นๆ  ส่วนงบกำไรขาดทุน จะประมวลภาพกิจกรรมของธุรกิจตลอดทั้งปีว่ามีรายได้รายจ่าย และเหลือเป็นกำไรมากน้อยเพียงใด งบดุลของบุคคล ก็เป็นการฉายภาพ ณ จุดที่เราทำงบนั้นๆ ว่า เรามีสินทรัพย์อะไรบ้าง มีหนี้สินเท่าไร และเหลือเป็นส่วนของเราจริงๆ เท่าไร ในขณะที่งบรายรับรายจ่าย จะประมวลการใช้จ่ายของเราในแต่ละช่วง
 

ข้อดีคือ เมื่อเห็นภาพรวม ก็จะสามารถบริหารจัดการได้ค่ะ
 

หนังสือเล่มนี้ ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะผู้สำเร็จการศึกษาและจะเข้าสู่โลกแห่งการทำงานเท่านั้น ผู้ที่ทำงานอยู่แล้วก็สามารถอ่านและนำไปใช้ได้ค่ะ  ไม่มีคำว่า “สาย” สำหรับผู้ตั้งใจจะออมและลงทุน
 

ขอให้ท่านมีความสุขและสนุกกับเทศกาลสงกรานต์ เดินทางโดยสวัสดิภาพ และได้พักผ่อนเตรียมพร้อมทำงานหนักต่อไปค่ะ