อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันไหว้พระจันทร์แล้ว แต่ปีนี้ข่าวคราวต่าง ๆ เกี่ยวกับเทศกาลเงียบเหงาเหลือเกิน
KEY POINTS
- การตัดสินใจเปลี่ยนยางรถยนต์ควรพิจารณาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ อายุการใช้งานและสภาพของยาง
- โดยทั่วไปยางมีอายุการใช้งาน 3-5 ปีหลังเริ่มใช้งาน แต่สำหรับรถที่ใช้งานหนัก ขับเร็ว หรือเดินทางไกลบ่อย ควรเปลี่ยนภายใน 3 ปี
- ควรเปลี่ยนยางทันทีเมื่อพบความผิดปกติ เช่น ยางบวม มีรอยรั่วที่แก้มยางหรือไหล่ยาง มีแผลขนาดใหญ่ หรือดอกยางสึกถึงสะพานยาง (ดัชนีชี้ความลึก)
- ยางเป็นชิ้นส่วนเดียวที่สัมผัสถนนและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยในการขับขี่ ทั้งการยึดเกาะถนน การเบรก และการทรงตัว
ในอดีตเป็นวันที่เด็กหนุ่มเด็กสาวรอคอย เพราะคืนไหว้พระจันทร์เด็กสาวจะได้แต่งตัวสวยงาม ส่วนใหญ่จะสวมชุดสีชมพู ยืนไหว้พระจันทร์หน้าโต๊ะที่มีเครื่องไหว้ตกแต่งสวยงาม ตั้งกันหน้าบ้าน หรือหน้าร้านที่เป็นตึกแถวย่านการค้าของคนจีน เด็กหนุ่มก็จะถือโอกาสเดินชมความงามของเด็กสาวไปเรื่อย
ต่อมาเมื่อมีข่าวยานอพอลโล่พา นีล อาร์มสตรอง ไปยืนบนดวงจันทร์ เทศกาลไหว้พระจันทร์ก็ค่อย ๆ ซบเซาลงไปตามความเชื่อ จนกระทั่งสัก ๓๐ ปีที่ผ่านมา มีการปลุกขนมไหว้พระจันทร์กันขึ้นมาอย่างใหญ่โต ถ้าผมจำไม่ผิดเห็นจะเป็น เอสแอนด์พี ที่โฆษณาขนมไหว้พระจันทร์อย่างจริงจัง
นับแต่นั้นมาก่อนถึงวันไหว้พระจันทร์ไม่น้อยกว่า ๑ เดือน โฆษณาขนมไหว้พระจันทร์จากหลากหลายยี่ห้อ ก็เกิดขึ้นอย่างบ้าระห่ำ ขนมไหว้พระจันทร์ซึ่งคือขนมเปี๊ยะชนิดหนึ่ง กลายเป็นขนมที่มีราคาขายกันแพงแสนแพง และส่วนใหญ่แพงเพราะบรรจุภัณฑ์ ที่แข่งขันกันออกแบบอย่างวิจิตรบรรจง โดยเฉพาะจากโรงแรมดัง ๆ ทั้งหลาย ช่วงเวลานั้นผมเองมีความเห็นว่า ความคึกคักของเทศกาลในไทย มีมากกว่าประเทศไหน ๆ ในโลกนี้ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศจีนเองด้วย อันเป็นผลพวงมาจากการแข่งขันกันของขนมไหว้พระจันทร์นั่นเอง
แต่สามสี่ปีมานี้ กลับลดความฮือฮาลงไปอย่างมากมายจนรู้สึกได้ ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบสาเหตุว่ามาจากเรื่องอะไรกันแน่ แต่เห็นได้ชัดจากการโฆษณาขายขนมไหว้พระจันทร์เงียบเหงาลงไปเยอะ อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันไหว้พระจันทร์แล้ว แต่ยังเงียบเชียบเหลือเกิน
กลับมาสู่เรื่องรถยนต์ของเรา ปัจจุบันนี้มีคนที่เรียกกันว่า “มือใหม่” เข้ามาใช้รถกันมากขึ้น และการใช้รถของคนในปัจจุบันนี้ ก็จะเริ่มใช้กันในแบบ “ใช้ไปหาความรู้ไป” ทำให้เกิดข้อผิดพลาดกันง่ายขึ้น และหลายครั้งทำให้เกิดความเสียหายต่อรถยนต์ หรือทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาด้วย
สิ่งที่ทำให้ผมตั้งข้อสังเกตว่า คนใช้รถปัจจุบันนี้ ใช้รถไปหาความรู้ไป ซึ่งต่างจากคนสมัยก่อนที่จะหาความรู้มาระดับหนึ่งก่อนที่จะซื้อรถยนต์ อาจจะเป็นเพราะสมัยนี้สามารถหาข้อมูลหรือหาความรู้กันได้ตลอดเวลา ต่างจากสมัยก่อนที่ต้องหาสมุดมาเปิดดู หรือต้องเขียนจดหมายไปถามตามนิตยสารต่าง ๆ กว่าจะได้คำตอบก็กินเวลาเป็นเดือน
ข้อสงสัยหรือคำถามที่พบบ่อยๆ โดยเฉพาะตามสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือในโซเชียลมีเดีย คือ “เปลี่ยนได้หรือยัง” ซึ่งเป็นคำถามเกี่ยวกับอุปกรณ์ประจำรถยนต์ทั้งหลาย เช่น ยางรถยนต์, น้ำมันเครื่อง, น้ำมันเกียร์, ยางปัดน้ำฝน ฯลฯ
เมื่อมีคนถามแบบเหวี่ยงแหลงไป ก็จะมีคำตอบจากคนมากมายย้อนกลับมา ซึ่งมีทั้งคำตอบที่ความหมายตรงกัน มีทั้งคำตอบที่ต่างกันออกไปแบบคนละขั้ว ทำให้คนถามหรือคนที่ผ่านมาอ่านเจอ รู้สึกงงเพราะไม่รู้ว่าจะเชื่อคำตอบไหนดี เผลอ ๆ ไปทำตามคำตอบหรือคำแนะนำที่ไม่ถูกต้อง ก็ทำให้เกิดความเสียหาย หรือ เกิดอุบัติเหตุได้
วันนี้ผมรวบรวมคำถาม “ควรเปลี่ยนเมื่อไหร่ ?” มาหาคำแนะนำที่อาจจะไม่ใช่คำตอบแบบ “ต้อง” แต่เป็นคำแนะนำในรูปแบบ “ควร” มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันดู เผื่อว่าจะมีประโยชน์ต่อคนใช้รถยนต์ทั่วไปบ้าง
เริ่มต้นที่คำถามยอดนิยม “ควรเปลี่ยนยางเมื่อไหร่?” อันเป็นคำถามที่พบบ่อยที่สุด และมีคำตอบหลากหลายมาก ในความคิดเห็นของผมนั้นขึ้นอยู่กับ ๒ สาเหตุหลักคืออายุยาง และ สภาพของยาง
เรื่องเกี่ยวกับอายุยาง คือ ยางที่ผลิตออกมาใหม่ ๆ และเก็บอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ คือไม่โดนแสงแดด อุณหภูมิค่อนข้างคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงในระดับที่แตกต่างกันมาก หรือไม่เปลี่ยนแปลงแกว่งไปมาในวงกว้าง เก็บโดยวางยางตามแนวตั้ง และขยับจุดตกกระทบที่ต้องรับน้ำหนัก ให้เปลี่ยนบ่อยๆ ไม่วางยางโดยจุดรับน้ำหนักหรือจุดที่อยู่กับพื้น อยู่ในตำแหน่งเดียวเป็นเวลานาน
ยางที่เก็บวางไว้ถูกต้องเช่นนี้ สามารถเก็บได้ไม่น้อยกว่า ๓ ปี และถือว่าเป็นยางที่มีประสิทธิภาพ และคุณสมบัติเท่าเทียม หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับยางที่ผลิตออกมาใหม่ เมื่อนำยางไปใช้งานหรือที่เรียกว่า ยางลงพื้นถนนแล้ว จึงเริ่มนับอายุเริ่มต้นใหม่ ซึ่งโดยปกติก็จะนับอายุไประหว่าง ๓-๕ ปี ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน
ตัวอย่างเช่นรถยนต์ที่ขับด้วยความเร็วสูงเป็นประจำต้องเดินทางไกลเป็นประจำ รถยนต์ที่รับน้ำหนักมากเป็นประจำ รถยนต์ที่ต้องแล่นบนสภาพถนนที่คดโค้งไปมาเป็นประจำ รถยนต์ที่ใช้งานในลักษณะดังกล่าว ควรเปลี่ยนยางหลังจากใช้งานไปแล้วไม่เกิน ๓ ปี โดยดูสภาพยางและระยะทางที่ใช้งานไปแล้ว มาประกอบการตัดสินใจร่วมด้วย
ส่วนสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับสภาพของยางนั้น ความเห็นส่วนตัวของผมที่อยากแนะนำเอาไว้ก็คือ ควรเปลี่ยนเมื่อยางเส้นนั้นรั่วแผลไม่ใหญ่เกินไป และปะอย่างถูกต้องตามหลักการมากกว่า ๓ ครั้ง ควรเปลี่ยนเมื่อพบว่ารั่วโดยมีแผลขนาดใหญ่ จนถึงขั้นไม่สามารถปะด้วยวิธีการที่เรียกกันว่า “แทงยาง” หรือ “แทงไส้ไก่” ได้ ควรเปลี่ยนเมื่อมีการรั่วบริเวณไหล่ยาง ควรเปลี่ยนเมื่อมีการสึกหรอที่ผิดปกติที่หน้ายาง
ควรเปลี่ยนเมื่อเห็นว่าแก้มยางมีรอยครูดจนกินเนื้อแก้มยางไปมาก คำว่ามากในที่นี้คือตัวเลขหรือตัวอักษรที่แก้มยางหายไป ควรเปลี่ยนเมื่อเกิดการรั่วที่บริเวณแก้มยาง แม้ว่าจะเป็นรอยรั่วไม่ใหญ่ก็ตาม เพราะเป็นส่วนที่ต้องขยับตัวบ่อยที่สุด คือขยับตัวและรับแรงกดทุกครั้งที่เส้นรอบวงบริเวณนั้นกดลงกับพื้นถนน ยางที่ผ่านการปะบริเวณแก้มยางมาแล้ว จึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันปกติ แต่สามารถนำไปใช้เป็นยางอะไหล่ เอาไว้ใช้แก้ขัดชั่วคราวได้
ควรเปลี่ยนเมื่อพบว่าบวม หรือแยกตัวจากกันของส่วนประกอบของยางแต่ละชั้น ไม่ว่าจะบวมบริเวณใด และควรเปลี่ยนเมื่อดอกยางสึกลงไปจนถึงดัชนีชี้ความลึกของดอกยาง ซึ่งจะมีอยู่ในยางมาตรฐานทุกยี่ห้อทุกเส้น ทั้งนี้ต้องดูลักษณะการใช้งานของรถยนต์มาประกอบการตัดสินใจเปลี่ยนยางด้วย
รถยนต์ที่ต้องขับด้วยความเร็วสูงเป็นประจำ ต้องเดินทางไกลบ่อย ๆ ต้องใช้บนถนนที่คดโค้งไปมา รถยนต์ที่ใช้งานลักษณะดังกล่าว ควรเปลี่ยนยางเร็วขึ้น
ยางคืออุปกรณ์ประจำรถเพียงอย่างเดียว ที่สัมผัสกับพื้นถนน ยางเกี่ยวข้องทั้งการยึดเกาะถนน ทั้งทางโค้ง และระยะทางการเบรก ยางเกี่ยวข้องกับการทรงตัวของรถ ยางจึงเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมากของรถยนต์ ดังนั้น อย่ามองข้ามความปลอดภัยอันเนื่องมาจากยางนะครับ





