สปอร์ต คูเป้ 4 ประตู คงเป็นสิ่งที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ จะใช้เรียก ซีแอลเอ รถรุ่นใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้
รุ่นที่นำเข้ามารุ่นแรกคือ ซีแอลเอ 250 เอเอ็มจี สปอร์ต ซึ่งเป็นตัวท็อป ราคา 2.64 ล้านบาท ซึ่งผมเข้าใจเอาเองนะครับว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็คงจะไม่ต้องการให้ทับกับตลาด เอ-คลาส ที่เปิดตัวไปช่วงปลายปีที่แล้วในระดับราคา 1.89-2.49 ล้านบาท
เอ-คลาส และซีแอลเอ ใช้แพลทฟอร์มร่วมกัน และในอนาคตจะมีตามมาอีก 3 รุ่น ตามแผนธุรกิจที่จะสร้างรถขึ้นมา 5 รุ่น โดยรุ่นที่ 3 คาดว่าน่าจะเป็นเอสยูวีตัวเล็ก ที่มีรถต้นแบบออกมาแล้ว
ซีแอลเอ เป็นรถที่ต่อยอดแนวคิดมาจาก ซีแอลเอส เน้นในเรื่องของการออกแบบที่โฉบเฉี่ยว ทันสมัย ลดอายุ อารมณ์สปอร์ต มีขนาดกะทัดรัด เพื่อจับตลาดลูกค้าที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวมากขึ้น ซึ่งเป็นตลาดที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ขาดแคลนก่อนหน้านี้
สตุทการ์ทบอกว่า ซีแอลเอ คือตลาดใหม่ มีแนวคิดใหม่ๆ ลูกค้ากลุ่มใหม่ และจะเป็น 1 ใน 5 กำลังหลักของตลาดคอมแพคที่จะแข่งขันในเวทีโลก ซึ่งเชื่อว่ารถกลุ่มนี้จะเติบโตขึ้นเกือบ 100% ในอนาคตอีกไม่นานจากนี้
ก่อนเปิดตัวเมืองไทย สื่อมวลชนสายยานยนต์จากทั่วโลก บินฝ่ากระแสลมแรง ไปยังเมือง แซงต์ โตรแปซ์ ฝรั่งเศส ซึ่งบ้างก็ลงได้ แต่บางคนต้องไปย้ายไปลงสนามบินอื่น ก่อนนั่งรถย้อนมาร่วมกิจกรรมทดสอบซีแอลเอ ท่ามกลางกระแสลมและสายฝนที่โปรยปราย ผมคิดว่ากินเวลาเกิน 70% ของการขับขี่ 1 วันครึ่ง
ฝนมากถึงกับเกิดน้ำท่วมตัดเส้นทาง ถึงขนาดคนขับรถบรรทุกคันสูงใหญ่ยังยอมแพ้ กลับรถกลางถนนพร้อมกับตะโกนโหวกเหวกบอกผมที่ลงไปยืนถือกล้องเก้ๆ กังๆ อยู่ กลางถนนว่า "ยูกลับรถไปดีกว่า ทางไปไม่ได้" ทำเอายืนงงอยู่ชั่วครู่ เพราะขณะนั้นมีซีแอลเอของผมมาถึงตรงนี้แค่คันเดียว แต่ก็คิดอย่างอุ่นใจว่า อย่างน้อยก็ขับย้อนกลับไป ถึงทางแยกหน้าจะลองเลี้ยวขวาไปสักพัก จากนั้น ก็ตั้งระบบนำทางใหม่ และหวังว่ามันจะไม่พาผมกลับไปทางเดิม
เส้นทางที่ทีมงานจัดให้ทดสอบมีความหลากหลาย ลองได้หลายรูปแบบ หลายอารมณ์ ทั้งไฮเวย์ ทั้งทางผ่านหมู่บ้าน ผ่านป่าเขา แบบ 2 เลน สวนทาง รวมไปถึงบางช่วงที่ไม่มีเส้นแบ่งทาง
ซีแอลเอมีทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และดีเซล โดยเบนซินมีแบ่งเป็น 4 รุ่น ย่อย เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร 122 และ 156 แรงม้า และ 2.0 ลิตร 211 แรงม้า
ซีแอลเอ 250 เอเอ็มจี สปอร์ต ที่เปิดตัวในบ้านเรานั้นใช้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 211 แรงม้า ส่วนตัวที่ผมขับคือ ซีแอลเอ 200 เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร 156 แรงม้า ที่ 5,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,250-4,000 รอบ/นาที และยางขนาด 225/40 R18 แต่ผมสรุปก่อนจบเรื่องได้เลยว่า พอแล้วครับ ซีแอลเอ 200 ก็พอแล้ว ไม่ว่าจะเอาแบบขับใช้งาน หรือขับสนุกก็ตาม
เราทำความเร็วท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยบนไฮเวย์ ประมาณ 220 กม./ชม. ซึ่งรถยังนิ่งได้อย่างน่าพอใจ และรถก็ให้อัตราเร่งที่รวดเร็วให้ความรู้สึกสปอร์ตได้อย่างชัดเจน มาพร้อมกับเสียงที่ทุ้มลึกของเครื่องยนต์ และเกียร์อัตโนมัติ 7G-DCT คลัทช์คู่ ที่ลื่นไหลไม่มีจังหวะสะดุดในการเปลี่ยนเกียร์ให้รู้สึกได้
เขียนถึงตรงนี้ ผมหลับตานึกภาพว่าถ้าเป็น 250 มันจะเป็นอย่างไร
ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานของรถที่ต่ำที่สุดในโลก 0.22 เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้รถทรงตัวที่ดี พร้อมๆ กับทำงานร่วมกับระบบเก็บเสียงอื่นๆ ช่วยให้มันมีความเงียบในระดับที่ดีมาก แม้ว่าจะใช้ความเร็วสูง
ในเส้นทางผ่านป่าเขา รถพาลัดเลาะไปได้อย่างคล่องตัว รวดเร็ว พวงมาลัยไดเร็คท์ สเตียร์ ซิสเต็ม ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ควบคุมง่าย พาหน้ารถจิกเข้าโค้งได้อย่างคมกริบ ขณะที่ล้อหลังตามไปอย่างเชื่อง ไม่มีอาการดิ้น ปัดให้รู้สึกได้ ย้ำอีกครั้งครับว่า ผมกำลังขับซีแอลเอ 200 ที่มาพร้อมกับช่วงล่างแบบคอมฟอร์ท
มันเป็นรถที่ขับได้สนุก มีอารมณ์สปอร์ต ตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตั้งเป้าเอาไว้ค่อนข้างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์การขับขี่ การออกแบบทั้งภายในที่ผสมผสานความหรูกับสปอร์ต และภายนอกที่มีทั้งมัดกล้าม และเต็มไปด้วยเส้นสายที่แสนคมรอบคัน ส่วนสวยไม่สวย คงขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน
แต่มุมมองของผม เห็นว่ามันเป็นรถที่เข้าตามากครับ





