คลีนิคจิตสังคมในระบบศาล โอกาสใหม่ของ “คนเคยพลาด” คืนสู่สังคม

คลีนิคจิตสังคมในระบบศาล โอกาสใหม่ของ “คนเคยพลาด” คืนสู่สังคม

แม้ข่าวด่วนของหน้าหนังสือพิมพ์วันนี้จะเป็นที่ถกเถียงถึงกรณีของผู้กระทำผิดที่ถูกปล่อยตัวกลับออกมากระทำผิดซ้ำ แต่อีกหนึ่งประเด็นที่สอดแทรกอยู่ในเนื้อข่าวและไม่ควรถูกมองข้ามอย่างจริงจัง ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องยอมรับคือปัญหา “คนล้นคุก” ที่ประเทศไทยต้องเผชิญ

แต่ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการ “กักขัง” หากในความเป็นจริง เราอาจยังมีอีกหลายทางเลือกในการบรรเทาปัญหาเรื่องนี้ หากยอมรับคำตอบที่ว่า ปลายทางสุดท้ายของผู้กระทำผิดนั้นไม่จำเป็นจบที่ “กรงขัง” เสมอ

ย้อนไปเมื่อสิบปีก่อน ในปี 2552 โดยดำริจากนายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญู อธิบดีผู้พิพากษาศาลในขณะนั้น เล็งเห็นแนวทางดังกล่าว รวมถึงจากการตระหนักถึงความกดดันที่ผู้ต้องหาต้องเผชิญในช่วงพิจารณาคดี ทางศาลจึงจัดให้มีบริการให้คำปรึกษาลดความเครียดโดยอาสาสมัครที่ผ่านการฝึกอบรม เพื่อสร้างแรงจูงใจเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางบวก

คลีนิคจิตสังคมในระบบศาล โอกาสใหม่ของ “คนเคยพลาด” คืนสู่สังคม

คลีนิคจิตสังคมในระบบศาล โอกาสใหม่ของ “คนเคยพลาด” คืนสู่สังคม

ปัจจุบันนับเป็นเวลา 10 ปีการดำเนินโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะที่ศาลอาญาธนบุรีมีผู้เข้ารับคำปรึกษาผ่านคลีนิคจิตสังคมในระบบศาล แห่งนี้ รวมทั้งสิ้นประมาณ 10,000 คน ซึ่งเมื่อผ่านการรับคำปรึกษาแล้ว พบว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยกลับมากระทำผิดซ้ำเพียงร้อยละ 0.2 หรือมีเพียง 13 รายจากหนึ่งหมื่นรายที่กลับมากระทำผิดซ้ำ (ในพื้นที่เดิมของศาลอาญาธนบุรี) เท่านั้น สถิติดังกล่าวนี้อาจเป็นอีกความหวังของการหา “ทางออก”  คนล้นคุกอย่างยั่งยืน

ในเรื่องนี้ จาตุรงค์ สรนุวัตร อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี เผยที่มาว่า ศาลอาญาธนบุรีเป็นศาลแรกที่มีการให้คำปรึกษาด้านจิตสังคมในระบบศาล ซึ่งเป็นบริการด้านการให้คำแนะนำแก่ผู้ต้องหาหรือผู้กระทำความผิดเพื่อลดภาวะความวิตกกังวลหรือความเครียดทั้งตัวเอง ครอบครัวหรือเรื่องต่างๆ เมื่อต้องเผชิญการพิจารณาคดี

“แต่ถึงผู้ให้คำปรึกษาจากคลีนิคจิตสังคมจะเข้าไปพูดคุยเพื่อให้ผ่อนคลาย ไม่ได้หมายถึงว่าการรับบริการคลีนิคนี้จะทำให้ไม่ต้องถูกดำเนินคดี เพราะการดำเนินคดียังคงต้องถูกดำเนินการต่อ แต่จะช่วยให้เขาคลายความวิตกกังวล เพราะเมื่อคลายกังวลแล้วเขาจะเริ่มมีความรู้สึกนึกคิดเชิงบวก ซึ่งเป็นโอกาสที่เราจะฉกฉวยและโน้มน้าวให้เขาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม”จาตุรงค์เอ่ย

สำหรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ศาลจะดูจากข้อหา และพฤติการณ์ ซึ่งมีโทษที่อยู่ในเกณฑ์ความผิดที่กระทำครั้งแรกและเป็นความผิดที่สามารถรอได้ อย่างกรณีการเสพยาเสพติดหรือการครอบครองสิ่งเสพย์ติดปริมาณน้อย ที่ไม่ใช่เพื่อจำหน่าย หรือกรณีผู้ต้องหาที่ติดยาแล้วกระทำผิดซ้ำๆ นั้นไม่อาจเข้าข่ายนี้

“เรามองว่าคดีความผิดครั้งแรกเหล่านี้ยังเป็นคดีที่สามารถให้โอกาส เช่น ไม่จำเป็นต้องถูกนำไปจำคุก แต่อาจเหลือเพียงแค่รอลงอาญา ซึ่งมีอยู่ค่อนข้างมาก โดยจากนโยบายรัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.)ที่พิจารณาเห็นว่าผู้เสพย์หรือผู้ครอบครองเล็กน้อย ไม่ใช่ผู้จำหน่าย ถือเป็นผู้ป่วยและอยู่ในภาวะที่จะสามารถให้โอกาสในการโน้มน้าวให้เขาเปลี่ยนแปลง”

คลีนิคจิตสังคมในระบบศาล โอกาสใหม่ของ “คนเคยพลาด” คืนสู่สังคม

หลังจากนั้น เมื่อโครงการเห็นผลสัมฤทธิ์ในด้านการทำงาน จึงยังนำมาใช้ในผู้กระทำผิดคดีอื่นๆ ที่ไม่ใช่คดีรุนแรง เช่นคดีความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ โดยนอกจากผู้ต้องหาหรือจำเลยแล้ว ยังเชิญพ่อแม่ ผู้ปกครองหรือคนใกล้ชิดที่ผู้กระทำผิดเคารพหรือใกล้ชิดมารับคำปรึกษาด้วย เพื่อช่วยชี้นำให้เขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุดท้ายผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเข้าโครงการยังนำมาประกอบในการพิจารณาคดี และประเมินความเสี่ยงในการที่จะปล่อยตัวผู้กระทำผิดชั่วคราว หากอยู่ในเกณฑ์ความเสี่ยงน้อยตามที่ศาลระบุ

“เรามองในแง่ความคุ้มค่า สำหรับผู้ต้องหา 1 คนที่ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำต้องเสียงบประมาณในการดูแลกักขังไม่น้อย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณค่าในการที่เขากลับมาแล้วเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและไม่หวนคืนไปทำผิดอีก เขาน่าจะไปสร้างประโยชน์ได้ให้กับทั้งตัวเอง ครอบครัว สังคมและประเทศชาติ ซึ่งเราคงอาจไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้ แต่ผมมองระยะยาวว่ากลุ่มคนเหล่านี้เขาจะยังเป็นเครือข่ายในเรื่องนี้ให้กับเราได้ด้วย”

แน่นอนว่าอีกหนึ่งผู้ที่มีบทบาทสำคัญไม่น้อยสำหรับโครงการนี้ คือบุคคลที่ทุกคนเรียกว่า “ผู้ให้คำปรึกษา”  อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี เล่าว่า ส่วนใหญ่ผู้ให้คำปรึกษาเป็นอาสาสมัคร ที่ไม่มีเงินเดือนค่าจ้าง มีแต่ค่าตอบแทนครั้งละ 1,000 บาท ปัจจุบันมีประมาณ 20 ท่าน ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการบำนาญ ผู้ที่เคยทำงานเกี่ยวกับด้านการประนีประนอมของศาล

โกศล หกสุวรรณ ประธานผู้ให้คำปรึกษาคลีนิคจิตสังคมเล่าถึงการทำงานของพวกเขาให้ฟังว่า บทบาทหลักของผู้ให้คำปรึกษาในโครงการนี้คือการเป็นผู้เอื้ออำนวยและกระตุ้น (Facilitator) ให้ผู้ต้องหารู้จักสำรวจหาแรงจูงใจในการก่อคดี

ซึ่งเมื่อทราบเหตุปัจจัยที่ทำให้กระทำความผิดแล้วก็จะช่วยกันค้นหาวิธีจัดการแก้ไข นอกจากนี้ผู้ให้คำปรึกษายังมีบทบาทเป็นผู้แนะแนวทางดำเนินชีวิต (Life Coach) โดยการถามกระตุ้นให้คิดถึงเป้าหมายชีวิต การกำหนดเส้นทางชีวิต ให้คำแนะนำในการศึกษา การมีอาชีพ สวัสดิการและแหล่งช่วยเหลือทางสังคม และให้กำลังใจเป็นระยะ รวมทั้งยังมีบทบาทเป็นผู้ให้ความรู้ด้านสุขภาพจิต (Psycho-Educator) เพื่อให้ผู้รับคำปรึกษาเข้าถึงบริการสุขภาพ กรณีที่ผู้ให้คำปรึกษาเห็นว่ามีปัญหาสุขภาพเกินขีดความสามารถของคลินิกจิตสังคมแล้ว

คลีนิคจิตสังคมในระบบศาล โอกาสใหม่ของ “คนเคยพลาด” คืนสู่สังคม

คลีนิคจิตสังคมในระบบศาล โอกาสใหม่ของ “คนเคยพลาด” คืนสู่สังคม

สำหรับผู้ให้คำปรึกษาทุกรายจะต้องเข้าอบรมกับปรึกษาสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต ที่มีบทบาทในการออกแบบจัดหลักสูตร รวมถึงค้นคว้า ค้นหา โดยสถาบันได้ออกแบบและพัฒนาหลักสูตรการอบรมอาสาสมัครคลินิกจิตสังคมในระบบศาลทั้ง 4 หลักสูตร ได้แก่ การให้คำปรึกษาเบื้องต้น การจัดการภาวะเสพติด การให้คำปรึกษาครอบครัว และการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม

สำหรับโกศล ในชีวิตอีกด้านเขามีหน้าที่การงานหลักคือการเป็นที่ปรึกษาด้านการขายและการตลาดบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง แต่ทำงานด้านอาสา โดยเคยผ่านประสบการณ์เป็นผู้ประนีประนอมประจำศาลแพ่งและศาลอาญามาก่อน

“หลังจากทราบข่าวว่ามีการเปิดคลีนิคจิตสังคม ผมเข้ามาสมัครเป็นรุ่นที่ 2 เหตุผลที่มาเพราะเราทราบมาว่าคลีนิคช่วยคนให้เปลี่ยนความคิดกลับเป็นคนดีสู่สังคมได้ ก็มีความสนใจ เพราะชีวิตเราเองเมื่อก่อนก็เคยเป็นคนที่เกเรและมีพฤติกรรมไม่ดี แต่เรามีจุดเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นได้ จึงอยากนำประสบการณ์ของตนเองมาช่วยเหลือผู้อื่น ทำให้คนๆ หนึ่งเปลี่ยนแปลงได้ ผมก็รู้สึกมีความสุขที่จะทำ” เขาบอกเล่า

สำหรับเทคนิคที่โกศลใช้เป็นประตูด่านแรกในการเปิดใจผู้ต้องหาให้ยอมรับการบำบัด คือการรับฟังและความเข้าใจ

“เราเริ่มจากเล่าเรื่องของเราให้เขาฟัง เราเชื่อว่า เมื่อเรากล้าเล่า เขาก็กล้าพูดกับรา นอกจากนี้พยายามใช้วิธีเข้าใจและให้ความเมตตาเพื่อนมนุษย์ เพราะเวลาอยู่ในสถานการณ์นี้เราเข้าใจนะว่าบางทีไม่มีใครฟังเขาเลย เขาจึงมีความเครียด หาทางออกไม่ได้  

“เพราะถ้าเขามีจิตสำนึกก็ปรับเปลี่ยนได้” เขาเอ่ย

“ถามว่ามีเคสไหนที่ยากหรือไม่เปลี่ยนแปลงไหม ผมตอบได้เลยว่าน้อย เพราะลึกๆ แล้วทุกคนอยากจะเปลี่ยนเป็นคนดี ไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดี คนที่ไม่ดี แต่เราต้องมองว่าที่มาหรือสาเหตุปัญหาจากอะไร เช่น จังหวะ โอกาส เวลา ความผิดพลาดหรือแม้แต่ความผิดหวังบางอย่าง บางคนอาจดื่มเหล้าจนขาดสติ ซึ่งการจะเปลี่ยนคนได้ไหมต้องถามว่า เขาพร้อมที่จะเปลี่ยนหรือเปล่า”

คลีนิคจิตสังคมในระบบศาล โอกาสใหม่ของ “คนเคยพลาด” คืนสู่สังคม

สำหรับในการให้คำปรึกษา โกศลจะติดตามคอยดูพัฒนาการในแต่ละครั้งด้วย ว่ามีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหรือไม่

“หากยังมีปัญหาอะไรเราจะต้องกลับมาแก้ และไม่ใช่แค่แก้ที่ตัวเขาแต่ต้องแก้ที่ครอบครัวเขาด้วย”

ขณะที่ ชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวว่า คลินิกจิตสังคมในระบบศาลเกิดขึ้น ทาง สสส.ได้เข้ามาให้การสนับสนุนด้านวิชาการและด้านต่างๆ ร่วมกันกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และภาคีเครือข่าย กระทั่งเป็นแนวทางให้อีกหลายศาลปฏิบัติตาม ทั้งนี้พบว่า ผลการดำเนินงานปี 2561 เฉพาะของศาลนำร่อง 5 แห่ง ได้แก่ ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ศาลอาญาจังหวัดนนทบุรี ศาลจังหวัดปทุมธานี และศาลจังหวัดตลิ่งชัน สามารถให้คำปรึกษาผู้ต้องหาและจำเลยทั้งสิ้น 3,544 คดี โดยขณะอยู่ในระหว่างเงื่อนไขของศาล สามารถลดการกระทำความผิดซ้ำได้ถึงร้อยละ 99

ซึ่งปัจจุบันมีศาลดำเนินการให้คำปรึกษาด้านจิตสังคมเช่นเดียวกันอีก 8 ศาล โดยมีศาลอาญาธนบุรีเป็นพี่เลี้ยง ได้แก่ ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ศาลจังหวัดนนทบุรี ศาลจังหวัดปทุมธานี ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศาลจังหวัดลำพูน และศาลจังหวัดเกาะสมุย

ส่วน เคนเนท โรเบิร์ทสัน ที่ปรึกษาจากสำนักงานกิจการยาเสพติดและการใช้บังคับกฎหมายระหว่างประเทศ (Bureau of International Narcotics and Law Enforcement Affairs) จากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ได้เดินทางมาศึกษาดูงานคลินิกให้คำปรึกษาด้านจิตสังคมของศาลอาญาธนบุรี ที่จัดโดย ศาลอาญาธนบุรี  สสส. และ ป.ป.ส. รวมถึงภาคีเครือข่าย กล่าวว่า คลินิกจิตสังคมในระบบศาลในประเทศไทยมีความคล้ายคลึงกับในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเมื่อปี 2523 สหรัฐฯได้เริ่มทำโครงการในลักษณะนี้ขึ้นเพื่อแก้ปัญหานักโทษยาเสพติดล้นคุก ซึ่งปัจจุบันมีระบบนี้อยู่ภายในศาลกว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ โดยพบว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการกักขัง โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่การลดจำนวนผู้เสพ แต่ยังรวมถึงการลดผู้กระทำผิดซ้ำ ตนจึงขอสนับสนุนให้ประเทศไทยขยายโครงการดีๆแบบนี้ต่อไป

แม้ปัจจุบันคลินิกจิตสังคมในระบบศาล ยังอยู่ในช่วงการนำร่อง และถูกขยายนำไปปฏิบัติใช้จริงเพียงไม่กี่ศาลเท่านั้น แต่ในอนาคตเชื่อว่า หากสำนักงานศาลยุติธรรมกำหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจน พร้อมกับบูรณาการอย่างเต็มรูปแบบ  ก็จะทำให้ประเทศไทสามารถแก้ปัญหานักโทษล้นคุกได้อย่างยั่งยืน