61 ปีแห่งการโจรกรรม ประติมากรรมพันปี กลุ่มประโคนชัย คืนมาตุภูมิ

61 ปีแห่งการโจรกรรม ประติมากรรมพันปี กลุ่มประโคนชัย คืนมาตุภูมิ

ตำนาน - การโจรกรรม 4 ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัยอายุพันปีที่สหรัฐฯ ส่งคืน กรมศิลปากรจัดแสดงโบราณวัตถุทั้ง 4 รายการให้ประชาชนเข้าชม ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

KEY

POINTS

  • สหรัฐอเมริกาส่งมอบคืนประติมากรรมสำริด "กลุ่มประโคนชัย" อายุนับพันปี จำนวน 4 รายการ กลับสู่ประเทศไทย หลังถูกโจรกรรมไปเมื่อปี พ.ศ. 2507
  • การส่งคืนเป็นผลสำเร็จจากการสืบสวนของหน่วยงานความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ (HSI) ที่ยืนยันว่าโบราณวัตถุถูกลักลอบออกจากไทยอย่างผิดกฎหมาย
  • ประติมากรรมที่ได้คืนประกอบด้วย พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 2 องค์ พระโพธิสัตว์ 1 องค์ และพระพุทธรูปยืน 1 องค์ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของเมืองโบราณ "ศรีจนาศะ"
  • กรมศิลปากรได้นำโบราณวัตถุทั้ง 4 รายการ จัดแสดงให้ประชาชนเข้าชม ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

เดินทางกลับสู่มาตุภูมิเรียบร้อยแล้ว 4 ประติมากรรมสำริด กลุ่มประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ อายุนับพันปี ที่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา (Asian Art Museum of San Francisco) ดำเนินการถอดถอนออกจากทะเบียนของพิพิธภัณฑ์ฯ โดยสมบูรณ์เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 เพื่อรอการส่งคืนประเทศไทย

ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่ สำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Homeland Security Investigation- HSI) ของสหรัฐอเมริกา ตรวจสอบเป็นที่แน่ชัดว่า โบราณวัตถุ 4 รายการดังกล่าวถูกลักลอบนำออกจากประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายตั้งแต่ปีพ.ศ.2507 ได้แก่

  • ประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร จำนวน 2 รายการ
  • ประติมากรรมพระโพธิสัตว์ 1 รายการ
  • พระพุทธรูปยืน 1 รายการ

61 ปีแห่งการโจรกรรม ประติมากรรมพันปี กลุ่มประโคนชัย คืนมาตุภูมิ นิตยา กนกมงคล, พนมบุตร จันทรโชติ, ประสพ เรียงเงิน, ซาบีดา ไทยเศรษฐ์, มิส.เอลิซาเบธ เจ คอนนิก, ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์, มร.คาลวิน เวบบ์

กระทรวงวัฒนธรรม โดย กรมศิลปากร ได้จัดงานแถลงข่าวการรับมอบ โบราณวัตถุ “ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย” กลับคืนจากสหรัฐอเมริกา พร้อมจัดแสดงโบราณวัตถุทั้ง 4 รายการ ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อวันอังคารที่ 6 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น. โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานการแถลงข่าว

มีบุคคลสำคัญ อาทิ พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร, ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ, เอลิซาเบธ เจ คอนนิก อัครราชทูตที่ปรึกษา ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย, คาลวิน เวบบ์ ผู้ช่วยทูตประจำภูมิภาค สำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐอเมริกา และคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย เข้าร่วมงาน

ตำนาน - การโจรกรรม

โบราณวัตถุ “ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย” 4 รายการดังกล่าว ระหกระเหินไปอยู่ในความครอบครองของเอกชนและพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในต่างประเทศ ก่อนตกอยู่ในความครอบครองของ ‘พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ซานฟรานซิสโก’

ในจำนวนนี้ มี 3 รายการ คือ ประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร จำนวน 2 รายการ และ พระพุทธรูปยืน 1 รายการ ปรากฏเป็นข่าวในช่วงเวลาที่เพิ่งหายสาบสูญไปจากแผ่นดินไทยใหม่ๆ

61 ปีแห่งการโจรกรรม ประติมากรรมพันปี กลุ่มประโคนชัย คืนมาตุภูมิ

บทความใน Illustrated London News พ.ศ.2508

เช้าของวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2508 Illustrated London News หนังสือพิมพ์ภาพข่าวรายสัปดาห์ที่แพร่หลายในสหราชอาณาจักร ได้ตีพิมพ์บทความสั้นพร้อมภาพประติมากรรม 3 ชิ้น ในหน้า 37 โดยไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน บทความมีชื่อว่า Unique Early Cambodian Sculptures Discovered กล่าวถึงการค้นพบประติมากรรมสำริดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กำหนดอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 7 (พุทธศตวรรษที่ 12) และระบุว่า มีรูปแบบที่ไม่เคยพบมาก่อน

บทความระบุว่า ประติมากรรมทั้ง 3 ชิ้น ถูกซื้อโดยนายเอเดรียน เมย์นาร์ด (Adrian Maynard) จากสถาบันประมูล Spink & Sons และกำลังจัดแสดงในกรุงลอนดอน โดยอ้างว่าพบโดยชาวบ้านสองคนจากกรุใต้ดินในโบราณสถานร้างหลังฝนตกหนัก

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงประติมากรรมขนาดเล็กอีก 5 ชิ้น ซึ่งมีรูปแบบใกล้เคียงกับประติมากรรมจากปราสาทออกยม (Prasat Ak Yum) ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงพนมเปญ พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงผู้สร้าง เนื่องจากมีลักษณะใกล้เคียงศิลปะอินเดีย

เอกสารของกรมศิลปากรระบุว่า ข้อมูลในบทความดังกล่าวมีความคลุมเครืออย่างยิ่ง ไม่มีการระบุวันเวลา หรือสถานที่ขุดพบอย่างชัดเจน แม้แต่ประเทศต้นทางก็ระบุเพียงว่าเป็นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ความไม่ชัดเจนนี้ ทำให้นักวิชาการร่วมสมัยตั้งข้อสงสัยว่า โบราณวัตถุเหล่านี้เป็นของแท้หรือเป็นวัตถุที่ถูกสร้างเรื่องขึ้นโดยเครือข่ายการค้าโบราณวัตถุ

หลังจากบทความตีพิมพ์ได้ไม่นาน ประติมากรรมกลุ่มนี้และชิ้นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ได้กระจายไปสู่พิพิธภัณฑ์และนักสะสมในยุโรปและสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก

ปีพ.ศ.2510 ศาสตราจารย์ฌอง บวสเซอลิเยร์ (Professor Jean Boisselier) กล่าวถึงประติมากรรมกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า Prakhon Chai (ประโคนชัย) ว่ามีจำนวนกว่า 100 รายการ ค้นพบเมื่อพ.ศ.2506 และแสดงความเสียดายที่ไม่มีชิ้นใดอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของไทย

การขาดข้อมูลทะเบียนที่เป็นระบบ ทำให้การศึกษาทางวิชาการเป็นไปได้ยาก ศาสตราจารย์ฌองจึงกำหนดอายุประติมากรรมกลุ่มนี้ให้อยู่ในศิลปะเขมรก่อนเมืองพระนคร สมัย “ไพรกเมง-กำพงพระ” (พุทธศตวรรษที่ 13-14) และเสนอว่าอาจเกี่ยวกับ เมืองศรีจนาศะ ซึ่งสันนิษฐานว่าตั้งอยู่บริเวณที่ราบสูงโคราช แถบเมืองเสมา

61 ปีแห่งการโจรกรรม ประติมากรรมพันปี กลุ่มประโคนชัย คืนมาตุภูมิ ภาพปราสาทอิฐในภาคอีสานของไทยซึ่ง เอมมา ซี. บังเกอร์ อ้างว่าเป็นสถานที่ค้นพบประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย

ต่อมาปีพ.ศ.2514 เอมมา ซี. บังเกอร์ (Emma C. Bunker ค.ศ.1930-2021) นักวิชาการอเมริกัน นักโบราณคดี ศาสตราจารย์ และนักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านยูเรเชีย จีน และกัมพูชา รวมถึงศิลปะเอเชีย ตีพิมพ์บทความ Pre-Angkor Period Bronze from Prakhon Chai นำเสนอภาพประติมากรรมสำริด 23 รายการ และระบุว่ามาจาก ‘ปราสาทอิฐ’ แห่งหนึ่งใน อำเภอประโคนชัย แต่ไม่ระบุชื่อปราสาทอย่างชัดเจน ทำให้ที่มาของประติมากรรมกลุ่มนี้ยังคงเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ขาดหลักฐานยืนยัน

กระทั่งในปีพ.ศ.2515 อัลแบร์ต เลอ บอนเนอ (Albert Le Bonheur, ค.ศ.1938-1996) นักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวฝรั่งเศสด้านเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสนอว่า ประติมากรรมดังกล่าว น่าจะพบที่ปราสาทลมธมในพื้นที่ อำเภอประโคนชัย สอดคล้องกับความเห็นของบวสเซอลิเยร์

 

61 ปีแห่งการโจรกรรม ประติมากรรมพันปี กลุ่มประโคนชัย คืนมาตุภูมิ ประติมากรรมสำริดรูปพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ พบที่บ้านฝ้าย จังหวัดบุรีรัมย์

 

ความจริงเริ่มปรากฏ

ขณะที่ ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ระดับโลก “โดยไร้ที่มาที่ชัดเจน” ในปีพ.ศ.2513 ได้มีการขุดพบประติมากรรมสำริดที่ บ้านฝ้าย อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอประโคนชัยไม่กี่สิบกิโลเมตร

ประติมากรรมกลุ่มนี้มีรูปแบบทางศิลปกรรมที่ใกล้เคียงกันอย่างยิ่งกับประติมากรรมกลุ่มประโคนชัยที่กระจายอยู่ในต่างประเทศ

การค้นพบที่ ‘บ้านฝ้าย’ จึงเปรียบเสมือน ‘ตัวต่อ’ ชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่า ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย มีแหล่งกำเนิดแท้จริงอยู่ในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ บนแผ่นดินไทย

61 ปีแห่งการโจรกรรม ประติมากรรมพันปี กลุ่มประโคนชัย คืนมาตุภูมิ ดักกลาส แลตช์ฟอร์ด และ เอมมา ซี. บังเกอร์

ประกอบกับข้อมูลจากต่างประเทศเริ่มปรากฏผ่านบทความวิชาการ โดยสองบุคคลผู้มีบทบาทคือ เอมมา ซี. บังเกอร์ และ ดักกลาส แลตช์ฟอร์ด (Douglas Latchford) ทั้งสองได้รับการยกย่องในฐานะนักวิชาการและผู้สนับสนุนศิลปะเอเชีย

พ.ศ.2545 เอมมา ซี. บังเกอร์ ตีพิมพ์บทความชิ้นใหม่ เรื่อง The Prakhon Chai Story: Facts and Fiction (เรื่องราวของประโคนชัย: ข้อเท็จจริงและนิยาย) ในนิตยสาร Arts of Asia โดยระบุเป็นครั้งแรกว่าแหล่งที่พบประติมากรรมกลุ่มนี้คือ ปราสาทเขาปลายบัด 2 ไม่ใช่ปราสาทลมธมตามความเข้าใจเดิม

ข้อเสนอนี้ได้รับการย้ำอีกครั้งในหนังสือ Khmer Bronzes: New Interpretations of the Past ซึ่งเธอเขียนร่วมกับ ดักกลาส แลตช์ฟอร์ด พ่อค้าโบราณวัตถุรายใหญ่ ผู้ครอบครองและส่งต่อประติมากรรมประโคนชัยไปยังพิพิธภัณฑ์ชั้นนำในต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การสืบสวนของ HSI ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงที่แตกต่างออกไป ทั้งการสร้างที่มาของโบราณวัตถุให้คลุมเครือผ่านงานวิชาการ และการลักลอบนำประติมากรรมออกจากพื้นที่ปราสาทเขาปลายบัดและบริเวณใกล้เคียง ก่อนจัดทำเอกสารส่งออกเท็จเพื่อจำหน่ายในตลาดสินค้าศิลปะสากล

ภาพถ่ายของปราสาทอิฐที่ เอมมา ซี. บังเกอร์ เผยแพร่ตั้งแต่ปีพ.ศ.2514 ได้รับการนำกลับมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลทางโบราณคดี ภูมิประเทศ และคำให้การจากหลายแหล่ง

กระบวนการตรวจสอบดังกล่าว ได้เปลี่ยนสถานะของ ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย จาก ‘โบราณวัตถุลึกลับ’ ที่ปราศจากบริบท ไปสู่การเป็นโบราณวัตถุที่มีความเกี่ยวพันกับคดีอาชญากรรมทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติ

 

ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย

นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย เป็นผลงานศิลปะในวัฒนธรรมทวารวดี-อีสานราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 แตกต่างจากศิลปะเขมรร่วมสมัยที่นิยมสร้างรูปเคารพในศาสนาฮินดู เนื่องจากพบเฉพาะ รูปเคารพในพุทธศาสนา ได้แก่พระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์เท่านั้น

ความแตกต่างนี้ ทำให้นักวิชาการจำนวนมากเชื่อมโยงประติมากรรมกลุ่มนี้กับ ศรีจนาศะ เมืองโบราณที่ปรากฏนามในจารึก ซึ่งเชื่อว่ามีศูนย์กลางอยู่ ลุ่มแม่น้ำมูลและที่ราบสูงโคราช
ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย จำแนกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • พระพุทธรูปยืนแสดงปางวิตรรกะมุทรา แสดงการจีบนิ้วเป็นสัญลักษณ์ของธรรมจักรด้วยสองพระหัตถ์ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่พัฒนาขึ้นในศิลปะทวารวดี และบางครั้งตีความว่าเป็นปางเสด็จลงจากดาวดึงส์
  • พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ปรากฏทั้งแบบสองกร สี่กร และแปดกร อยู่ในท่ายืนอภังค์ แต่งกายแบบนักบวช มีพระธยานิพุทธอมิตาภะประดับมวยผม
  • พระโพธิสัตว์ไมเตรยะ ทั่วไปเป็นแบบสองกร ลักษณะคล้ายอวโลกิเตศวร แต่มีสัญลักษณ์สำคัญคือรูปสถูปหรือเจดีย์องค์เล็กประดับมวยผม

การพบพระพุทธรูปพร้อมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและไมเตรยะ สะท้อนคติการสร้างรูปเคารพ 3 องค์ตาม คติพุทธศาสนา ประกอบด้วยพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ขนาบข้างด้วยพระโพธิสัตว์ทั้งสององค์

คตินี้พบได้ใน พระพิมพ์ศิลปะทวารวดี และใน ภาพสลักจากถ้ำถมอรัตน์ จังหวัดเพชรบูรณ์ พื้นที่ใกล้เคียงกับที่ราบสูงโคราช

61 ปีแห่งการโจรกรรม ประติมากรรมพันปี กลุ่มประโคนชัย คืนมาตุภูมิ

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ กล่าวถึงความสำเร็จของการติดตามโบราณวัตถุกลับคืนสู่ไทย

นางสาว ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การได้รับมอบโบราณวัตถุประโคนชัยกลับคืนมาในครั้งนี้ มีความสำคัญยิ่งต่อคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่ประเมินค่ามิได้ โบราณวัตถุเหล่านี้เป็นหลักฐานสำคัญที่บอกเล่าถึงความรุ่งเรืองของชุมชนโบราณในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ที่ช่วยยืนยันถึงการมีอยู่ของเมือง “ศรีจนาศะ” เมืองโบราณที่มีศูนย์กลางอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำมูลและที่ราบสูงโคราช

โบราณวัตถุเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของความศรัทธาในพุทธศาสนา และเป็นหลักฐานของภูมิปัญญาด้านโลหกรรมขั้นสูงของผู้คนบนผืนแผ่นดินไทย

การติดตามประติมากรรมสำริดกลับคืนมาครั้งนี้ได้สำเร็จ เป็นความร่วมมือของคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศ กรมศิลปากร กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา ที่ร่วมกันทำงานอย่างเข้มแข็งมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2561 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการปกป้องมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ

“ต้องขอขอบคุณพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ซานฟรานซิสโก ที่ให้ความร่วมมือในการส่งคืนมรดกสำคัญครั้งนี้แก่ประเทศไทย และหวังว่าความสำเร็จในวันนี้ จะเป็นนิมิตหมายอันดีในการติดตามโบราณวัตถุรายการอื่น ๆ กลับคืนสู่ประเทศไทยในอนาคต เพื่อรักษาไว้เป็นมรดกที่แสดงถึงรากวัฒนธรรมของผู้คนบนแผ่นดินไทย และส่งต่อเป็นความรู้แก่ลูกหลานสืบไป” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าว

61 ปีแห่งการโจรกรรม ประติมากรรมพันปี กลุ่มประโคนชัย คืนมาตุภูมิ พนมบุตร จันทรโชติ กล่าวถึงการรับมอบประติมากรรมกลุ่มประโคนชัยคืนจากสหรัฐฯ

ขณะที่นาย พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ได้มอบหมายให้นางสาวนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เดินทางไปรับมอบโบราณวัตถุทั้ง 4 รายการ และดำเนินการด้านการขนส่งโบราณวัตถุร่วมกับสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ซึ่งได้ส่งกลับถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568

จากนั้นได้มอบหมายผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญและภัณฑารักษ์ ร่วมกันตรวจพิสูจน์ พบว่า ประติมากรรมสำริดทั้ง 4 รายการ เป็นโบราณวัตถุสมัยลพบุรี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 หรือประมาณ 1,200 ปีที่แล้ว ด้วยมีองค์ประกอบโลหะและรูปแบบศิลปกรรม สอดคล้องกับประติมากรรมพระโพธิสัตว์ พระพุทธรูปที่พบจากจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

“โบราณวัตถุที่กรมศิลปากรรับมอบกลับคืนมาในครั้งนี้ ถือเป็นหลักฐานสำคัญของชุมชนโบราณในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เมื่อประมาณ 1,200 ปีที่แล้ว และเป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นสำคัญของคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทยที่จะได้ดำเนินงานติดตามโบราณวัตถุอีกหลายรายการต่อไป” นายพนมบุตรกล่าว

61 ปีแห่งการโจรกรรม ประติมากรรมพันปี กลุ่มประโคนชัย คืนมาตุภูมิ ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัยที่ได้รับคืนจากสหรัฐฯ

61 ปีแห่งการโจรกรรม ประติมากรรมพันปี กลุ่มประโคนชัย คืนมาตุภูมิ ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัยที่ได้รับคืนจากสหรัฐฯ : พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร (ขนาด 94 เซนติเมตร) มีพระธยานิพุทธอมิตาภะประดับมวยผม


61 ปีแห่งการโจรกรรม ประติมากรรมพันปี กลุ่มประโคนชัย คืนมาตุภูมิ

ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัยที่ได้รับคืนจากสหรัฐฯ : พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร ขนาด 69.9 เซนติเมตร มีพระธยานิพุทธอมิตาภะประดับมวยผม

61 ปีแห่งการโจรกรรม ประติมากรรมพันปี กลุ่มประโคนชัย คืนมาตุภูมิ ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัยที่ได้รับคืนจากสหรัฐฯ : พระโพธิสัตว์ ขนาด 22.9 เซนติเมตร

61 ปีแห่งการโจรกรรม ประติมากรรมพันปี กลุ่มประโคนชัย คืนมาตุภูมิ ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัยที่ได้รับคืนจากสหรัฐฯ : พระพุทธรูปยืน ขนาด 21.6 เซนติเมตร
 

ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย เป็นโบราณวัตถุที่โดดเด่นทั้งด้านเทคนิคโลหกรรม รูปแบบศิลปะ และคติความเชื่อ การนำประติมากรรมกลุ่มนี้กลับสู่ประเทศไทย ย่อมช่วยส่งเสริมการศึกษามรดกวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถ เข้าชมโบราณวัตถุประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย ทั้ง 4 รายการที่ได้รับการส่งคืนจากสหรัฐฯ  ได้ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2569 ณ ห้องศิลปะลพบุรี อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เปิดวันพุธถึงวันอาทิตย์ เวลา 08.00 - 16.00 น. (ปิดวันจันทร์และวันอังคาร) โทร.0 2224 1402

  • อ้างอิง-ภาพ : กรมศิลปากร