วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘พรรคการเมือง’ ประชันนโยบายท่องเที่ยวไทยสู้ศึกเลือกตั้ง 69 ลุยพัฒนาแมนเมด-เพิ่มใช้จ่ายทัวริสต์-ล้างทุนเทา

‘พรรคการเมือง’ ประชันนโยบายท่องเที่ยวไทยสู้ศึกเลือกตั้ง 69 ลุยพัฒนาแมนเมด-เพิ่มใช้จ่ายทัวริสต์-ล้างทุนเทา

“ภาคการท่องเที่ยว” เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญทางเศรษฐกิจที่เคยสร้างรายได้รวม “3 ล้านล้านบาท” เมื่อปี 2562 ก่อนโควิดระบาด คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 20% ของจีดีพี ทว่าในปี 2568 ต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรงและปัจจัยท้าทายทั้งภัยพิบัติ ภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย ส่งผลให้รายได้รวมการท่องเที่ยวหดตัวอยู่ที่ 2.7 ล้านล้านบาท คิดเป็น 14% ของจีดีพี จากฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.97 ล้านคน ติดลบ 7.23% และนักท่องเที่ยวไทย 202 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2.7% ตามการรายงานล่าสุดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และทีมเศรษฐกิจจากพรรคประชาชน ฉายภาพว่า ที่ผ่านมารัฐบาลหลายชุดมักจะพูดว่าให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว แต่ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างจริงจัง ในมุม “พรรคประชาชน” มองว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 ด้าน ได้แก่ 

1.นักท่องเที่ยวขาดแรงจูงใจในการกลับมาเที่ยวซ้ำ โจทย์ของประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวระยะยาว ต้องทำให้คนหลงรักและอยากกลับมาเที่ยวซ้ำ แต่พอไปถามนักท่องเที่ยว เช่น ชาวจีน แล้ว เขาบอกว่าเมื่อ 5-10 ปีก่อนมีโอกาสมาเที่ยวไทย กลับมาอีกครั้งในวันนี้ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง ต่างจากประเทศญี่ปุ่น ในมุมคนไทยมองว่าไปเที่ยวได้ทั้งปี ไปเที่ยวซ้ำได้หลายเมือง ไม่ใช่แค่โตเกียว

2.นักท่องเที่ยวกระจุกตัว เม็ดเงินไม่กระจาย ปัจจุบันรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 70% กระจุกตัวแค่ 5 จังหวัดหลัก นอกจากนี้ยังกระจุกในเชิงฤดูกาลด้วย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางช่วงไฮซีซัน เมื่อพึ่งพาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเป็นหลัก ทำให้ได้รับผลกระทบสูงจากฤดูกาลท่องเที่ยว 

3.ทุนเทาและทุนนอมินีต่างชาติ แย่งชิงส่วนแบ่งจากผู้ประกอบการท้องถิ่น ทำให้เม็ดเงินจำนวนมากไม่ไปตกกับคนไทยอย่างทั่วถึง ทั้งที่ ททท. โปรโมตดึงนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

และ 4.งบประมาณ “หนักหน้าบ้าน เบาหลังบ้าน” รัฐทุ่มงบประมาณไปกับงานหน้าบ้านอย่างการโฆษณาถึง 78% แต่ละเลย “งานหลังบ้าน” ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง และแหล่งท่องเที่ยว

‘พรรคการเมือง’ ประชันนโยบายท่องเที่ยวไทยสู้ศึกเลือกตั้ง 69 ลุยพัฒนาแมนเมด-เพิ่มใช้จ่ายทัวริสต์-ล้างทุนเทา

สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล

ลงทุนสร้างแหล่งท่องเที่ยวแมนเมด

ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของนโยบาย 5 ด้านหลักที่พรรคประชาชนพร้อมดำเนินการเมื่อเป็นรัฐบาล ดังนี้

1.การลงทุนสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made Destination) เพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวซ้ำ ลดการพึ่งพาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติน้อยลง ไม่กระจุกตัวในเชิงฤดูกาล กระจายเที่ยวได้ตลอดปี โดยที่ผ่านมารัฐบาลส่วนใหญ่เน้นใช้งบประมาณการท่องเที่ยวในเชิงหน้าบ้าน ยังไม่ค่อยทำหลังบ้าน จึงเตรียมนโยบายลงทุนสร้างแหล่งท่องเที่ยวแมนเมดทั้งขนาดใหญ่และเล็ก

สำหรับแมนเมดขนาดใหญ่ รัฐบาลจะลงทุนขั้นต่ำ 1,000 ล้านบาทต่อแห่ง ให้ได้อย่างน้อย 5-10 แห่งทั่วประเทศ ดูตามความคุ้มค่า ไม่จำกัดว่าเป็นเมืองหลักหรือเมืองรอง ใช้งบลงทุนรวม 5,000-10,000 ล้านบาท ตั้งเป้าดำเนินการให้ได้อย่างน้อย 5 แห่งภายใน 4 ปี

ส่วนแมนเมดขนาดเล็ก จะปักหมุดในเมืองรองอย่างน้อย 25 จังหวัด ต้องมีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ภายใน 4 ปี โดยเตรียมงบประมาณไว้ 200 ล้านบาทต่อ 1 เมืองรอง อาจดำเนินการผ่านรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) หรือให้ท้องถิ่นใช้งบประมาณสมทบร่วมด้วย เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของร่วมกัน ตอบโจทย์การดูแลระยะยาว

“บ้านเรามีงบการตลาดประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อปีที่ ททท.จะต้องนำไปโปรโมตท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นการลงทุนเฉพาะหน้าบ้านอย่างเดียว ถ้าพูดตามตรงส่วนใหญ่เป็นอีเวนต์ ซึ่งเป็นเรื่องดี มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แต่ถามว่ายั่งยืนหรือไม่ เอาไปใช้อย่างอื่นด้วยดีไหม น่าจะมีทางเลือกที่ดีกว่า อย่างไรก็ตามเราไม่ได้บอกว่าจะตัดงบหน้าบ้าน แต่ต้องจัดสรรอย่างสมดุล ไปเพิ่มงบหลังบ้านให้มากขึ้น”

กวาดล้างทุนเทา-นอมินี

2.การกวาดล้างทุนเทาและนอมินีในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ ด้วยการสร้างระบบแจ้งเรื่องร้องเรียน เชื่อมโยงกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง ตัดวงจรทางการเงิน ตรวจสอบ อายัด สินทรัพย์ของทุนเทา 

3.การพัฒนา Smart Tourism สร้าง Super App แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวแห่งชาติ ให้เป็นศูนย์กลางบริการดิจิทัลที่ดูแลนักท่องเที่ยวแบบครบวงจร ขณะเดียวกันยังมีนโยบายกำกับแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างจริงจัง ตามกฎหมายแข่งขันทางการค้าด้วย 

4.การส่งเสริมท่องเที่ยวตลาดนิชมาร์เก็ต (Niche Market) เช่น ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ ไมซ์ และกลุ่ม LGBTQ เป็นต้น เพื่อเพิ่มการใช้จ่ายต่อคน

และ 5.การปฏิรูปงบประมาณและกฎหมาย  หนึ่งในนั้นคือการจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ” เพื่อนำเงินเข้ากองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายใต้ พ.ร.บ. นโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ คาดการณ์รายได้ปีละ 9,000 ล้านบาท นำไปใช้พัฒนาระบบหลังบ้าน และทำประกันภัยให้นักท่องเที่ยว ลดภาระงบประมาณแผ่นดินในการดูแลเยียวยาอุบัติเหตุ โดยจุดที่ภาคเอกชนกังวลคือเรื่องการบริหารจัดการและความโปร่งใสในการใช้เงินกองทุนฯ ซึ่งพรรคประชาชนจะมีระบบติดตามงบว่านำเงินไปทำอะไรบ้าง ยืนยันว่าภายใน 9-12 เดือนจะทำเรื่องนี้ได้

“นอกจากนี้ ยังมีโครงการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ‘เมืองรองไม่มีโลว์’ สนับสนุน 1,000 บาทต่อคนต่อทริป กระตุ้นให้คนไทยออกไปเที่ยวเมืองรอง หมุนเวียนแหล่งท่องเที่ยวเมืองรองทุกๆ 4 เดือน เพื่อให้เงินท่องเที่ยวกระจายไปเมืองรองมากขึ้น” สิทธิพลกล่าว

 

ดันไทยฮับท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ

จักรพล ตั้งสุทธิธรรม อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และผู้สมัคร ส.ส. เชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า “พรรคเพื่อไทย” มุ่งเน้นการส่งเสริมภาคบริการที่มีมูลค่าสูง รวมถึงธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว โดยมองว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มทั้งค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวต่อคน และจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามามากขึ้น ด้วยการยกระดับองค์ประกอบต่างๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การจัดงานระดับโลก และการพัฒนาทักษะบุคลากร

หากพรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาล มีแผนจะเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ที่ได้ศึกษามาแล้วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่สมัยรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” ซึ่งรวมถึงแผนการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “ฟอร์มูล่าวัน” ในประเทศไทย และการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรอีกครั้ง ซึ่งจะสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่มีสถานที่จัดคอนเสิร์ต งานอีเวนต์ และร้านค้าปลีก นอกจากนี้จะสนับสนุนการจัดงานในท้องถิ่นและดึงดูดงานใหญ่ๆ เพื่อทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจตลอดทั้งปี

ขณะเดียวกัน จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ ด้วยการบูรณาการเทคโนโลยีใหม่และการพัฒนาบุคลากรเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ที่กำลังเติบโต ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง ด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สนามบินใหม่ในเชียงใหม่และภูเก็ต ซึ่งจะหนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน จะถูกผลักดันไปพร้อมกับการยกระดับระบบขนส่งที่เชื่อมต่อเมืองใหญ่และเมืองรอง

‘พรรคการเมือง’ ประชันนโยบายท่องเที่ยวไทยสู้ศึกเลือกตั้ง 69 ลุยพัฒนาแมนเมด-เพิ่มใช้จ่ายทัวริสต์-ล้างทุนเทา

จักรพล ตั้งสุทธิธรรม

 

ผนึกพลังรัฐ-เอกชนยกระดับท่องเที่ยวไทย

ก่อนหน้านี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “ภาคการท่องเที่ยว” ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เห็นชัดจากช่วงโควิดระบาด เมื่อภาคการท่องเที่ยวเจอปัญหา เศรษฐกิจไทยก็เดือดร้อนไปด้วย แม้คาดกันว่าภาคท่องเที่ยวไทยจะฟื้นตัวได้เร็วหลังโควิด แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวและรายได้ในปัจจุบันกลับยังไม่กลับสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤติเมื่อปี 2562 ที่เคยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเฉียด 40 ล้านคน

โดย “พรรคประชาธิปัตย์” มองว่าภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเพื่อยกระดับภาคการท่องเที่ยวไทย ดังนี้ 1.การกระจายความหลากหลายของตลาด ด้วยการส่งเสริมให้ตลาดท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ (กรุ๊ปทัวร์) ปรับตัวรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยน ประกอบกับสถานการณ์ตลาดหลักอย่าง“นักท่องเที่ยวจีน”​ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภาพลักษณ์ความปลอดภัย จำเป็นต้องส่งเสริมความหลากหลายที่มาของตลาด

2.การสนับสนุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ด้านการใช้จ่ายเพื่อลดต้นทุนการลงทุนด้านความยั่งยืน ให้สอดรับกับเทรนด์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่แสวงหาการท่องเที่ยวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 3.การเพิ่มพูนทักษะ ยกระดับมาตรฐานอาชีพคนท่องเที่ยว บูรณาการนำเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ 4.ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมโยงทุกระบบ เพื่อต่อยอดการท่องเที่ยวเมืองรอง กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และ 5.อุดช่องว่างการทำตลาดท่องเที่ยวไทย มุ่งขยายฐานการโปรโมตผ่านอินฟลูเอนเซอร์ชาวต่างชาติ สร้างพลังการดึงดูดนักท่องเที่ยว

‘พรรคการเมือง’ ประชันนโยบายท่องเที่ยวไทยสู้ศึกเลือกตั้ง 69 ลุยพัฒนาแมนเมด-เพิ่มใช้จ่ายทัวริสต์-ล้างทุนเทา

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ