‘ส้ม’ กลืนเลือด Compromise ส่งสัญญาณ ‘อีลีต’ ขอตั้งรัฐบาล?

พรรคประชาชน ใช้ยุทธศาสตร์ประนีประนอมครั้งใหญ่ (Grand Compromise) ปรับจุดยืนในประเด็นอ่อนไหว ดึงเทคโนแครตร่วมทีม ส่งสัญญาณถึงฝ่ายจารีต พร้อมที่จัดตั้งรัฐบาล
KEY
POINTS
- พรรคประชาชน (ก๊กส้ม) กำลังใช้ยุทธศาสตร์ประนีประนอมครั้งใหญ่ (Grand Compromise) โดยปรับจุดยืนในประเด็นอ่อนไหวและดึงเทคโนแครตเข้าร่วมทีม เพื่อส่งสัญญาณถึงฝ่ายจารีตว่าพร้อมที่จะจัดตั้งรัฐบาล
- บทความตั้งข้อสังเกตถึง "ดีลลับ" ที่ "ก๊กส้ม" อาจกำลังเจรจากับกลุ่ม "อีลีต" เพื่อขอโอกาสในการเป็นรัฐบาล แลกกับการลดทอนอุดมการณ์ที่แข็งกร้าวลง
- การเปลี่ยนแปลงท่าทีของพรรคทำให้เกิดความขัดแย้งและความกังขาในหมู่ผู้สนับสนุน (ด้อมส้ม) บางส่วน ที่มองว่าพรรคกำลังสูญเสียจุดยืนและอุดมการณ์ดั้งเดิม
- การเดินเกมครั้งนี้เปรียบเสมือนการ "กลืนเลือด" และเป็นเดิมพันครั้งสำคัญ หากไม่ประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาล อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและฐานเสียงของพรรคในระยะยาว
เปิดตัวกันไปครบถ้วนแล้วตั้งแต่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา สำหรับ “ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน” แบ่งออกเป็น 1 ผู้นำคือ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และมีแกนนำพรรคเป็นแคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี 4 ด้าน คือ ด้านการปฏิรูปรัฐ ด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ ด้านเศรษฐกิจ และด้านคุณภาพชีวิต
รวมทั้งทีม 40 คน ในจำนวนนี้ ที่มีไม่น้อย คือบรรดา “นักวิชาการ-เทคโนแครต” มาช่วยทำงานสนับสนุน “พรรคส้ม”
ประเด็นที่น่าสนใจ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พรรคประชาชน ยานพาหนะคันที่ 3 ของ “ก๊กส้ม” กำลังสั่นคลอน นับตั้งแต่ทยอยเปิดตัวผู้สมัคร สส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์ ไล่เรียงมาถึงเปิดตัวแคนดิเดตรัฐมนตรีของพรรค หากได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาล เพราะมีหลายคนถูก“ด้อมส้ม” ออกอาการ “ยี้” ทั้งเรื่องความบาดหมางทางความคิดกับ “บางปีก” ในพรรค หรือภูมิหลังที่เคยรับใช้ “ระบอบประยุทธ์” ก็ตาม แต่ปชน.ก็ไม่แยแส ยังเดินหน้าหาเสียง ปูทางหวังจัดตั้ง “รัฐบาลพรรคเดียว”ต่อ
แม้ว่า “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. รวมถึงแกนนำคนสำคัญในพรรค จะยืนกรานข้อเท็จจริง 3 ประเด็น ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตอนนี้
1.พรรคไม่มีนโยบายแก้มาตรา 112 เนื่องจากติดเดดล็อกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
2.พรรคไม่ได้ด้อยค่าทหาร แต่สนับสนุนทหารตามสถานการณ์ที่จำเป็น พร้อมยกตัวอย่าง หนุนให้ซื้อเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน” ไปปูพรมทิ้งระเบิดใส่กัมพูชา
3.การโหวตเลือก ปชน.ครั้งนี้ คือการหนุน “เท้ง ณัฐพงษ์” เป็นนายกฯ ยืนยันไม่โหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ อีกแล้ว
ถึงขนาด “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ต้องออกหน้าขอโทษวาทกรรม“ทหารมีไว้ทำไม” ส่งผลให้บรรดา “ด้อมส้ม” บางคน ต่างกังขากับ “จุดยืน” หลายอย่างของพรรค โดยเฉพาะเรื่อง มาตรา 112 และขวางกระแส “ชาตินิยม” ที่เคยเป็น “จุดแข็งสำคัญ” เมื่อครั้งยุคพรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล ทว่าในยุค ปชน.กลับยอม “รอมชอม” 2 เรื่องนี้
แม้แต่อดีต สส.บางคน หรืออดีตแฟนคลับบางกลุ่ม ถึงกับตั้งคำถามว่า“จุดยืน” ของพรรค “เปลี่ยนไป”หรือไม่ แต่กลับถูก “แกนนำพรรค” หรือแม้แต่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ วิพากษ์วิจารณ์กลับว่า เป็นพวก “เผาบ้านตัวเอง”
“มีคนเคยอยู่ด้วยกันมาเคยเป็น สส. แต่กลับมาคิดว่า นี่ก็ไม่ได้ โน่นก็ไม่ได้ ไม่ได้ดั่งใจตัวเอง ออกไปเผาบ้านตัวเอง แบบนี้ก็ไม่ไหว ได้เป็นผู้แทนฯ ก็เพราะพรรค ออกไปแล้วเผาเลยเนี่ย ไม่มืออาชีพ” ปิยบุตร ระบุ
คำถามประการสำคัญคือ“ก๊กส้ม” สูญเสียจุดยืนไปจริงหรือไม่ ที่สำคัญเกิด “ดีลลับ” ขึ้นอีกครั้งหรือเปล่า เพราะที่ผ่านมามีข้อเท็จจริงบ่งชี้ว่า “ก๊กส้ม” เคยเปิด “ดีลลับ” มาแล้วหลายครั้ง หากนับกรณีที่“ยอมรับ”อย่างเป็นทางการ คือ การเจรจาระหว่าง “ธนาธร-ทักษิณ” ที่ฮ่องกง ก่อนจัดตั้งรัฐบาลปี 2566
ล่าสุด มีกระแสข่าวว่า “ก๊กส้ม” ทิ้งไพ่ตาย เปิดดีลลับ(อีกครั้ง) รอมชอมกับ “ฝ่ายจารีต” เพื่อขอโอกาส “จัดตั้งรัฐบาล” ผ่าน“คีย์แมนส้ม”คนสำคัญ ที่เดินเกมมาตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่
สำหรับ “ก๊กส้ม” ที่ผ่านมา เคยมี “4 ดีลลับ” สำคัญในการเมืองไทย ได้แก่
1.ว่ากันว่า ช่วงก่อน“ยุบพรรคอนาคตใหม่” ช่วงต้นปี 2563 มี “2 คีย์แมน” ต่อสายดีลไปยัง “บิ๊กทหาร” ที่คุมกำลังพลจำนวนมาก เพื่อขอเจรจา และอธิบายถึงสถานะของพรรคอนาคตใหม่ ภายหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “ซ้ายจัดดัดจริต”
โดยมีเสียงเล่าอ้าง ราวภาพยนตร์แอ็กชั่นว่า ในช่วงขั้นตอนการพาตัว 2 คีย์แมนส้มไปนั้น ถึงกับต้อง “ปิดตา” พาขึ้นรถ ขับวกวนจนจับทางไม่ได้ ก่อนไปโผล่ในห้องรับรอง เพื่อเจรจากัน แต่ท้ายที่สุด “ปิดดีล” ไม่สำเร็จ หลังจากนั้นไม่นาน พรรคอนาคตใหม่ก็ถูกยุบไป
2.ภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 ที่ “ก้าวไกล” ชนะเป็นอันดับ 1 ตามประเพณีระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา มีสิทธิ “รวมเสียง” เพื่อจัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น “ก๊กส้ม” พ่ายเหลี่ยมการเมือง ด้วยชนักสำคัญในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญปี 2560 เปิดช่องให้ 250 สว.เดิม ยังมีสิทธิร่วมโหวตอยู่ ส่งผลให้ “เพื่อไทย” เดินหน้า“ปฏิญญาช็อคมินต์” จัดตั้งรัฐบาลเอง
ในช่วงเวลานั้น มีกระแสข่าวหนาหูว่า “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ดีลผ่าน “สุภาพสตรีหลังม่าน” บินไปพบ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ และผู้นำทางจิตวิญญาณ“ค่ายแดง” ถึงฮ่องกง เพื่อเจรจาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล แต่ด้วย“เงื่อนไข” ณ เวลานั้น ทำให้ “ทักษิณ” ต้อง “เซย์ โน” หลังจากนั้นไม่นาน “เพื่อไทย” ก็รวมเสียง “ฝ่ายอนุรักษนิยม” จัดตั้งรัฐบาลเอง และ “ทักษิณ” จึงเดินทางกลับไทย จนเกิดเหตุการณ์ “ชั้น 14” และส่งผลให้ตัวเขาต้องกลับเข้าเรือนจำอย่างทุกวันนี้
เบื้องต้นเรื่องนี้ ไม่ได้รับการยืนยันจากแกนนำพรรคส้ม แต่หลังเก็บงำความลับมานานหลายเดือน ในที่สุด “ธนาธร” ก็เปิดปากยอมรับข้อเท็จจริงว่า มีการบินไปพบ “ทักษิณ” ถึง “ฮ่องกง”จริง แต่ไม่ใช่เพื่อเจรจาการจัดตั้งรัฐบาล เป็นการพบปะพูดคุยกับนักการเมืองทั่วไปเท่านั้น นัยสำคัญเพื่อ “หลบเลี่ยง” มิให้เข้าช่อง “ครอบงำพรรค” ตามกฎหมายพรรคการเมือง
3.ดีล “ส้ม-น้ำเงิน” ดัน “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เถลิงอำนาจนายกฯคนที่ 32 เหตุผลสำคัญคือ แลกกับการให้โน้มน้าว “สว.สีน้ำเงิน”โหวตผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้มีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นี่คือสาเหตุที่แท้จริงทำให้เกิด“ดีล” ดังกล่าวขึ้น มิใช่เรื่องการเลือกใคร หรือเชื่อใจใคร ตามที่หลายคนกล่าวอ้าง
โดยดีลนี้ ว่ากันว่า หารือกันมาหลายเดือน ก่อนเกิดสุญญากาศการเมือง หลัง “แพทองธาร ชินวัตร” พ้นเก้าอี้นายกฯ จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ท่าทีของ “ก๊กส้ม” ที่อ้างว่า เปิดทางให้ 2 พรรคใหญ่เข้ามาเจรจาเพื่อหาเงื่อนไขลงตัวก่อนโหวตนายกฯ คนใหม่นั้น ถูกวิจารณ์ว่าเป็นแค่ “ปาหี่การเมือง” เท่านั้น
4.ดีลล่าสุด นับตั้งแต่เดือน ก.ย.2568 ที่ผ่านมา หลัง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หล่นวาทกรรม “Grand Compromise” หรือ “การประนีประนอมครั้งใหญ่” เพื่อหวังหา “จุดกึ่งกลาง” ระหว่าง “ภาคประชาชน” และ “ฝ่ายจารีต” ให้การเมืองไทยเดินไปข้างหน้า ก้าวข้ามความขัดแย้งกว่า 20 ปีที่ผ่านมา
นับตั้งแต่ช่วงเวลานั้นมีเสียงเล่าอ้างว่า 1 ใน “คีย์แมนส้ม” ที่เคยไปดีลกับ “ขุนทหาร” ก่อนยุบพรรคอนาคตใหม่ เริ่มเดินสาย “ทางลับ” อีกครั้ง เปิดดีล “ฝ่ายอีลีต-กุนซืออนุรักษนิยม” ผ่าน “คอนเนกชันทางวิชาการ” ซึ่งมีบางคนเป็น “นักคิดระดับอ๋อง” ร่วมกันล้อมวงคุย
คีย์แมนรายนี้อธิบายฉากทัศน์ทางการเมืองของพรรค ปชน.หากได้จัดตั้งรัฐบาล ว่ากันว่าบางวง ปรากฏภาพ “ศาสดาส้ม” ไปร่วมวงด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจว่า “ก๊กส้ม” จะ “ไม่ทะลุเพดาน” เหมือนที่เคยเกิดขึ้นอีก โดยขอแค่เพียงเปิดโอกาสให้ ปชน.ได้ “จัดตั้งรัฐบาล” หลังการเลือกตั้งครั้งนี้
ปรากฏการณ์ Grand Compromise ที่เปิดตัว “ทีมงานบริหาร” ดังกล่าว ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการก้าวเดินของ ปชน. เพราะเป็นเหมือนการ “ส่งสัญญาณ” ไปยัง “รัฐพันลึก” ว่า “ก๊กส้ม” ไม่มีพิษมีภัยกับ “ระบอบการปกครอง” ลดทอนอุดมการณ์ร้อนแรงลงจากสมัยอนาคตใหม่-ก้าวไกล
โดยการเปิดตัว “ผู้สมัคร สส.-แคนดิเดตรัฐมนตรี” ของพรรค ปชน.ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มาจากสาย “เทคโนแครต-อดีตบิ๊กเนมราชการ” บางคนมีเบื้องหลังเคยรับใช้ “ระบอบเก่า” แม้จะโดนวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็ไม่ฟังคำทัดทาน แค่ชี้แจงผ่านเอกสาร และเดินหน้าเปิดตัวต่อ
เรื่องนี้ อาจถูกตั้งข้อสังเกตได้จากการให้สัมภาษณ์ของ “ปิยบุตร” เมื่อ 7 ม.ค.2569 ที่ผ่านมาว่า ไม่ได้บอกว่าพรรคเป็นคัมภีร์ไบเบิ้ลเหมือนตน ธนาธร หรือชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ทั้งหมดมันก็ไม่ได้ พรรคก็มีชีวิตของเขา
เคยพูดหลายรายการว่า พรรคนี้มี 3 ช่วงชีวิต ตอนนี้ถึงชีวิตที่ 3 แล้ว บริบทก็เปลี่ยน ชีวิตมันเปลี่ยน สถานการณ์มันเปลี่ยน พอชีวิตเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน วิธีการเดินก็เปลี่ยน แต่หลักใหญ่ใจความ Core Value (ค่านิยมหลัก) ของพรรค วิธีคิดก็ยังเหมือนเดิม
“3 ชีวิตคืออะไร ช่วงแรกเราตั้งมาเพื่อสู้กับ พล.อ.ประยุทธ์ (จันทร์โอชา) ต้องดึงพลังของคนออกมาจำนวนมาก ทั้งคนที่ไม่เคยสนใจการเมืองเลย หรือคนสารพัดสีมารวมพลังกัน ดังนั้นออกลักษณะที่อาจจะดูปลุกเร้า พอมารอบ 2 มันต่อเนื่องจากสถานการณ์การชุมนุม แล้วต้องการสกัดไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ สืบทอดอำนาจอีก มาถึงช่วงที่ 3 จะเป็นรัฐบาลแล้ว คุณต้องใช้การเลือกตั้งให้จบ แล้วต้องเป็นรัฐบาล ต้องเดินอีกแบบหนึ่ง” ปิยบุตร กล่าว
การเดินเกมครั้งนี้ของ “ก๊กส้ม” เปรียบเสมือนการ “เดิมพันสุดท้าย” เพราะพรรคส้ม ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว หนนี้ คือหนที่ 3 หากยังไม่สำเร็จเป็นรูปธรรม ไม่ได้เป็นขั้วรัฐบาล เดินหน้าสร้างผลงานอย่างที่ประกาศ อาจเปลี่ยนสถานะเป็น“พรรคการเมืองเก่า” และส่งผลสำคัญต่อฐานคะแนนเสียงในการเลือกตั้งในอนาคต แม้ต้องยอม“กลืนเลือด” ซ่อนอุดมการณ์ เจตนารมณ์ที่แท้จริงเอาไว้ จนสูญเสีย “สหาย-พันธมิตร” ไปหลายคนก็ตาม
บทสรุปสุดท้าย การเดินหมากเกมนี้ของ“ก๊กส้ม” จะประสบความสำเร็จ รอมชอม“อีลีต” จัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งได้หรือไม่ ต้องรอดูผลหลัง 8 ก.พ.นี้







