“ปักหมุด หยุดสูบ” บุหรี่ เลิกได้จริง ด้วยคนข้างกาย

“ปักหมุด หยุดสูบ”  บุหรี่ เลิกได้จริง ด้วยคนข้างกาย

 

ว่ากันว่า การเลิกบุหรี่อยู่ที่ใจ อยู่ที่ว่าเราจะใช้วิธีไหน

ดังนั้น ใกลัช่วงปีใหม่ที่จะถึงนี้ เป็นอีกช่วงเวลาดีๆ ที่อยากเชิญชวนคนที่อยากทำสิ่งดีๆ ให้ตัวเองและครอบครัว ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง กับอีกหนึ่งมิชชันฝันใหญ่ในชีวิต ที่สามารถเป็นไปได้จริง

มาฟังคนต้นเรื่องที่เคยผ่านประสบการณ์ “ลด ละ เลิกบุหรี่” มาแล้ว เปิดเผยความในเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ชวน ช่วย เลิกบุหรี่” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการจัดความรู้และสื่อสารการขับเคลื่อนงานตามพันธกิจชวนและช่วยเลิกบุหรี่” จัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา  ที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ

“ปักหมุด หยุดสูบ”  บุหรี่ เลิกได้จริง ด้วยคนข้างกาย

เริ่มกันที่ ร้อยโท นพนนท์ ศรีอิ่ม บุคคลต้นแบบเลิกบุหรี่ จ.ราชบุรี กล่าวถึงแรงจูงใจในการเลิกบุหรี่ หลังจากสูบมานานกว่า 40 ปี ว่า มีปัญหาเรื่องสุขภาพและต้องการลดค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย จากการที่ต้องซื้อบุหรี่วันละ 200 บาท หลังใช้ระยะเวลาถึง 4 เดือนก็สามารถเลิกได้

“หลังเลิกสูบร่างกายแข็งแรงขึ้น อาการเจ็บหน้าอกหายไป หน้าตาสดใส ไม่หมองคล้ำ” เขาบอกผลลัพธ์ที่ได้หลังเลิกสูบ อีกทั้ง ขณะนี้ได้ขยายผลการชวน ช่วยเลิกบุหรี่ ไปยังกลุ่มเด็กและเยาวชน เพื่อเป็นการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ โดยทำหน้าที่เข้าไปให้ความรู้ บรรยายถึงพิษภัยของบุหรี่ในวิทยาลัยเทคนิค เน้นย้ำให้ทราบว่า บุหรี่เป็นที่มาของปัญหายาเสพติดทั้งหมด ดังนั้นหากยุติรสูบบุหรี่ได้ ลูกหลานเราก็จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

“นอกจากสุขภาพดีแล้ว ยังไม่เปลืองเงิน ทุกวันนี้ผมเอาค่าบุหรี่มาเป็นค่าหอพักให้ลูกเรียนปริญญาตรี ประหยัดได้อีกเยอะ”

อย่างไรก็ดี เพราะการเลิกบุหรี่นั้นไม่ง่าย จึงทำคนเดียวลำพังไมได้ อาจต้องมีตัวช่วย แต่สิ่งแรกสุดคือคนที่คิดจะเลิก ต้องตั้งใจที่จะเลิกด้วยตัวเองก่อน จากนั้นมองหาตัวช่วย เช่น ผลไม้ ยาช่วยเลิก หรือสมุนไพร ซึ่งจะทำให้ยิ่งช่วยได้ผลสำเร็จมากขึ้น

แต่หากนักสูบรายใดทำคนเดียวไม่สำเร็จ ก็ไม่ต้องท้อถอยไป หากแต่ควรต้องหาคนให้กำลังใจหรือหาทีมมาช่วยให้ภารกิจนี้ลุล่วง

“ปักหมุด หยุดสูบ”  บุหรี่ เลิกได้จริง ด้วยคนข้างกาย

เลิกบุหรี่ด้วยกระดาษแผ่นเดียว

ชวน ช่วย เลิกบุหรี่ ได้ผลจริงหรือไม่ มาฟังเรื่องราวความสำเร็จจากคนพื้นที่อย่าง อำนวย สุทัตโต อสม. รพ.สต.บ้านใหม่ จ.ปทุมธานี เล่าถึงการทำงานเชิงรุกของ อสม.ที่ทำหน้าที่ “ชวน” ให้คนในชุมชนหลายคนเปลี่ยนใจเป็นคนเอาใจออกห่างบุหรี่ได้

“ที่มาเริ่มจากน้ำท่วมปี 2554 หลัง อสม.ลงพื้นที่ พบปัญหาผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุติดบุหรี่ เราอยากทำให้เขาเลิก แต่ไปบอกเขา ผลลัพธ์ที่ได้คือถูกด่ากลับมา จึงกลับมาประชุมกันว่า ก่อนจะทำอะไรเราควรเป็นต้นแบบเอง จึงเริ่มจากครอบครัว อสม. ที่อาสาเลิกบุหรี่”

โดยทีมงานให้แต่ละครอบครัวคิดสโลแกนเขียนบนกระดาษเปล่าติดไว้ที่บ้าน เช่น “เลิกบุหรี่นะพ่อ ทำร้ายเรา” ส่วนสมาชิกที่เป็น อสม. เป็นผู้ให้ข้อมูลถึงพิษภัยบุหรี่ต่อสุขภาพเสริม

“เราจะไม่เข้าผู้ที่สูบบุหรี่โดยตรง เพราะเคยทำแล้วผลที่ได้มาก็ไม่เลิกสูบ” อำนวยเล่า

เธอยังบอกว่าวิธีใช้คนรอบกายนี้ได้ผลดี จึงขยายผลนำไปใช้กับครอบครัวผู้ป่วยเรื้อรัง โดยมีคุณหมอ รพ.สต. ในพื้นที่เป็นผู้สอบถามและแนะนำหากใครต้องการเลิก ก็จะให้ทางภรรยาหรือครอบครัวมาติดต่อที่ อสม.

“ทุกสิ้นเดือน รพ.สต.และ อสม. ได้เคสคนไข้มาประชุมกันว่าจะให้ใครลงไป โดยเราจะลงไปพร้อมกับครอบครัว เล่าถึงโทษของบุหรี่ คอยให้ข้อมูล จนผู้ที่สูบเองยอมเลิกบุหรี่กับเรา สำหรับใครที่เลิกบุหรี่สำเร็จก็จะมี “หมวกกำลังใจ” ให้ เพื่อแสดงความภูมิใจว่าเขาสามารถเลิกบุหรี่สำเร็จ มอบไปประมาณ 20 ใบแล้ว ผลการทำงานพบว่าวิธีนี้แหละ 90% เลิกได้จริง”

เราเข้าหน่วยทหาร จากโครงการสามล้านสามปีเลิกบุหรี่ทั่วไทย มีคนเข้าร่วมโครงการเยอะมาก พบน้ำยาบ้วนปาก สเปรย์ดอกหญ้าขาว แต่ไม่มีงบ ของหมด จึงดัดแปลงมาเป็นน้ำยาบ้วนปากแทน ให้ผู้ที่สูบอมทันทีหลังทานข้าวเสร็จ อมลูกอมรสเผ็ดจัด จะช่วยลดความอยากบุหรี่

ทำลูกอม เดิมใช้น้ำตาลกวนกับหญ้าหวาน แต่ทีนี้ในกรณีผู้ป่วยโรคเบาหวาน จึงอยากลดน้ำตาล ทางคุณหมอ รพ.สต.คิดนวัตกรรมช่วยเลิกบุหรี่ เป็นลูกอมจากนมผงเด็กและนมข้นหวานเล็กน้อย ผสมเนยกับหญ้าดอกขาว

“ปักหมุด หยุดสูบ”  บุหรี่ เลิกได้จริง ด้วยคนข้างกาย

เปลี่ยนนักสูบรุ่นใหม่ เป็นนักกีฬาอาสาชุมชน

อีกหนึ่งกรณีศึกษาน่าสนใจของชมรมเยาวชนอัลฟารุก จ.นราธิวาส ที่เป็นอีกชุมชนที่ขับเคลื่อนงานชวนช่วยเลิกบุหรี่ โดยเริ่มจากกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ๓ จังหวัดชายแดนใต้

เมื่อสามปีก่อน ฮัสนาน หะยีเจ๊ะเล๊าะ เกิดแรงบันดาลใจ อยากทำสิ่งดีๆ ให้บ้านเกิด จึงจัดตั้งทีมฟุตบอลชมรมเยาวชนอัลฟารุกขึ้นเพื่อเป็นอีกนวัตกรรมที่ช่วยเลิกบุหรี่

“สาเหตุที่จัดตั้งเพราะผมเป็นข้าราชการสาธารณะสุข เราทำงานที่ รพ.สต.เราทำผลงานด้านการเลิกบุหรี่เยอะมากกว่าสามสิบรางวัล แต่พอกลับมาบ้านเกิดเราเอง เรารู้สึกว่าเรายังไม่ได้ทำประโยชน์ให้คนในพื้นที่เราเองเลย รางวัลที่ได้รับมันไม่มีความหมาย เลยเกิดแนวคิดว่าจะใช้เวลาวันหยุดเสาร์อาทิตย์สองวันที่เราว่างจากการทำงานประจำ มาจัดตั้งชมรมเยาวชนอัลฟารุก ซึ่งเราใช้สื่อกีฬา เป็นฟุตบอล เราตั้งเป้าหมายว่าบ้านเราจะมีทีมฟุตบอลที่แข็งแกร่งและที่สำคัญต้องไม่มีใครสูบบุหรี่เลย”

ความแตกต่างของชมรมนี้ แม้ว่าใครเคยสูบบุหรี่มาก่อนไม่ว่า แต่พอเข้าชมรมแล้วต้องเลิกสูบทันที ซึ่งปัจจุบันก็สามารถทำได้จริง เพราะสมาชิกทั้งชมรมไม่มีใครสูบบุหรี่เลย

“เรามีแนวคิดต่อว่า นักฟุตบอลเราไม่ได้แค่เตะบอล แต่ต้องสร้างประโยชน์ให้ชุมชนด้วย เราจึงเอากิจกรรมรณรงค์เลิกบุหรี่มาเป็นกิจกรรมหลัก ผ่านแนวคิด 3ร หนึ่ง คือความรัก รักในบ้านเกิด  สอง ร่วมมือ สาม รับผิดชอบ เป็นการปลูกจิตสำนึกให้ตระหนักร่วมกันว่า เรื่องบุหรี่ไม่ใช่เรื่องของ รพ.สต. หรือ อสม.นะ แต่เป็นปัญหาที่ทุกคนต้องตระหนักร่วมกันและสร้างวัฒนธรรม “โตไปไม่สูบ”

ชมรมแบ่งการทำงานเป็นสามกลุ่ม กลุ่มที่ผ่านการสูบแล้วเลิกสูบ กลุ่มเสี่ยง และการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยใช้คนที่เคยสูบทำหน้าที่เป็นคนชวนเลิก

“เราใช้ระบบลูกหลาน เป็นคนชวนให้สมาชิกครอบครัวหรือคนใกล้ชิดเลิกสูบ พร้อมร่วมมือกับ รพ.สต.และ อสม.จัดตั้งคลีนิคเลิกสูบในพื้นที่ ซึ่งสิ่งที่เราภูมิใจคือในชุมชนขนาด 45 หลังคาเรือนนี้ อัตรานักสูบหน้าใหม่ในพื้นที่เป็นศูนย์ในช่วงสามปีทีผ่านมา เคยสูบหน้าเก่า 72 คน เหลือเป็น 35 คน” เขากล่าว

“ปักหมุด หยุดสูบ”  บุหรี่ เลิกได้จริง ด้วยคนข้างกาย

สระโบสถ์ กับนวัตกรรมตอกเส้นเลิกบุหรี่

ทิพวัลย์ อินทร์จาด อสม. รพ.สระโบสถ์ จ.ลพบุรี ให้ข้อมูลการใช้เครื่องมือจูงใจให้คนเข้าร่วมกระบวนการเลิกบุหรี่ในชุมชนว่า จากประสบการณ์ลงพื้นที่เป็นประจำ พบคนสูบบุหรี่เยอะ

“เราเลยอยากรู้ว่าทำไมเขาถึงสูบจึงถามชาวบ้าน เขาก็ตอบว่าเพราะเครียด เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่ทำการเกษตร มักมีปัญหาเรื่องการทำกิน เช่นทำนาทำไร่แล้วต้นทุนสูงกำไรน้อย ฝนไม่ตกตามฤดูกาล หาเงินส่งลูกเรียน ต้องหากู้ยืมมีหนี้สิน

เราจึงกลับมาคุยกับเพื่อน อสม.ว่า อยากช่วยให้เพื่อนๆ ในชุมชนสุขภาพแข็งแรง เลิกบุหรี่ พอดีเราเองมีความรู้แพทย์แผนไทย เรื่องการนวดก็มองว่าช่วยได้ แต่จะให้เขาไปโรงพยาบาลส่วนใหญ่ไม่อยากไป เราเลยปรึกษาคุณหมอที่คลินิคฟ้าใส ให้เปลี่ยนเป็นช่วงเย็น

ปฏิบัติการเชิงรุกขออาสาสมัครที่มีใจอยากเลิกจริงๆ ซึ่งรุ่นแรกได้มา 33 คน  มารับบริการอาทิตย์ละ 2 ครั้ง จนครบ 15 ครั้ง โดยเริ่มจากตอกเส้นคลายเครียด ปรับสมดุลร่างกาย ทำให้นอนหลับไม่เครียด และยังสอดแทรกการบำบัดเลิกบุหรี่ไปพร้อมกัน

“ปีแรกหลังทำโครงการสรุปมีคนเลิกได้ 25 คน ส่วนอีก 8 คนยังอยู่ในช่วงติดตาม” ทิพวัลย์เล่าด้วยความภูมิใจ

“ปักหมุด หยุดสูบ”  บุหรี่ เลิกได้จริง ด้วยคนข้างกาย

ยาสำคัญที่สุดคือ “ยาใจ”

นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เอ่ยว่า จากประสบการณ์ทำงาน ของ สสส. ที่พยายามผลักดันให้ คนที่สูบที่มีประมาณสิบล้านต้องพยายามเลิกให้ได้ ซึ่งจากข้อมูลในปี 2560 มีผู้ป่วยที่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคจากบุหรี่ถึง 553,611 ครั้ง คิดเป็นค่ารักษาพยาบาลรวม 21,389 ล้านบาท แต่ละครั้งต้องนอนรักษาที่โรงพยาบาลเฉลี่ย 7 วัน โดยเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในแต่ละครั้งเฉลี่ย 38,638บาท หรือ 6,806 บาทต่อวัน ดังนั้นการช่วยเลิกบุหรี่จึงมีความจำเป็น

โดยจากการทำงานพบว่าแท้จริงแล้ว คนสูบบุหรี่ 70% เคยคิดอยากเลิก ดังนั้นถ้ามีใครสักคนมาช่วยกระตุ้นให้กำลังใจเขา ชวนให้เลิก เขาก็จะเดินหน้าต่อไปได้

“การให้โอกาสคนที่อยากเลิก แม้ไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร พร้อมเมื่อไหร่ เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

เมื่อก่อนเราไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องการเลิกบุหรี่ แต่ปัจจุบันเราพิสูจน์แล้วว่า คนที่จะเลิกได้ ต้องมีคนที่ช่วยทำหน้าที่กระตุ้น ชักชวน ไม่ว่าเป็นหมอที่โรงพยาบาล ครอบครัว และชุมชนที่สร้างสภาพแวดล้อมปลอดบุหรี่ ทำให้คนมีแนวโน้มที่จะเลิกได้ง่ายขึ้น”

นพ.คำนวณเอ่ยต่อว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ หลายคนตั้งใจว่าอยากให้ของขวัญหรือส่งความปรารถนาดีให้กับคนอื่น สสส.อยากเชิญชวนให้เลิกบุหรี่เพื่อครอบครัว คนที่เรารัก และประเทศชาติ

“อีกสิ่งที่เราพบน่าสนใจมากคือ หากเราไปชวนเขาตรงๆ ว่าให้เลิกสูบบุหรี่ เขามักไม่เลิก แต่หากเป็นคนใกล้ชิดหรือครอบครัว ลูก ภรรยา ขอร้องมีแนวโน้มมากที่อยากเลิกและมักได้ผล และอีกเรื่องที่น่าสนใจคือคนส่วนใหญ่ที่สูบเพราะเห็นคนในครอบครัวสูบบุหรี่ตั้งแต่เด็กจึงสูบตาม เป็นข้อมูลที่เรานำมาขยายผลว่า เริ่มจากที่บ้านก่อน แล้วอื่นๆ จะตามมา” นพ.คำนวณกล่าว