ถอดรหัสระเบียบโลกใหม่ทรัมป์ จาก MAGA สู่นโยบายต่างประเทศแข็งกร้าว

การที่สหรัฐบุกจับประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร เมื่อสัปดาห์ก่อน เบื้องต้นผู้ติดตามการเมืองโลกอาจเข้าใจว่าเป็นการยึดน้ำมันที่มีอยู่มากมายในประเทศเวเนซุเอลา
แต่สำหรับพันธมิตรและศัตรูของสหรัฐต้องจับตา เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กำลังมีระเบียบโลกใหม่ของตนเอง
- รู้จักระเบียบโลกเดิม
สงครามโลกครั้งที่ 2 ถือเป็นจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์โลกสมัยใหม่ ยุโรปอดีตมหาอำนาจโลกตั้งแต่ยุคโรมันจนถึงยุคล่าอาณานิคมเสียหายยับเยินจากการเป็นสมรภูมิสงคราม สหรัฐอเมริกาผงาดขึ้นมาในฐานะมหาอำนาจใหม่ผู้ชนะสงครามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ อีกทั้งประเทศไม่ได้บอบช้ำจากสงคราม จึงเป็นหน้าที่ของสหรัฐที่ต้องพิทักษ์ยุโรปและโลกทั้งมวล
ครั้นสงครามโลกสิ้นสุดได้ไม่นาน สงครามเย็นซึ่งเป็นการปะทะกันทางอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรีนำโดยสหรัฐกับลัทธิคอมมิวนิสม์นำโดยสหภาพโซเวียตได้บังเกิดขึ้น ระเบียบโลกยุคสงครามเย็น เริ่มต้นขึ้นในเดือน มี.ค.1947 ประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน แสดงสุนทรพจน์ความยาว 18 นาที ให้คำมั่นว่า สหรัฐสนับสนุนการป้องกันยุโรปไม่ให้สหภาพโซเวียตขยายตัวออกไปได้อีก
รูปธรรมอยู่ที่สหรัฐมีบทบาทนำในการก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) รวมถึงยึดมั่นต่อ “ระเบียบระหว่างประเทศบนพื้นฐานของกฎหมาย” ที่ประเทศต่างๆ ต่างให้คำมั่นสัญญาต่อกันและแบกรับภาระร่วมกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องโลกประชาธิปไตยจากอำนาจเผด็จการที่เป็นศัตรู
- รู้จักระเบียบโลกใหม่
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เมื่อสงครามเย็นใกล้สิ้นสุดลง นักการเมืองเริ่มคาดการณ์ถึงโลกหลังสงครามเย็นว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร มุมมองที่ชัดเจนที่สุดน่าจะมาจากประธานาธิบดีจอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช แห่งสหรัฐอเมริกา หรือบุชผู้พ่อ ในสุนทรพจน์ต่อรัฐสภาเมื่อปี 1990 ก่อนสงครามอ่าวครั้งแรก บุชได้กล่าวถึงแนวคิดเรื่อง “ระเบียบโลกใหม่” เอาไว้
กล่าวคือการสิ้นสุดของสงครามเย็นถือเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ที่บุชหวังว่าจะเป็นยุคที่ “ปราศจากภัยคุกคามจากการก่อการร้าย การแสวงหาความยุติธรรมเข้มแข็งขึ้น และการแสวงหาสันติภาพมั่นคงยิ่งขึ้น เป็นยุคที่ชาติต่างๆ ทั่วโลก ทั้งตะวันออก ตะวันตก เหนือ และใต้ สามารถเจริญรุ่งเรืองและอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน” หรืออีกนัยหนึ่ง“ระเบียบโลกใหม่”เป็นช่วงเวลาแห่งความร่วมมือและสันติภาพระหว่างประเทศที่ “หลักนิติธรรมเข้ามาแทนที่กฎแห่งป่า”
- ระเบียบโลกใหม่ (กว่า) ของทรัมป์
การที่ทรัมป์สั่งบุกจับมาดูโรมาดำเนินคดียาเสพติดในนิวยอร์กสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งโลก เกิดขึ้นหลังจากทรัมป์ในวาระสองสั่งโจมตีโซมาเลีย ไนจีเรีย ซีเรีย อิรัก และอิหร่าน รวมถึงในน่านน้ำสากล ทั้งหมดนี้ถือเป็นสุดยอดความก้าวร้าวของนโยบายต่างประเทศที่ทรัมป์มองว่าผลประโยชน์ของสหรัฐสำคัญเหนือกว่าทุกสิ่ง
ซุน เฉิงห่าว นักวิจัยจากศูนย์ความมั่นคงและยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยชิงหัว ให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์กว่า การโค่นล้มมาดูโรจะถูกมองว่าเป็น “บทเรียนที่ชัดเจนถึงการเมืองแห่งการใช้อำนาจ” สำหรับประเทศมหาอำนาจระดับโลกอย่างจีน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ “เร่งให้เกิดแนวโน้มที่กว้างขึ้นไปสู่การปรับเปลี่ยนระเบียบโลกใหม่”
สิ่งที่เกิดขึ้นล่าสุดตรงข้ามอย่างมากกับสิ่งที่ทรัมป์อ้างว่าเขาคือ “ผู้สร้างสันติภาพ” แต่ก็สอดคล้องกับแนวทางแข็งกร้าวมากขึ้นของทรัมป์ในวาระสอง แม้แต่ในประเทศเขาก็ส่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิไปทั่วประเทศ และรณรงค์ผลักผู้อพยพหลายล้านคนออกนอกประเทศ
ภารกิจในเวเนซุเอลา ที่สหรัฐทำไปโดยไม่ปรึกษาพันธมิตรหรือมีแผนการชัดเจนว่าจะทำอะไรต่อไปตอกย้ำความเข้าใจที่ว่าทรัมป์จะดำเนินการก่อนแล้วค่อยลงรายละเอียดในภายหลัง
“มีคนเขียนไว้มากมายถึงการมาของโลกหลายขั้ว แต่รัฐบาลทรัมป์กำลังแสดงให้เห็นถึงการก่อตัวของระเบียบโลกแบบจักรวรรดิ” บาเดอร์ อัล-ไซฟ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยคูเวตและนักวิจัยร่วมของแชทแฮมเฮาส์กล่าว
น่าสังเกตว่า ภายใต้การบริหารของทรัมป์ 2.0 พันธมิตรเก่าแก่กลับกลายเป็นเป้าหมายถูกข่มขู่ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงยิ่งขึ้น เช่น ประธานาธิบดีได้กล่าวถึงเรื่องที่แคนาดาจะกลายเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐอเมริกาและขู่ว่าจะโจมตีปานามาเพื่อป้องกันไม่ให้จีนมีอิทธิพลเหนือคลองปานามามากเกินไป
ในการให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์เมื่อวันเสาร์ (3 ม.ค.) ทรัมป์ยังเตือนด้วยว่า “เราต้องทำอะไรสักอย่าง” เกี่ยวกับเม็กซิโก เนื่องจากประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบอม ไม่สามารถปราบปรามแก๊งค้ายาเสพติดได้
ทั้งหมดนี้ถือเป็นการปฏิเสธระเบียบโลกใหม่หรือการกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐหลังสงครามเย็นอย่างชัดเจนที่สุด ระเบียบโลกใหม่แบบเดิมหมายถึงรัฐบาลต่างๆ เน้นย้ำความร่วมมือกับพันธมิตรทำงานผ่านองค์การสหประชาชาติและกลุ่มต่างๆ เช่น จี20 โดยมีสหรัฐเป็นผู้นำ แม้จะมีข้อยกเว้นที่สำคัญ เช่น การรุกรานอิรักในปี 2003 แต่แม้ในกรณีอิรักสหรัฐก็ยังคงแสดงท่าทีแสวงหาการสนับสนุนจากนานาชาติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตน
บลูมเบิร์กรายงานว่า คราวนี้ ทรัมป์ไม่ได้ใช้ข้ออ้างเหมือนที่สหรัฐเคยทำครั้งก่อนๆ แต่ทรัมป์ทำไปโดยลำพังชวนให้นึกถึงยุคอาณานิคม ที่สหรัฐปล่อยให้รัฐบาลที่อ้างว่าเป็นอิสระดำเนินกิจการของตนเองไปพร้อมๆ กับการแสดงอำนาจเหนือกว่าของอเมริกาผ่านทางเศรษฐกิจและแสนยานุภาพทางทหาร
ลักษณะสำคัญประการหนึ่งในแนวทางใหม่ของทรัมป์เห็นได้จากสถานการณ์ในยูเครน เยเมน และความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับฉนวนกาซา คือการมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่รวดเร็ว แทนที่จะจัดการกับปัญหาที่ยากและเรื้อรังกว่า เช่น การปกครองและความมั่นคง
“เหตุการณ์ในเวเนซุเอลาและ‘คณะกรรมการสันติภาพ’ ที่กำลังจะเกิดขึ้นสำหรับฉนวนกาซา รวมถึงการกล่าวถึงกรีนแลนด์และแคนาดาในบางครั้ง ล้วนชี้ให้เห็นถึงผลกระทบในวงกว้างที่อาจนำไปสู่ความวุ่นวายระดับโลก”อัล ซาอีฟ จากมหาวิทยาลัยคูเวตกล่าว
นี่คือแนวคิดที่อาจส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของอเมริกา นักวิจารณ์บางคนกล่าวว่า จีนอาจใช้การกระทำของทรัมป์เป็นตัวอย่างยึดไต้หวัน หรือกระตุ้นให้รัสเซียโค่นประธานาธิบโวโลดิมีร์ เซเลนสกีของยูเครน แนวทางการต่างประเทศแบบทรัมป์อาจเปลี่ยนจุดปะทะเล็กๆจากหมู่เกาะสแปรตลีย์ในทะเลจีนใต้ไปจนถึงพรมแดนที่มีข้อพิพาทข้ามเทือกเขาหิมาลัยให้กลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบได้อย่างรวดเร็ว
- ใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ
ทรัมป์และทีมงานเผยให้เห็นเครื่องมือหนึ่งที่จะประสานเป้าหมายต่างๆ เอาไว้ได้ นั่นคือความเหนือกว่าทางเศรษฐกิจ เขาและมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพูดชัดว่า สหรัฐต้องการเข้าถึงน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา ที่มากสุดในโลกคิดเป็น 17% ของอุปทานน้ำมันโลก โดยทรัมป์ระบุว่า บริษัทสหรัฐจะเข้าไปฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
ทรัพยากรเป็นอีกประเด็นที่ทรัมป์ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะยูเครนที่สหรัฐได้ลงนามข้อตกลงเข้าถึงทรัพยากรแร่ของประเทศส่วนหนึ่งของการสนับสนุนรัฐบาลของเซเลนสกี
จิเมนา ซูนิกา นักวิเคราะห์ภูมิเศรษฐศาสตร์ละตินอเมริกา กล่าวกับบลูมเบิร์กว่า ในเวเนซุเอลายังมีทรัพยากรอื่นๆ อีกนอกเหนือจากน้ำมัน ประเทศนี้ที่มีประชากร 30 ล้านคน“มีชายฝั่งยาวเกือบ 3,000 กิโลเมตร พร้อมด้วยหาดทรายสวยงามของทะเลแคริบเบียนที่เหมาะแก่การท่องเที่ยว มีท่าเรือตั้งอยู่ในทำเลที่ดีสำหรับการค้าทางทะเลเชื่อมต่อคลองปานามา ชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐอเมริกา และยุโรป”
อย่างไรก็ตาม จากมุมมองของทรัมป์ ผลดีอาจมีมหาศาล
“ความสำเร็จในการโค่นล้มมาดูโรอาจทำให้รัฐบาลทรัมป์กล้าที่จะขยายการกดดันไปยังคิวบาหรือระบอบการปกครองอื่น ๆ ที่ไม่พึงประสงค์ ในขณะที่ความล้มเหลวอาจทำให้ความอยากแทรกแซงลดลง” นักวิเคราะห์รายนี้กล่าว
- เบี่ยงเบนแนวทาง MAGA
ในการหาเสียงเลือกตั้งกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งเมื่อปี 2024 ทรัมป์ชูสโลแกน MAGA:“Make America Great Again” ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่การโจมตีเวเนซุเอลาแบบไม่ทันให้ใครตั้งตัวอาจเรียกเสียงวิจารณ์จากแฟนคลับว่า ประธานาธิบดีให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศมากกว่าการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของชาวอเมริกันที่มีต่อการบริหารเศรษฐกิจของเขา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐเหลือเวลาอีกประมาณ 10 เดือนในวอชิงตัน กลุ่มสายเหยี่ยวในพรรครีพับลิกัน ซึ่งโดยปกติมีอิทธิพลจำกัด ส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนเขา ในขณะที่กลุ่มอนุรักษนิยม MAGA ซึ่งมักต่อต้านปฏิบัติการทางทหารในต่างประเทศ กลับเงียบกว่า
สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสถานการณ์ในเวเนซุเอลาเลวร้ายลง แต่ในขณะนี้ การสนับสนุนทางการเมืองของทรัมป์ยังคงแข็งแกร่ง คำถามคือแรงสนับสนุนจะดำรงอยู่นานแค่ไหน
“นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาให้สัญญาไว้ระหว่างหาเสียง” มอรา กิลเลสปี นักยุทธศาสตร์พรรครีพับลิกันกล่าว “ประชาชนในประเทศต่างสับสน พวกเขากำลังถามว่า นี่หมายความว่าอย่างไรสำหรับฉัน และมันจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของฉันอย่างไร”
- จับตาเรียกร้องเพิ่งงบฯ กลาโหม
ทรัมป์โพสต์ทรูธโซเชียลเมื่อวันพุธ (7 ม.ค.) เรียกร้องงบประมาณกลาโหมสหรัฐปี 2027 ควรอยู่ในระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่างบประมาณกลาโหมปี 2026 ที่ได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส 9.01 แสนล้านดอลลาร์
ทรัมป์อธิบายว่าการใช้จ่ายงบประมาณกลาโหมมหาศาลนี้นำมาจากรายได้ภาษีที่เขาเรียกเก็บจากเกือบทุกประเทศ และภาคอุตสาหกรรมสำคัญจำนวนมาก ไม่เพียงเท่านั้นสหรัฐยังสามารถลดหนี้สินและคืนเงินให้ชาวอเมริกันที่มีรายได้ปานกลางได้
เสียงเรียกร้องเพิ่มงบประมาณกลาโหมของทรัมป์ จุดชนวนให้คิดว่าทรัมป์เตรียมทำสงครามหรือไม่
- ตรวจสถานะเวเนซุเอลา
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปหลังการบุกจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เรียกได้ว่าสถานการณ์เข้าที่เข้าทางมากขึ้น ประเทศต่างๆ ที่ทรัมป์ขู่จะจัดการเมื่อวันอาทิตย์ (4 ม.ค.) ไม่ว่าจะเป็นคิวบา โคลอมเบีย กรีนแลนด์ เริ่มมีความชัดเจน
ทรัมป์โพสต์ทรูธโซเชียลในวันศุกร์ (9 ม.ค.) ว่า สหรัฐและเวเนซุเอลากำลังทำงานร่วมกันอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและก๊าซให้ขนาดใหญ่ขึ้น ดีขึ้น และทันสมัยกว่าเดิม
ส่วนที่เคยขู่ว่าสหรัฐอาจโจมตีเวเนซุเอลาครั้งที่ 2 หากรัฐบาลไม่ให้ความร่วมมือ ทรัมป์เผยความชัดเจนระหว่างการประชุมกับผู้บริหารบริษัทน้ำมันเมื่อบ่ายวันศุกร์ ไม่คิดว่าจะโจมตีเวเนซุเอลาอีกแต่ก็ย้ำถึงการเสริมกำลังทหารในแคริบเบียน
“ผมไม่คิดว่ามันจำเป็น เรามีกองเรือขนาดใหญ่ กองเรือขนาดมหึมาอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นในแถบนั้นมาก่อน และมันประจำการอยู่บริเวณชายฝั่ง” ทรัมป์กล่าว
ส่วนคิวบานั้นทรัมป์บอกว่า ดูๆ แล้วรัฐคอมมิวนิสต์แห่งนี้น่าจะล่มสลายไปเองได้โดยที่เขาไม่ต้องทำอะไร ขณะที่โคลอมเบียที่ทรัมป์กล่าวหาว่า เป็นประเทศเลวร้ายปกครองโดยคนเลวร้ายอย่างประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ดีแต่ผลิตโคเคนส่งขายสหรัฐ สุดท้ายแล้วเปโตรก็โทรศัพท์เคลียร์ใจกับทรัมป์ได้ ต่างฝ่ายต่างชื่นชมซึ่งกันและกัน ทำเนียบขาวกำลังเตรียมการต้อนรับการมาเยือนเปโตร แต่ไม่ได้ระบุว่าจะมาเมื่อใด
ด้านกรีนแลนด์ซึ่งเป็นที่จับตาว่าจะถูกทรัมป์ใช้กำลังทหารยึดมาหรือไม่ ก็อาจไม่เป็นไปอย่างที่คิด แหล่งข่าวเจ้าหน้าสหรัฐ 4 รายเผยว่าทางการสหรัฐได้หารือกับเกี่ยวกับการส่งเงินก้อนใหญ่ให้ชาวกรีนแลนด์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามโน้มน้าวให้พวกเขาแยกออกจากเดนมาร์กและเข้าร่วมสหรัฐ
แหล่งข่าวสองรายไม่ขอเปิดเผยชื่อ บอกว่า แม้ตัวเลขเรื่องเงินและช่องทางการให้เงินยังไม่แน่ชัดแต่เจ้าหน้าสหรัฐและผู้ช่วยทำเนียบขาวได้หารือเรื่องแจกเงินไว้ที่ประมาณ 10,000-100,000 ดอลลาร์ต่อคน
การซื้อเกาะเป็นหนึ่งในหลายยุทศาสตร์ที่ทำเนียบขาวได้หารือไว้เพื่อเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทหารสหรัฐ แต่แนวทางนี้มีความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเห็นแก่ผลประโยชน์มากเกินไป และอาจถึงขั้นดูเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีของประชาชนในเกาะที่ถกเถียงกันมานานเรื่องเอกราชของตนเอง และการพึ่งพาทางเศรษฐกิจเดนมาร์ก
- หรือเป้าหมายอยู่ที่จีน?
การประเมินภัยคุกคามประจำปีของหน่วยข่าวกรองสหรัฐเผยแพร่เมื่อเดือน มี.ค. 2025 ระบุว่า จีนมีขีดความสามารถในการโจมตีสหรัฐด้วยอาวุธธรรมดา สามารถทำลายโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐผ่านการโจมตีทางไซเบอร์ และโจมตีทรัพย์สินของสหรัฐในอวกาศได้ และเสริมว่าปักกิ่งพยายามแทนที่สหรัฐขึ้นเป็นมหาอำนาจเอไอภายในปี 2030
ทัลซี แกบบาร์ด ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติกล่าวกับคณะกรรมการข่าวกรองวุฒิสภา “กองทัพจีนกำลังเพิ่มขีดความสามารถขั้นสูง ทั้งอาวุธความเร็วเหนือเสียง เครื่องบินล่องหนเรือดำน้ำขั้นสูง อาวุธสงครามอวกาศและไซเบอร์ที่แข็งแกร่งขึ้น และมีอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มมากขึ้น” และว่าปักกิ่งเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ที่มีความสามารถมากที่สุด
“จีนมีกลยุทธ์ระดับชาติหลายรูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อแทนที่สหรัฐ ในฐานะมหาอำนาจด้านเอไอที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกภายในปี 2030” รายงานระบุ
ปฏิบัติการของสหรัฐในเวเนซุเอลาที่ดูเผินๆ เหมือนสหรัฐต้องการได้น้ำมัน แต่ลึกลงไปกลับเผยให้เห็นว่า จีนมีผลประโยชน์มากมายเพียงใดในประเทศนี้
ทรัมป์เผยผ่านทรูธโซเชียล เมื่อวันอังคาร (6 ม.ค.) ว่า รัฐบาลรักษาการในเวเนซุเอลาจะยกน้ำมัน 30-50 ล้านบาร์เรลให้สหรัฐ น้ำมันนี้จะถูกนำไปขายในราคาตลาด
“แล้วผมจะควบคุมเงินนั้นเองในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อทำให้มั่นใจได้ว่ามันจะถูกใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนเวเนซุเอลาและสหรัฐ!”
“ผมได้ขอให้คริส ไรท์รัฐมนตรีพลังงาน ดำเนินการตามแผนนี้ทันที มันจะถูกขนถ่ายโดยเรือขนส่งสินค้าตรงสู่สหรัฐ”
หลังมีข่าวออกไป ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกวันพุธลดลงประมาณ 1.0% จากการคาดการณ์ว่าอุปทานน้ำมันจะเพิ่มขึ้น
ตามข้อตกลงสหรัฐ-เวเนซุเอลาเบื้องต้นอาจทำให้น้ำมันที่จะมุ่งหน้าไปจีน ผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่สุดของเวเนซุเอลา ต้องเปลี่ยนเส้นทาง ส่งผลให้กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันทีว่ากำลังถูกสหรัฐกลั่นแกล้งรังแก นี่ชี้ให้เห็นว่าปฏิบัติการในเวเนซุเอลาเป้าหมายจริงๆ คือจีน
- ซ้อมรบร่วมบริกส์พลัส
ในระหว่างที่สถานการณ์โลกระอุชนวนเหตุจากปฏิบัติการของสหรัฐในเวเนซุเอลา การประท้วงในอิหร่านยืดเยื้อจนรัฐต้องส่งสัญญาณปราบปรามรุนแรง เมื่อวันเสาร์ (9 ม.ค.) จีน รัสเซีย อิหร่าน ซ้อมรบร่วมกันในน่านน้ำแอฟริกาใต้เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เรียกว่าการซ้อมรบ “บริกส์พลัส” โดยบราซิล อียิปต์ และเอธิโอเปีย เป็นผู้สังเกตการณ์
รอยเตอร์รายงานว่า แม้แอฟริกาใต้จะฝึกซ้อมทางทะเลร่วมกับจีนและรัสเซียเป็นประจำ แต่การฝึกครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เกิดความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลของประธานาธิบทรัมป์ กับสมาชิกบริกส์พลัสหลายประเทศ
ทรัมป์กล่าวหาว่ากลุ่มประเทศบริกส์ดำเนินนโยบาย “ต่อต้านอเมริกา”เมื่อเดือน ก.ค.2025ได้ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีการค้า 10% จากสมาชิกทุกประเทศ นอกเหนือจากภาษีที่เขาเรียกเก็บจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกอยู่แล้ว







