จับสัญญาณเฟดดัน ‘มินิ คิวอี’ ปลุก ‘หุ้น-ทอง-คริปโท’ ฟื้นชีพ

นักวิเคราะห์ มองว่า เฟดเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการชะลอการดึงเงินออกจากระบบ (QT) และหันมาเติมสภาพคล่องในลักษณะจำกัด ซึ่งเปรียบเสมือนการทำ “มินิ QE” การกระทำดังกล่าวของเฟดถือเป็นปัจจัยบวกโดยตรงที่หนุนให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง หุ้น, ทองคำ และคริปโทเคอร์เรนซี โดยเฉพาะ Bitcoin เริ่มฟื้นตัวและปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจน
KEY
POINTS
- นักวิเคราะห์มองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการชะลอการดึงเงินออกจากระบบ (QT) และหันมาเติมสภาพคล่องในลักษณะจำกัด ซึ่งเปรียบเสมือนการทำ “มินิ QE”
- การกระทำดังกล่าวของเฟดถือเป็นปัจจัยบวกโดยตรงที่หนุนให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง หุ้น, ทองคำ และคริปโทเคอร์เรนซี (โดยเฉพาะ Bitcoin) เริ่มฟื้นตัวและปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจน
- ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่านี่ไม่ใช่มาตรการ QE เต็มรูปแบบเหมือนในอดีต แต่เป็นการ “หยุดทำ QT” เพื่อดูแลเสถียรภาพตลาดการเงินระยะสั้น เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤติ
- กลยุทธ์ของเฟดคือการนำเงินจากพันธบัตรที่ครบกำหนดไปลงทุนในตั๋วเงินคลังระยะสั้นแทน ซึ่งช่วยกดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นให้ต่ำลง และส่งผลดีต่อภาวะการเงินโดยรวม
บรรยากาศการลงทุนเริ่มมี “สัญญาณเชิงบวก” หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีท่าทีผ่อนคลายสภาพคล่องด้วยการชะลอ QT แม้ยังไม่ใช่การทำ QE เต็มรูปแบบ ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง หุ้น ทองคำ และคริปโทเคอร์เรนซี เริ่มฟื้นตัว ขณะที่ตลาดยังจับตาทิศทาง “ดอกเบี้ยโลก” ซึ่งใกล้เข้าสู่ช่วงปลาย “วัฏจักรขาลง”
“วิศกรณ์ คีรีวรรณ”, CFA นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในปัจจุบัน เริ่มสะท้อนสัญญาณการผ่อนคลายด้านสภาพคล่องมากขึ้น แม้จะยังไม่ใช่มาตรการ QE เต็มรูปแบบ แต่พฤติการณ์ล่าสุดคือ การ “หยุดดูดเงินออกจากระบบ” หรือการชะลอมาตรการ QT (Quantitative Tightening) และหันมาเติมสภาพคล่องในลักษณะจำกัด ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นสภาวะ “มินิ QE”
โดยเดิมมาตรการ QT คือการที่เฟดปล่อยให้พันธบัตรที่ถือครองหมดอายุโดยไม่ลงทุนต่อ ทำให้เงินไหลออกจากระบบ แต่แนวทางล่าสุด เฟดได้เลือกนำเงินจากพันธบัตรที่ครบกำหนดกลับไปลงทุนใน “ตั๋วเงินคลังระยะสั้น” แทน ซึ่งผลลัพธ์จะช่วยกดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นให้อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งส่งผลบวกต่อต้นทุนสินเชื่อผู้บริโภคและภาวะการเงินโดยรวม หลังจากปมดอกเบี้ย SOFR พุ่ง และเป็นสัญญาณเตือนสภาพคล่องตึงตัว
ในแง่ของผลกระทบต่อการลงทุน สัญญาณการผ่อนคลายสภาพคล่องนี้ถือเป็นปัจจัยบวกที่หนุนให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้น, ทองคำ และคริปโท ยังมีแรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐานภาคการผลิต โดยเฉพาะการส่งออกชิปจากเกาหลีใต้ที่โตแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนระมัดระวังความเสี่ยงในช่วงเดือนเม.ย. 2569 ซึ่งเป็นฤดูกาลชำระภาษีของสหรัฐ โดยปกติช่วงนี้สภาพคล่องในระบบมักจะกลับมาตึงตัวอีกครั้ง
สำหรับผลกระทบต่อตลาดสินทรัพย์มองว่า สัญญาณการผ่อนคลายด้านสภาพคล่องของเฟดเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ทองคำ และคริปโทเคอร์เรนซี ปรับตัวขึ้น ขณะเดียวกัน ยังมีแรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐานภาคการผลิต โดยเฉพาะการส่งออกชิปหน่วยความจำของเกาหลีใต้ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่
อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังต้องจับตาความเสี่ยงในช่วงเดือนเมษายน 2569 ซึ่งเป็นฤดูกาลชำระภาษีของสหรัฐ ที่อาจทำให้สภาพคล่องในระบบกลับมาตึงตัวอีกครั้ง โดยในเชิงบัญชีงบดุลของเฟดอาจไม่ได้ขยายตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่เป็นการปรับโครงสร้างการถือครองสินทรัพย์ เพื่อหมุนเงินไปเติมสภาพคล่องในจุดที่จำเป็น
“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของนโยบายการเงิน โดยเฉพาะเฟดที่เริ่มส่งสัญญาณอาจยุติมาตรการดึงสภาพคล่องกลับ (QT) หรือหันมาเติมสภาพคล่องระยะสั้นในลักษณะคล้าย QE ขนาดเล็ก เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อภาคแรงงานและเศรษฐกิจ ซึ่งท่าทีดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อสินทรัพย์เสี่ยง เห็นได้จากราคา Bitcoin และราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นเด่นชัด
สำหรับ วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงทั่วโลก มองว่ากำลังเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย โดยสหภาพยุโรปถือว่าสิ้นสุดวงจรขาลงแล้ว และเตรียมเข้าสู่ช่วงปรับขึ้น ขณะที่สหรัฐคาดว่าจะปรับลดดอกเบี้ยได้อีกเพียง 2-3 ครั้งเท่านั้น
ส่วนในไทย ประเมินว่าวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงอาจสิ้นสุดไม่เกินเดือนก.พ. 2569 โดยมีโอกาสลดดอกเบี้ยได้อีกเพียง 1 ครั้งเท่านั้น ทั้งนี้เตือนว่าเมื่อจบขาลงแล้ว ดอกเบี้ยจะยังไม่กลับเป็นขาขึ้นทันที แต่จะคงตัวในระดับที่ตึงตัวต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ซึ่งสะท้อนต้นทุนทางการเงินที่แท้จริง ไม่ได้ปรับลดลงตามดอกเบี้ยนโยบายเสมอไป โดยพบว่าในช่วงเดือนกันยายน 2568 บอนด์ยีลด์ 10 ปีของไทยเคยลงไปต่ำสุดที่ 1.29% แต่หลังจาก กนง. ลดดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา บอนด์ยีลด์กลับดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ 1.68-1.70%
สำหรับสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดเริ่มมองว่าพื้นที่ในการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมมีจำกัด และต้นทุนทางการเงินในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มจะไม่ปรับลดลงอีกแล้ว แม้นโยบายดอกเบี้ยจะผ่อนคลายลงก็ตาม
ในแง่ผลกระทบต่อตลาดหุ้น การสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงส่งผลแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม โดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดเจนที่สุดคือ กลุ่มประกัน เนื่องจากบอนด์ยีลด์มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์มีมุมมองเป็นกลางถึงบวก หลังจากช่วงที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนโดดเด่นจากการบริหารสภาพคล่องและการจ่ายเงินปันผล
ส่วน “กลุ่มไฟแนนซ์” ยังคงเผชิญความท้าทาย เนื่องจากไม่มีแรงหนุนจากการลดดอกเบี้ยอีกต่อไป ขณะที่ต้นทุนทางการเงินซึ่งอิงกับบอนด์ยีลไม่ได้ปรับลดลงตาม อีกทั้งการขยายสินเชื่อยังทำได้ยากภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
“วทัญ จิตต์สมนึก” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล. พาย เปิดเผยว่า หากเฟดจะกลับมาใช้มาตรการ QE ในช่วงเวลานี้ถือว่าอาจจะยังเร็วเกินไป โดยมองสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นเพียงการ “หยุดทำ QT” หรือชะลอการดึงสภาพคล่องออกจากระบบ มากกว่าจะเป็นการกลับมาอัดฉีดเงินขนาดใหญ่เหมือนในช่วงวิกฤติที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ปัจจัยหลายด้านสะท้อนว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เข้าข่ายการทำ QE อย่างแท้จริง โดยมีเหตุผลสนับสนุนสำคัญคือ “จีดีพี”
เศรษฐกิจสหรัฐยังไม่อยู่ในภาวะวิกฤติ โดยเห็นได้จากอัตราการเติบโตของจีดีพีที่ยังคงขยายตัวได้ดีในระดับราว 4% , ค่าเงินดอลลาร์ หากมีการทำ QE ขนาดใหญ่ ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นควรทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงรุนแรง แต่ในความเป็นจริง ค่าเงินดอลลาร์เพียงแค่ชะลอการแข็งค่าขึ้นเท่านั้น
ดังนั้น สิ่งที่เฟดทำอยู่ในช่วงนี้คือ การเติมสภาพคล่องระยะสั้นเป็นช่วง ๆ เพื่อดูแลเสถียรภาพตลาดการเงิน ไม่ใช่การอัดฉีดเงินจำนวนมากแบบไร้เงื่อนไขเหมือนช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19
สำหรับ การเพิ่มสภาพคล่องระยะสั้นดังกล่าวอาจจะส่งผลบวกต่อราคาสินทรัพย์ในวงจำกัด อย่าง ตลาดคริปโท โดยเฉพาะ Bitcoin เริ่มมีความคึกคักมากขึ้นได้ชัด ราคาทองคำ เริ่มมีการฟื้นตัวขึ้น โดยได้รับอานิสงส์ทั้งจากประเด็นสภาพคล่อง และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงกดดันตลาดอยู่ ตลาดหุ้น ได้รับอานิสงส์เชิงบวกเพียงเล็กน้อย โดยทิศทางราคายังคงถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากกระแส AI







