หวั่น ‘ภูมิรัฐศาสตร์โลก’ พ่นพิษ บั่นทอนศก.ไทย ‘เสี่ยงซ้ำซ้อน’

หวั่น ‘ภูมิรัฐศาสตร์โลก’ พ่นพิษ บั่นทอนศก.ไทย ‘เสี่ยงซ้ำซ้อน’

“นักเศรษฐศาสตร์” ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 เป็นปีแห่งความ “เสี่ยงซ้อนเสี่ยง” หลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มจาก “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” ปะทุ ผนวก “กำลังซื้อ” ในประเทศที่อ่อนแรง และความไม่แน่นอนที่ฉุด “การลงทุน” และ “การส่งออก” ท่ามกลางอัตราการเติบโต “จีดีพี” ที่มีแนวโน้มต่ำเพียงราว 1.6%

KEY

POINTS

  • นักเศรษฐศาสตร์ ห่วงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก ความขัดแย้งระหว่างประเทศ สร้างความไม่แน่นอนพุ่ง
  • ชี้เศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงซ้ำซ้อนจากปัจจัยภายในที่เปราะบาง
  • กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอลงและการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัว
  • การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ชะลอตัวลงจากความไม่แน่นอนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ไทยเสี่ยงเสียโอกาสในการย้ายฐานการผลิต
  • นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าความเสี่ยงรอบด้านทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำ เปราะบางต่อแรงกระแทก และอาจถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าในอนาคต

ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนรวดเร็ว ความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น ปี 2569 ถูกมองว่าเป็นปีที่ “เศรษฐกิจไทย” ต้องเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนการค้าโลก กำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแรง และการลงทุนจากต่างชาติที่ชะลอตัว “นักเศรษฐศาสตร์” เตือนว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะยังไม่เข้าสู่วิกฤติรุนแรง 

แต่สัญญาณการเติบโตที่ชะลอลง เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่อ่อนแรงพร้อมกันหลายด้าน และปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน กำลังทำให้เศรษฐกิจไทยเริ่ม “บินต่ำ” และเปราะบางต่อแรงกระแทกมากขึ้นใน “ปีม้า”

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ภาพเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มี 3 ปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิด จากบริบทโลกเปลี่ยนเร็ว

ด้านแรก คือ ความเสี่ยงจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์จากสหรัฐและเวเนซุเอลา จากภาพรวมที่เคยประเมินไว้จึงจำเป็นต้องถูกนำกลับมาทบทวนใหม่อีกครั้ง

ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ กรณีเวเนซุเอลาเป็นปัจจัยที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมาก แม้ผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้รุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล และจบลงค่อนข้างเร็ว ไม่ยืดเยื้อจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

แต่สิ่งที่ยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้คือความเสี่ยงแบบ “โดมิโน” โดยเฉพาะสถานการณ์ในอิหร่าน หากอิหร่านได้รับผลกระทบจนเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผู้นำหรือเปลี่ยนระบอบ กรณีนี้จะเป็นกรณีที่รุนแรงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอิหร่านเป็นประเทศที่มีน้ำมันจำนวนมาก และมีบทบาทสูงในเชิงภูมิรัฐศาสตร์

อีกด้านหนึ่งที่ต้องพิจารณา คือ หากสถานการณ์คลี่คลายราคาน้ำมันอาจปรับลดเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจต่างจากวิกฤติในอดีตที่มักสร้างแรงกระแทกด้านต้นทุนรุนแรง ดังนั้น ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นความเสี่ยงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ห่วงกำลังซื้อคนไทยดิ่งฉุดจีดีพี
ความเสี่ยงที่สอง คือ เรื่องกำลังซื้อ เป็นประเด็นที่น่าห่วงมาก โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของปี แม้การท่องเที่ยวยังเติบโตได้ แต่เป็นการเติบโตไม่มากนัก การใช้จ่ายภาครัฐครึ่งแรกของปีมีแนวโน้มออกมาได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

เมื่อรวมกับปัจจัยราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวลดลง จากผลผลิตที่ออกมามากหลังจากปีที่มีน้ำมาก รายได้เกษตรกรหดตัว เมื่อรายได้ลด กำลังซื้อก็หายไป ทำให้กำลังซื้อคนไทยครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัวค่อนข้างจำกัด เสี่ยงที่จะอ่อนแอกว่าที่คาดไว้

“หากดูโครงสร้างการเติบโตเศรษฐกิจไทยหลายปีที่ผ่านมา แม้จีดีพีเติบโตไม่สูง แต่ตัว C หรือบริโภคภาคเอกชน มักโตสูงกว่าจีดีพีตลอด ปีล่าสุดเช่นเดียวกัน ปีนี้ธปท.ประเมินว่าการบริโภคเอกชนจะเติบโตต่ำลง เศรษฐกิจไทยอาจไม่สามารถพึ่งการบริโภคได้เหมือนอดีต ยิ่งตอนนี้การบริโภคกลายเป็นตัวฉุดจีดีพีด้วยซ้ำหากกำลังซื้ออ่อนแออย่างต่อเนื่อง”

  • ห่วงความไม่แน่นอนฉุด ตปท.ชะลอลงทุน

ความเสี่ยงที่สาม การลงทุนจากต่างประเทศและโอกาสที่อาจหลุดมือ จากสถานการณ์ความไม่แน่นอน ทั้งในต่างประเทศและภายในประเทศ ทำให้นักลงทุนต่างชาติอยู่ในโหมด wait and see มากขึ้น

โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อน โดยเฉพาะ 1-2 เดือนข้างหน้าที่จะมีการเจรจาและความขัดแย้งเกิดขึ้นพร้อมกัน

หากเจรจาไม่ประสบความสำเร็จ ความเสี่ยงจะขยายไปสู่มาตรการต่างๆ  เช่น แบน rare earth หรือแรงกดดันจากฝั่งสหรัฐต่อการลงทุนจีน ทั้งหมดนี้ควรเป็นโอกาสไทยในการรับการย้ายฐานการผลิต แต่ความเป็นจริงนักลงทุนอาจชะลอตัดสินใจ เนื่องจากความไม่แน่นอนภายในประเทศ

“แม้ตัวเลขขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI จะดูดี แต่ FDI ที่ไหลเข้ามาจริงกลับไม่มากอย่างที่ควรจะเป็น สะท้อนถึงโอกาสที่ไทยกำลังเสียไปอย่างเงียบๆ และจากความเสี่ยง FDI อาจลามไปยังส่งออก คาดส่งออกไทยมีโอกาสติดลบช่วงครึ่งปีแรกและค่อยๆ ฟื้นตัวระยะถัดไป”

ทั้งนี้ส่งออกที่ชะลอตัว ยังกระทบต่อดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ซึ่งอยู่ในภาวะย่ำแย่อยู่แล้วให้แย่ลงอีก จากทั้งปัญหาการสวมสิทธิ์จากจีนยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง

“วันนี้หากเทียบความเสี่ยง กับช่วงปลายปีก่อน วันนี้ความกังวลมีเพิ่มขึ้นชัดเจนโดยเฉพาะจากความไม่แน่นอนด้านต่างประเทศ หลังทรัมป์กลับมามีบทบาทมากขึ้น รวมถึงประเด็นเวเนซุเอลา กรีนแลนด์ และความเสี่ยงที่ยังไม่รู้ว่าจะขยายไปสู่จุดใดอีก ในประเทศมีความเสี่ยงจากการเมืองและการเลือกตั้ง”

มองว่าเศรษฐกิจไทยระยะกลาง 3-5 ปี น่าจะเติบโตระดับ 2% ต้นๆ แม้ปีหน้าจะกลับมาเหนือ 2% ได้ แต่ก็ไม่มีแรงส่งมากพอเศรษฐกิจไทยเหมือน “คนเดินช้า ขณะที่คนอื่นวิ่ง” สุดท้ายถูกแซง อันดับเศรษฐกิจลดลง

  • ปีแห่งความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่าเป็นปีแห่งความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญความเสี่ยงหลายชั้นซ้อนทับกัน ทั้งปัจจัยภายนอกที่ผันผวน ปัจจัยภายในเปราะบาง ปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมานาน

แม้ไม่ถึงขั้นวิกฤติรุนแรง แต่สะท้อนชัดว่าเศรษฐกิจไทยกำลัง “สะดุด” และกำลังบินอยู่ในระดับที่ต่ำลงเรื่อยๆ 

ความเสี่ยงที่เห็นชัดเจนขณะนี้ คือ ความขัดแย้งระหว่างเวเนซุเอลาและสหรัฐ แม้ไม่น่าลุกลามหรือบานปลายไปสู่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระดับสูงกระทบเสถียรภาพโลกผลกระทบทางอ้อมที่สำคัญ คือ ทิศทางราคาน้ำมันระยะต่อไป

ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับลดลงจากสถานการณ์ดังกล่าว แม้ช่วยลดต้นทุนพลังงาน แต่ผลข้างเคียงคือแรงกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น โดยเฉพาะบริบทที่เงินดอลลาร์อ่อนค่า ยิ่งซ้ำเติมปัญหาความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย

  • “ปีม้า” ระวังสะดุด “การเมือง การค้า การผลิต”

นอกจากนี้ มองว่า แม้จะเป็นปีม้า แต่ไม่ได้หมายถึงปีแห่งการวิ่งแรง แต่เป็นปีที่ต้อง “ระวังสะดุด” ความเสี่ยงหลักกระจุกตัวใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การเมือง การค้า และการผลิต

มิติการเมือง ความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้ง  นโยบายภายในประเทศ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นเอกชน นักลงทุน มิติการค้า โลกกำลังเข้าสู่ยุคกีดกันทางการค้าผ่านนโยบายภาษีสหรัฐ และมาตรการสิ่งแวดล้อมสหภาพยุโรปอย่าง CBAM มิติการผลิต อุตสาหกรรมไทยเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าราคาถูกจากจีน

ดังนั้นประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6% สอดคล้องประเมินของ IMF ตัวเลขดังกล่าวแม้ไม่ใช่การหดตัวรุนแรงเหมือนวิกฤติปี 2540 หรือช่วงโควิด-19 แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ ระดับการเติบโตที่ต่ำลงเรื่อยๆ

“เศรษฐกิจไทยเสมือนเครื่องบินที่กำลังหักหัวลงและลดระดับเพดานบินอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีการใส่เครื่องยนต์ใหม่เข้ามา เครื่องบินลำนี้จะไม่สามารถไต่ระดับกลับขึ้นไปได้อีก”

ทั้งนี้ จะเห็นว่า แรงขับเคลื่อนหลักอย่างการบริโภคภาคเอกชนเริ่มชะลอตัวลง เครื่องยนต์อื่นๆ ก็ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้ เช่นเดียวกันการส่งออกที่เสี่ยงติดลบจากโลกที่ไม่แน่นอนสูงขึ้น

โดยเฉพาะภายใต้นโยบายทรัมป์อาจสร้างความผันผวนสูง ความไม่แน่นอนต่างๆ ตามมาอีกมาก การวางแผนธุรกิจ หรือคาดการณ์เศรษฐกิจทำได้ยากขึ้น

“ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน ไทยติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง รายได้ต่อหัวอยู่ราว 10,000 ดอลลาร์มานาน เนื่องจากผลิตภาพต่ำ ภาคเกษตรใช้แรงงานกว่า 30% สร้างจีดีพี เพียง 8% นโยบายรัฐเน้นแจกเงินหรือพักหนี้ มากกว่ายกระดับโครงสร้างการผลิต ยิ่งเจอสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนสูง ฐานะการคลังเปราะบาง หากเกิดอุบัติเหตุเศรษฐกิจความเสี่ยงจะยิ่งทวีคูณ”

  • ปี2569 เศรษฐกิจไทยเผชิญ3ความผันผวน

ดร. ปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีสหรัฐและเวเนซุเอลาว่า สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนปี 2569 เกิดความผันผวน 3 ด้านสำคัญ 

ทั้งความไม่แน่นอนการค้าที่อาจขยายวงกว้างขึ้น ความไม่แน่นอนการทหาร ที่ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความตึงเครียดจากสงครามและการใช้กำลังอาวุธ

สุดท้ายคือความไม่แน่นอนทางการเงิน อาจเกิดความปั่นป่วนทางการเงินโลก ที่อาจมาจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบการเงินโลก

  • ปีแห่งทางแยกเศรษฐกิจ ที่ท้าทายสูง

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร (KKP) มองว่าปี 2569 เป็นปีแห่งทางแยกเศรษฐกิจไทย มีความท้าทายสูง จากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก คาดเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จีดีพีอาจขยายตัวได้เพียง 1.6-1.8% เติบโตช้าลง จากความท้าทายที่มีสูงขึ้น

ปีนี้เศรษฐกิจไทยโตช้า เพราะบุญเก่าอ่อนแรงบุญใหม่ยังไม่มี เครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจไทยวันนี้กำลังอ่อนแรง เช่น ท่องเที่ยว ส่งออก การผลิต ภาคอุตสาหกรรม เรายังไม่เห็นว่าจะมีอะไรดึงให้เศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นได้"

ทั้งนี้ หากมองไประยะข้างหน้า มองว่าโอกาสที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยกลับไปขยายตัวที่ 2% ถือว่าทำได้ยาก โดยเฉพาะภายใต้เศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้าลง เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน

โดยหากดูจีดีพีของไทยปัจจุบันอยู่ที่อันดับสองของอาเซียน แต่คาดว่าอีก 15 ปี เศรษฐกิจไทยอาจหล่นไปอยู่ที่ระดับ 5 ของอาเซียน