วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

เอเชียแปซิฟิกจับตา เดโมแครต'คุมเบ็ดเสร็จ'สองสภาสหรัฐ

พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งกลางเทอม โดยกวาดชัยชนะในพื้นที่ฐานเสียงของรีพับลิกันได้ครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่งสัญญาณไม่เอาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

KEY POINTS

  • พรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ทำให้สามารถครองเสียงข้างมากได้ทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร
  • ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจับตาผลการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด เนื่องจากได้รับผลกระทบจากนโยบายสงครามอิหร่านและกำแพงภาษีของทรัมป์
  • นักวิเคราะห์มองว่าแม้เดโมแครตจะคุมสภา แต่ก็มีความหวังน้อยที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายหลักของทรัมป์ได้ เนื่องจากประธานาธิบดีมีอำนาจยับยั้ง (วีโต้)
  • คาดว่าสภาคองเกรสชุดใหม่จะมุ่งเน้นการออกกฎหมายที่เข้มงวดขึ้น เพื่อควบคุมการเข้าถึงเทคโนโลยีของจีน

 พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งกลางเทอม โดยกวาดชัยชนะในพื้นที่ฐานเสียงของรีพับลิกันได้ครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่งสัญญาณไม่เอาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในฐานที่มั่นของฝ่ายอนุรักษนิยม ที่เคยเทคะแนนให้ทรัมป์กลับมาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ตอนนี้หันมาเลือกเดโมแครตเพราะไม่พอใจอย่างมากกับการทำสงครามกับอิหร่าน ค่าครองชีพสูง และผลงานบริหารประเทศของทรัมป์ไม่เข้าตา

ผลการนับคะแนนจากเว็บไซต์บลูมเบิร์กเมื่อเวลา 7.00 น. วันพุธ (5 พ.ย.) ตามเวลาประเทศไทย วุฒิสภา พรรคเดโมแครตได้ 54 ที่นั่ง พรรครีพับลิกัน 44 ที่นั่ง สภาผู้แทนราษฎร พรรคเดโมแครตได้ 240 ที่นั่ง พรรครีพับลิกัน 147 ที่นั่ง ส่วนผู้ว่าการรัฐพรรคเดโมแครตชนะ 28 คน พรรครีพับลิกัน 20 คน

  •  เดโมแครตสร้างประวัติศาสตร์

พรรคเดโมแครตสร้างประวัติศาสตร์ในหลายรัฐ เช่น เคียชา แลนซ์ บอททอมส์ จากรัฐจอร์เจีย เอาชนะริค แจ็กสัน จากพรรครีพับลิกัน เป็นสตรีผิวดำคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐที่ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าการรัฐ

 คริส ปัปปาส จากรัฐนิวแฮมป์เชียร์ เป็นชายเกย์เปิดเผยคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเข้าสู่วุฒิสภา

อับดุล เอล ซาเยด จากรัฐมิชิแกน เป็นสมาชิกวุฒิสภามุสลิมคนแรกของสหรัฐ

เจมส์ ทาลาริโก จากรัฐเท็กซัส เป็น ส.ว.เดโมแครตคนแรกนับตั้งแต่ปี 1988 ที่ชนะในรัฐนี้

อดัม แฮมิลตันเป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตคนแรกในรอบเกือบ 100 ปีที่ชนะเลือกตั้งวุฒิสภาในรัฐแคนซัส

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐไม่ใช่แค่กิจการภายใน รัฐบาลและภาคธุรกิจทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานพุ่งสูงเพราะสหรัฐและอิสราเอลทำสงครามกับอิหร่าน ก็ต่างจับตาอย่างใกล้ชิด

นักวิเคราะห์กล่าวกับสำนักข่าวอัลจาซีราห์ว่า หลายคนอยากเห็น “การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่” ในช่วงเวลาสองปีที่เหลือในทำเนียบขาวของประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นสงครามอิหร่านหรือนโยบายการค้าและภาษี แต่ความหวังมีน้อยนิดแม้พรรคเดโมแครตครองทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาก็ตาม

สตีเวน โอคุน ผู้เชี่ยวชาญการค้าและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอแพค แอดไวเซอร์ บริษัทที่ปรึกษาในสิงคโปร์ยอมรับว่า ทุกคนต่างจับตาเพราะนี่คือเวทีการเมืองอันยิ่งใหญ่

นอกเหนือจากตะวันออกกลาง ไม่มีภูมิภาคใดได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่านหนักไปกว่าเอเชียแปซิฟิกอีกแล้ว ก่อนความขัดแย้งเริ่มขึ้นภูมิภาคนี้นำเข้าน้ำมันและก๊าซส่วนใหญ่จากอ่าวเปอร์เซียผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่ออิหร่านปิดช่องแคบตอบโต้การโจมตีของสหรัฐและอิสราเอล หลายประเทศในเอเชียแปซิฟิกต้องเผชิญกับการขาดแคลนพลังงาน

ฟิลิปปินส์ซึ่งพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้าจากอ่าวเปอร์เซียกว่า 90% ต้องอยู่ภายใต้ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานมาตั้งแต่เดือน มี.ค. สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา (ไอเอสอีเอเอส) ยูโซฟ อิสชัค ในสิงคโปร์เผยว่า ในประเทศยากจนที่สุดของภูมิภาคอย่างกัมพูชา ลาว เมียนมา และติมอร์เลสเต ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นทำให้ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศร่อยหรอ ขณะที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และเวียดนามต้องทุ่มงบประมาณอุดหนุนราคาพลังงานอย่างมากเพื่อปกป้องผู้บริโภค

แม้ความเห็นของสาธารณชนทั้งในสหรัฐและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงคัดค้านสงครามอย่างแข็งขัน แต่โอคุนกล่าวว่า สภาคองเกรสที่เดโมแครตครองเสียงข้างมากไม่น่าบีบให้ทรัมป์ยุติความขัดแย้งแปดเดือนได้ เขามองว่า สงครามอิหร่านจะไม่มีอะไรมากไปกว่าการตั้งคณะกรรมการสอบสวน

“อาจมีการถอดถอนรัฐมนตรีกลาโหม แต่จะไม่เปลี่ยนแปลงผลกระทบของสงครามโดยรวม” นักวิเคราะห์รายนี้ย้ำ

ภายใต้รัฐธรรมนูญสหรัฐ สภาคองเกรสมีอำนาจประกาศสงคราม แต่ทรัมป์อ้างว่าการโจมตีอิหร่านเป็นการป้องกันตนเอง และถึงขณะนี้เขายังละเลยข้อมติของสภาที่สั่งการให้เขาถอนทหารสหรัฐออกจากการสู้รบ ถ้าสภาคองเกรสที่เดโมแครตคุมผ่านกฎหมายจำกัดปฏิบัติการทางทหาร หรือตัดงบประมาณ ทรัมป์ก็ใช้อำนาจยับยั้ง (วีโต้) ได้

การลบล้างอำนาจวีโต้ต้องใช้เสียงสองในสามของทั้งสองสภา ซึ่งแทบจะแน่นอนแล้วว่าเดโมแครตมีไม่ถึง

  •  ภาษีไม่เปลี่ยนแปลง

  เอเชียแปซิฟิกจับตา เดโมแครต'คุมเบ็ดเสร็จ'สองสภาสหรัฐ สำหรับการค้าและภาษี เหล่านักวิเคราะห์มองว่า สภาคองเกรสมีโอกาสควบคุมทรัมป์ได้น้อยเช่นกัน ปีก่อนประธานาธิบดีสหรัฐเขย่าตลาดโลก ด้วยการกำหนดภาษีศุลกากร “ตอบโต้” ตั้งแต่ 10% ไปจนถึง 50% กับราว 90 ประเทศทั่วโลก เป้าหมายเพื่อลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐ เอเชียแปซิฟิกได้รับผลกระทบหนักกว่าใครเพื่อนอีกเหมือนเดิม ราว 15 ประเทศถูกเก็บภาษี กัมพูชาเจอในอัตรา 49% ลาว 48% เวียดนาม 46% และเมียนมา 45%

หลังจากศาลฎีกาพิพากษาคว่ำภาษีเหล่านั้นในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ก็หันไปใช้เครื่องมืออื่น ในเดือน ก.ค.ได้กำหนดภาษีอัตรา 10-12.5% กับสินค้าจากคู่ค้า 60 ราย โดยกล่าวหาว่าประเทศเหล่านั้นนำเข้าสินค้าผลิตโดยแรงงานถูกบังคับ ประเทศในเอเชียที่ถูกเก็บภาษีตัวนี้ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเจ็ดประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม

“ในแง่หนึ่งสภาชุดใหม่จะไม่มีผลอะไรต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพราะมันจะไม่ส่งผลกระทบต่อนโยบายการค้าสภาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้ อัตราภาษีศุลกากรก็ยังคงเดิม สงครามก็ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดิม” โอคุนกล่าว

กระนั้น นักวิชาการบางคนมองเห็นช่องทางเล็ก ๆ ในประเด็นภาษี

สตีเฟน โอลสัน นักวิจัยรับเชิญประจำสถาบันไอเอสอีเอเอส ยูโซฟ อิชัคแสดงทัศนะในบทความที่เขาเขียนเมื่อไม่นานมานี้ว่า หากพรรครีพับลิกันได้รับบทเรียนอย่างชัดเจนจากผลการเลือกตั้ง ซึ่งสะท้อนถึงการปฏิเสธแนวคิด “ทรัมป์นิยม” (Trumpism) อย่างหนักหน่วง ก็อาจช่วยเพิ่มความกล้าให้กับกลุ่มสมาชิกพรรครีพับลิกันที่สนับสนุนการค้าเสรี ให้กลับมาแสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างเปิดเผยอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ กลุ่มดังกล่าวถูกกดดันจนต้องสงวนท่าทีและไม่กล้าแสดงจุดยืนต่อต้านแนวทางของทรัมป์ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

โอลสันให้ “ประกายความหวัง” สำหรับประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า ขึ้นอยู่กับตลาดสหรัฐ สภาคองเกรสที่เดโมแครตคุมอาจกำหนดข้อยกเว้นพิเศษขึ้นมาเพื่อลดผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐที่มีต่อผู้ส่งออกในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าครั้งใหญ่ของสหรัฐคงต้องรอจนกว่าจะถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2028

โจชัว เคอร์แลนต์ซิกนักวิจัยอาวุโสด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ จากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกล่าวว่า สิ่งที่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียต้องการนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องการค้าเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงประเด็นด้านความมั่นคงด้วย

 “ผมคิดว่าเกือบทุกประเทศในเอเชียต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในหลายด้าน ตลอดช่วงเวลาที่เหลือของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ แต่ผมคิดว่าประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคงไม่เกิดขึ้น”

นอกจากนโยบายการค้าและภาษีที่ “มีเสถียรภาพมากขึ้น” ประเทศในเอเชียแปซิฟิก “อยากให้สหรัฐรับประกันความมั่นคงแน่นอนมากขึ้น” อยากเห็นสหรัฐ “ชัดเจนและโดดเด่นมากขึ้น” ในทะเลจีนใต้ ที่จีนอ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อนกับห้าประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงในช่องแคบไต้หวัน

เคอร์แลนต์ซิกกล่าวต่อไปว่า ภาคธุรกิจจะจับตาเช่นกันว่า การพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของพรรครีพับลิกันจะทำให้สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสกล้าหาญมากขึ้น ลุกขึ้นมาคัดค้านหรือท้าทายทรัมป์ โดยร่วมมือกับพรรคเดโมแครต ในประเด็นที่มีความสำคัญต่อภาคธุรกิจในเอเชียหรือไม่

  •  สายสัมพันธ์สหรัฐ-จีน

ประเด็นหนึ่งที่นักวิเคราะห์คาดว่าสภาคองเกรสจะขยับคือเรื่องจีน โอคุนมองว่า สภาชุดใหม่จะผ่านกฎหมายเข้มงวดขึ้นควบคุมจีนเข้าถึงเทคโนโลยี เช่นกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงในการเข้าถึงจากระยะไกลมีเป้าหมายขยายขอบเขตมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐให้ครอบคลุมการเข้าถึงสินค้า ซอฟต์แวร์ หรือเทคโนโลยีของสหรัฐจากระยะไกลด้วย และกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงของชิปซึ่งกำหนดให้บริษัทต่าง ๆ ต้องตรวจสอบและยืนยันว่า ชิปปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ขั้นสูงยังคงอยู่ในสถานที่ที่ได้รับอนุญาต เพื่อป้องกันไม่ให้ชิปเหล่านี้ถูกส่งต่อหรือเปลี่ยนเส้นทางไปยังประเทศคู่แข่งหรือฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐ

อีกฉบับหนึ่งคือกฎหมายว่าด้วยการประสานมาตรการควบคุมเทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์พหุภาคี หรือที่เรียกกันว่า MATCH Act มีเป้าหมายผลักดันให้ประเทศพันธมิตรปรับมาตรการควบคุมการส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิปให้สอดคล้องกับมาตรการของรัฐบาลวอชิงตัน เพื่อป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีการผลิตชิปขั้นสูงตกไปอยู่ในมือของจีน

 ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์บางส่วนกังวลว่า ทรัมป์ในช่วงปลายวาระซึ่งถูกสภาคองเกรสคุมโดยเดโมแครตจำกัดบทบาทภายในประเทศอาจหันไปมุ่งเน้นด้านนโยบายต่างประเทศอย่างจริงจังมากขึ้น

“เราไม่ควรแปลกใจหากนโยบายต่างประเทศของสหรัฐยังคงผันผวนคาดเดาไม่ได้ต่อไปที่ผ่านมา พรรคเดโมแครตใช้กลไกการตรวจสอบและกำกับดูแลของสภาคัดค้านและตรวจสอบให้ทรัมป์ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนได้ไม่ดีนักคงต้องรอดูว่าครั้งนี้พวกเขาจะสามารถลุกขึ้นมาแสดงบทบาทได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์หรือไม่”