วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ประมวลตลาดหลังเลือกตั้งกลางเทอม 'หุ้น-ทอง' ขานรับเดโมแครต

ตลาดการเงินทั่วโลกพลิกฟื้น 'ดาวโจนส์ฟิวเจอร์ส' พุ่งกว่า 700 จุด 'ทองคำ' พุ่งเกือบ 3% บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวลดลง หลัง 'เดโมแครต' กวาดชัยเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา แม้ช่วงแรกนักลงทุนหวั่นคุมเข้ม AI จนหุ้นเทคโนโลยีร่วงหนัก แต่ตลาดกลับมาขานรับความหวังว่า การคานอำนาจรัฐบาลทรัมป์ จะช่วยจำกัดการใช้จ่ายภาครัฐ

ตลาดการเงินทั่วโลกผันผวนอย่างหนักในวันนี้ (4 พ.ย.69) หลังพรรคเดโมแครตสร้างความประหลาดใจด้วยการกวาดชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐปี 2026 และกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา นับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านี้มีพรรครีพับลิกันควบคุมทั้งสองสภา

ชัยชนะของเดโมแครตยังขยายไปถึงรัฐที่เคยเป็นฐานเสียงของรีพับลิกันอย่างเหนียวแน่นมาหลายทศวรรษ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่นักลงทุนบางส่วนอาจไม่ได้คาดการณ์ไว้

ในช่วงแรกตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงเทขาย โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี และ AI จากความกังวลว่าเดโมแครตจะเข้มงวดขึ้นในการตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ และจำกัดการขยาย "ดาต้าเซนเตอร์" ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เมื่อผลเลือกตั้งเริ่มชัดเจนขึ้นตลาดหุ้นก็กลับมาฟื้นตัว โดยนักลงทุนเริ่มให้น้ำหนักกับผลบวกจากภาวะที่ทำเนียบขาว และสภาคองเกรสถูกควบคุมโดยคนละพรรค ซึ่งอาจช่วยสกัดนโยบายใหม่ของรัฐบาลทรัมป์ และลดความไม่แน่นอนบางด้าน

เดโบราห์ คันนิงแฮม ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนฝ่ายสภาพคล่องตลาดทุนโลกของ Federated Hermes กล่าวว่า พรรคเดโมแครตสามารถคว้าชัยชนะทั้งสองสภา ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่แทบไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเมื่อต้นปีนี้

ชัยชนะครั้งนี้ทำให้รัฐบาลกลางสหรัฐ เผชิญภาวะอำนาจแบ่งแยกในประเด็นนโยบายส่วนใหญ่ และมักส่งผลให้การผ่านกฎหมายใหม่ทำได้ยากขึ้น ซึ่งตามสถิติแล้ว ตลาดการเงินมักตอบรับในทางบวก เพราะช่วยลดความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายใหม่

ดาวโจนส์ฟิวเจอร์สพุ่งกว่า 700 จุด

ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวหลังจากนักลงทุนทยอยประเมินผลกระทบจากชัยชนะของเดโมแครต

ดัชนี MSCI All-World เพิ่มขึ้น 0.13% ขณะที่ดัชนี STOXX 600 ของยุโรปปรับขึ้น 0.5% ส่วนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นสหรัฐพลิกกลับมาเป็นบวก หลังจากร่วงลงถึง 2% ในช่วงข้ามคืน

ล่าสุด ณ เวลา 17.57 น. ตามเวลาประเทศไทย สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น 763 จุด หรือ 1.47% สู่ระดับ 52,658 จุด ขณะที่ S&P 500 ฟิวเจอร์สเพิ่มขึ้น 1.01% สู่ระดับ 7,673.75 จุด และ Nasdaq 100 ฟิวเจอร์สเพิ่มขึ้น 0.93% สู่ระดับ 28,569 จุด

แคธลีน บรูกส์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ XTB กล่าวว่า โดยรวมแล้วผลเลือกตั้งส่งผลกระทบต่อตลาดค่อนข้างจำกัด และจากนี้นักลงทุนจะเปลี่ยนจากการซื้อขายตามความไม่แน่นอนของผลเลือกตั้ง มาเป็นการประเมินว่าผลเลือกตั้งจะส่งผลต่อนโยบายต่างๆ อย่างไร

อย่างไรก็ตาม หุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกับทรัมป์อย่าง Tesla และ SpaceX ของอีลอน มัสก์ ซึ่งมีแผนควบรวมกิจการกัน ปรับตัวลดลงประมาณ 4.5–5% ในการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม Tradegate ของยุโรป เทียบกับหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายอื่นที่ลดลงเพียง 0.3–0.9%

บรูกส์ มองว่า แม้ผลเลือกตั้งจะเป็นข่าวร้ายสำหรับ Tesla และ SpaceX แต่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกระแสลงทุน AI อาจผ่านพ้นความกังวลเรื่องกฎระเบียบไปได้ และกลับมาปรับตัวขึ้นต่อ หลังจากกลุ่มดังกล่าวพุ่งแรงในวันอังคาร

ขณะเดียวกัน สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี Russell 2000 ซึ่งสะท้อนหุ้นบริษัทขนาดเล็กที่พึ่งพาเศรษฐกิจสหรัฐเป็นหลัก เพิ่มขึ้น 0.7% หลังจากก่อนหน้านี้ร่วงลง 1%

ทองพุ่งเกือบ 3% เงินทะยานกว่า 4%

อีกหนึ่งสินทรัพย์ที่ได้รับแรงหนุนจากผลเลือกตั้งคือ "ทองคำ" และโลหะมีค่า ซึ่งปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันพุธ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง โดยราคาทองทะยานขึ้นเหนือ 4,000 ดอลลาร์แล้ว

ราคาทองคำตลาดสปอต (Spot gold) พุ่งขึ้น 2.97% สู่ระดับ 4,044.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าเพิ่มขึ้น 2.94% แตะ 4,056.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ส่วนสัญญาซื้อขายโลหะเงินล่วงหน้าทะยาน 4.54% สู่ระดับ 52.01 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาแพลทินัมเพิ่มขึ้น 3.38% สู่ระดับ 1,463.95 ดอลลาร์ และพัลลาเดียมพุ่ง 5.57% สู่ระดับ 985.50 ดอลลาร์

โรนา โอคอนเนลล์ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ตลาดยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียของ StoneX ระบุว่า "หากเดโมแครตครองทั้งสองสภา ราคาทองคำมีแนวโน้มได้รับแรงหนุน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ย และเงินดอลลาร์อาจเผชิญแรงกดดัน"

สถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่การต่อรองทางการคลังที่ยืดเยื้อ และความขัดแย้งระหว่างสถาบันการเมือง ซึ่งจะเพิ่มความไม่แน่นอน ขณะที่สงครามอิหร่าน และเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงจะเป็นปัจจัยหนุนทองคำ แต่ทั้งนี้ก็ยังต้องเผชิญแรงต้านจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ยังมีท่าทีเข้มงวดด้านนโยบายการเงิน

ทั้งนี้ ราคาทองคำ และโลหะเงินเคยทำสถิติพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงในปี 2025 โดยเพิ่มขึ้น 66% และ 135% ตามลำดับ จากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดการเงิน

แต่ในปี 2026 ราคากลับเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูง และธนาคารกลางต่างๆ ที่ดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวด ส่งผลให้ทองคำปรับตัวลดลงมากกว่า 7% นับตั้งแต่ต้นปี ขณะที่โลหะเงินร่วงเกือบ 28%

อย่างไรก็ตาม ดาเนียลา ฮาธอร์น นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสของ Capital.com เตือนว่า การฟื้นตัวของโลหะมีค่ายังค่อนข้างเปราะบาง เพราะความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้กระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยเสมอไป โดยเฉพาะในช่วงที่นักลงทุนยังวิตกเกี่ยวกับนโยบายการเงินที่เข้มงวด

นอกจากนี้ หากตลาดหุ้นร่วงลงอย่างรุนแรง นักลงทุนอาจจำเป็นต้องขายทองคำหรือสินทรัพย์ที่ยังมีกำไรเพื่อระดมเงินสด ซึ่งเป็นอีกความเสี่ยงต่อการปรับตัวขึ้นของราคา

บอนด์ยีลด์ร่วง ดอลลาร์อ่อนค่า

"ตลาดพันธบัตรสหรัฐ" เป็นอีกหนึ่งตลาดที่ได้รับแรงหนุน หลังนักลงทุนคาดว่าเดโมแครตที่ครองสภาคองเกรสจะสามารถสกัดการลดภาษีเพิ่มเติมของรัฐบาลทรัมป์ และทำให้การใช้จ่ายภาครัฐชะลอตัวลง

นอกจากนี้ ความเป็นไปได้ที่การกำกับดูแล AI จะเข้มงวดขึ้น อาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลง และลดความจำเป็นที่เฟดต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ลดลง 3 เบสิสพอยต์ มาอยู่ที่ 4.92% หลังจากช่วงข้ามคืนเคยร่วงลงถึง 6 เบสิสพอยต์ แตะระดับต่ำสุดที่ 4.89%

ปราชานต์ นิวเนฮา นักกลยุทธ์อาวุโสด้านอัตราดอกเบี้ยของ TD Securities ในสิงคโปร์ กล่าวว่า ตลาดพันธบัตรกำลังกลายเป็นผู้ชนะที่ชัดเจน หลังนักลงทุนเริ่มลดความคาดหวังต่อกระแสลงทุน AI และมองว่าการลดภาษีเพิ่มเติมอาจต้องถูกระงับ ขณะที่การใช้จ่ายของรัฐบาลมีแนวโน้มชะลอตัว

ทางด้านค่าเงิน "ดอลลาร์สหรัฐ" อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยเงินยูโรแข็งค่าขึ้น 0.4% สู่ระดับ 1.133 ดอลลาร์ต่อยูโร ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้น 0.5% สู่ระดับ 1.348 ดอลลาร์ต่อปอนด์

ส่วนเงินเยน และฟรังก์สวิส ซึ่งเป็นสกุลเงินปลอดภัยต่างปรับตัวแข็งค่าขึ้น โดยฟรังก์สวิสทำผลงานโดดเด่นที่สุด เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง 0.6% เมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส มาอยู่ที่ 0.8163 ฟรังก์ต่อดอลลาร์ และอ่อนค่าลง 0.4% เมื่อเทียบกับเงินเยน มาอยู่ที่ 158.12 เยนต่อดอลลาร์

น้ำมันผันผวน จับตาสงครามอิหร่าน

ส่วนตลาดน้ำมันยังเคลื่อนไหวผันผวนในวันพุธ หลังราคาปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 สัปดาห์เมื่อวันก่อนหน้า โดยนักลงทุนกำลังประเมินความคืบหน้าของการเจรจายุติสงครามในยูเครน และอิหร่าน เทียบกับความกังวลว่าการโจมตีครั้งล่าสุดในทั้งสองสมรภูมิอาจกระทบอุปทานพลังงานเพิ่มเติม

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 0.4% มาอยู่ที่ 103.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล


ที่มา: CNBC, Reuters

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์