"พรรครีพับลิกัน" นำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดิมพันเต็มสูบ หวังคุมอำนาจสภาคองเกรสต่อ ด้านเดโมแครตแข่งจนหืดขึ้นคอ ต้องเร่งทำแต้มพลิกรัฐเลือดแดงเป็นน้ำเงิน
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอเมริกันเตรียมตัดสินชี้ชะตา “ผลงาน” ในช่วงสองปีแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในศึกเลือกตั้งกลางเทอม วันอังคาร (3 พ.ย.) นี้ ตามเวลาสหรัฐ จากผลสำรวจและนักวิเคราะห์ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ต่างเห็นพ้องว่าพรรคเดโมแครตมีโอกาสสูงที่จะชิงที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ขณะที่อำนาจควบคุมวุฒิสภายังคงไม่แน่นอน
รอยเตอร์รายงานว่า การชิงชัยที่นั่งในวุฒิสภามีแข่งขันที่สูสีในเกือบ 10 สนามทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน
อย่างไรก็ตาม จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผลการเลือกตั้งกลางเทอมไม่ได้เข้าข้างพรรครีพับลิกันของทรัมป์ โดยนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา พรรคของประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่มักจะสูญเสียที่นั่งในรัฐสภาในการเลือกตั้งกลางเทอมเกือบทุกครั้ง (ยกเว้นเพียงสองครั้งเท่านั้น) ขณะเดียวกัน คะแนนนิยมของทรัมป์ก็ยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดเท่าที่เคยมีมา เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความไม่พอใจอย่างรุนแรงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีต่อการทำสงครามกับอิหร่าน ที่ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ส่วนในปีนี้ แทบไม่ต้องข้อสงสัยเลยว่าการเลือกตั้งเป็นเรื่องที่ล้วนเกี่ยวกับทรัมป์
รีพับลิกันเดินหมากถล่มคู่แข่ง
ช่วงที่ผ่านมาประธานาธิบดีพยายามกระตุ้นฐานเสียงด้วยการปราศรัยหาเสียงมากกว่ายี่สิบครั้งตั้งแต่ต้นเดือนต.ค. ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรัฐที่เขาสามารถคว้าชัยมาได้อย่างง่ายดายในปี 2024 ตอกย้ำให้เห็นถึงขอบเขตที่พรรครีพับลิกันกำลังอยู่ในสถานการณ์ตั้งรับ
ภายใต้การนำของทรัมป์ พรรครีพับลิกันใช้วิธีพร่ำพรรณนาถึงผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตว่าเป็น “พวกหัวรุนแรง ไม่รักชาติ รวมถึงคำกล่าวที่ว่าพวกเขาเป็นคอมมิวนิสต์”
ทรัมป์กล่าวเมื่อวันจันทร์ (2 พ.ย.) ระหว่างการปราศรัยในกรุงวอชิงตัน “พรรคเดโมแครตเสนอชื่อผู้สมัครหัวรุนแรงและอันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา”
แต่ผลสำรวจความคิดเห็นแสดงให้เห็นว่า ผู้ลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่กังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย และไม่เห็นด้วยกับการจัดการปัญหาของทรัมป์ หลังจากออกนโยบายภาษีแบบครอบคลุม และการตัดสินใจโจมตีอิหร่านในเมื่อกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ต้นทุนภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันก็พยายามอย่างหนักที่จะสร้างระยะห่างจากประธานาธิบดีที่เรียกร้องความจงรักภักดี และไม่ค่อยยอมรับความผิดพลาดของตนเอง
ทั้งนี้ในสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐ จะมีการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด 435 ที่นั่ง และในวุฒิสภา เลือกตั้ง 35 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100
แต่การแข่งขันส่วนใหญ่ยังไม่ถือว่าเป็นการแข่งขันที่สูสี
ขณะที่พรรคเดโมแครตต้องพลิกสถานการณ์ให้ได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย 3 ที่นั่ง และในวุฒิสภาอย่างน้อย 4 ที่นั่ง จึงจะครองเสียงข้างมากในแต่ละสภาได้
หากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา จะสามารถเริ่มการสอบสวนสิ่งที่พรรคเดโมแครตอธิบายว่าเป็น “พฤติกรรมเอื้อประโยชน์ส่วนตัวของรัฐบาลทรัมป์” และเรียกร้องให้รัฐบาลยอมประนีประนอมในการอนุมัติกฎหมาย
นอกจากนี้ วุฒิสภาที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากยังมีอำนาจในการขัดขวางการแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ ของทรัมป์ รวมถึงการเสนอชื่อผู้พิพากษาศาลฎีกาของสหรัฐ หากมีตำแหน่งว่างเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้พรรคเดโมแครตจะสามารถกดดันพรรครีพับลิกันในพื้นที่ฐานเสียงส่วนใหญ่ของอีกฝ่ายได้ แต่พวกเขาก็แทบไม่มีช่องว่างที่จะก่อให้ความผิดพลาด โดยพรรครีพับลิกันต้องรักษาที่นั่งเดิมที่มีอยู่ทั้งหมดไว้ และต้องรับมือกับการแข่งขันที่สูสีในรัฐมิชิแกน ขณะเดียวกันก็ต้องคว้าชัยชนะในรัฐที่เคยลงคะแนนให้ทรัมป์ด้วยคะแนนทิ้งห่างเกิน 10% เมื่อสองปีก่อนมาให้ได้อย่างน้อยสองรัฐ จากกลุ่มรัฐอะแลสกา, ไอโอวา, แคนซัส, เนแบรสกา, โอไฮโอ, เซาท์แคโรไลนา และเท็กซัส
ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นบ่งชี้ว่า พรรคเดโมแครตมีคะแนนนำอยู่เล็กน้อย หรือมีคะแนนไล่ตามมาในระยะที่สามารถพลิกกลับมาชนะได้ในรัฐเหล่านั้นทั้งหมด
เดโมแครตลุ้นพลิกเกม 'รัฐเลือดแดง'
การแข่งขันชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกในรัฐมิชิแกนระหว่าง อับดุล เอล-ซาเยด วัย 42 ปี จากพรรคเดโมแครตสายก้าวหน้า และไมค์ โรเจอร์ส อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน วัย 63 ปี ได้รับแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่เมื่อวันอาทิตย์ (1 พ.ย.) เมื่อเฮลีย์ สตีเวนส์ จากพรรคเดโมแครต ที่พ่ายแพ้ให้กับเอล-ซาเยดอย่างฉิวเฉียดในการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรค ออกมาประกาศสนับสนุนโรเจอร์ส ซึ่งเป็นการสถานการณ์พลิกผันที่น่าประหลาดใจ
นอกเหนือจากผลกระทบต่ออำนาจการควบคุมวุฒิสภาแล้ว การแข่งขันในรัฐมิชิแกนยังเป็นการทดสอบครั้งสำคัญว่า “การโจมตีด้านอัตลักษณ์ผู้สมัครฝ่ายตรงข้ามของพรรครีพับลิกัน” เนื่องจากกังวลความเป็นไปได้ที่เอล-ซาเยด จะวุฒิสมาชิกมุสลิมคนแรกของประเทศ จะได้ผลในรัฐที่เป็นสนามรบทางการเมืองหรือไม่ และหากเอล-ซาเยด ที่วิพากษ์วิจารณ์อิสราเอล และสนับสนุนนโยบายเสรีนิยมอย่าง การดูแลสุขภาพถ้วนหน้า ได้รับชัยชนะ อาจกลายเป็นแรงผลักดันให้กับพรรคฝ่ายซ้าย ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2028 ด้วย
ขณะที่การเลือกตั้งวุฒิสภาอะแลสกาตกอยู่ในความปั่นป่วน หลังจากที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า ทีมหาเสียงของแมรี เพลโทลา ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต วัย 53 ปี ช่วยสรรหาผู้สมัครรายที่สามที่มีชื่อและนามสกุลเหมือนกับแดน ซัลลิแวน คู่แข่งจากพรรครีพับลิกัน วัย 61 ปี ด้านเพลโทลาปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนกระทรวงยุติธรรมของทรัมป์ได้เริ่มการสอบสวนทางอาญาเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าว และยื่นฟ้องเพื่อขัดขวางการรับรองผลการเลือกตั้ง แต่ผู้พิพากษายกฟ้องความพยายามนี้ไปแล้ว
ในรัฐเท็กซัส เจมส์ ทาลาริโก ผู้สมัครวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต วัย 37 ปี กำลังทำให้พรรคของเขามีความหวังที่จะชนะในรัฐที่ใหญ่ที่สุดของพรรครีพับลิกันอีกครั้ง หลังจากเผชิญกับความผิดหวังมานานหลายทศวรรษ ส่วนคู่แข่งของเขาอย่าง เคน แพ็กซ์ตัน อัยการสูงสุดจากพรรครีพับลิกัน วัย 63 ปี ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องอื้อฉาวได้รับประโยชน์จากเงินสนับสนุนมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์จากอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ซึ่งทุ่มเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนผู้สมัครพรรครีพับลิกัน
ในรัฐแคนซัส อดัม แฮมิลตัน วัย 62 ปี จากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นบาทหลวงของโบสถ์ขนาดใหญ่ มีคะแนนนำเหนือ โรเจอร์ มาร์แชลล์ วัย 66 ปี จากพรรครีพับลิกัน ในโพลสำรวจ รัฐนี้ลงคะแนนให้ทรัมป์มากกว่า 16% ในปี 2024 และไม่ได้เลือกวุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตมาเกือบ 100 ปีแล้ว
ส่วนในรัฐเมน ซูซาน คอลลินส์ วัย 73 ปี จากพรรครีพับลิกัน กำลังพยายามท้าทายพรรคเดโมแครตในรัฐบ้านเกิดของเธออีกครั้ง เพื่อคว้าตำแหน่งสมัยที่หก โดยเธอต้องเผชิญหน้ากับ ทรอย แจ็กสัน วัย 58 ปี จากพรรคเดโมแครต อดีตประธานวุฒิสภาของรัฐ ซึ่งกลายเป็นผู้สมัครที่ไม่คาดคิดหลังจาก เกรแฮม แพลตเนอร์ เกษตรกรเลี้ยงหอยนางรมจากพรรคเดโมแครตถอนตัว ท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องการประพฤติมิชอบ ซึ่งเขาปฏิเสธ
การแข่งขันชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกที่ดุเดือดอื่นๆ ก็กำลังเกิดขึ้นในรัฐไอโอวา เนบราสกา โอไฮโอ และเซาท์แคโรไลนา ซึ่งทั้งหมดเป็นที่นั่งของพรรครีพับลิกัน
รีพับลิกันเดินพันเต็มสูบ
จากผลการวิเคราะห์ของรอยเตอร์ที่รวบรวมข้อมูลจากผู้พยากรณ์ผลเลือกตั้งชั้นนำ พบว่า มีเขตเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐ จำนวน 47 เขตที่คาดว่าจะมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด และหากการเลือกตั้งในเขตอื่นๆ เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ พรรคเดโมแครตจะต้องชนะให้ได้เพียง 13 เขตจาก 46 เขตเหล่านั้น เพื่อครองเสียงข้างมาก
การแข่งขันชิงชัยในศึกเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน รวมถึงเขตเลือกตั้งบางแห่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ คว้าชัยชนะด้วยคะแนนทิ้งห่างเป็นเลขสองหลักในการเลือกตั้งปี 2024
อย่างไรก็ตาม ความพยายามของพรรครีพับลิกันในการปรับเปลี่ยนเขตเลือกตั้งในหลายรัฐ เพื่อทำให้พรรคมีความได้เปรียบในการเลือกตั้งมากขึ้น อาจไม่สามารถสร้างผลได้เปรียบตามที่ทำเนียบขาวคาดหวังไว้
พรรคเดโมแครตเตือนว่า ทรัมป์ ผู้อ้างมานานว่าการเลือกตั้งของสหรัฐถูกโกง อาจพยายามท้าทายผลการเลือกตั้งในวันอังคาร หากพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้
นอกเหนือจากการดำเนินการในอะแลสกาแล้ว กระทรวงยุติธรรมของทรัมป์ยังได้ยื่นฟ้องในแคลิฟอร์เนียเพื่อขัดขวางบัตรลงคะแนนที่พวกเขาอ้างว่าอาจเป็นโมฆะ ซึ่งเป็นการละทิ้งแนวปฏิบัติในการปกป้องการเลือกตั้งจากอิทธิพลทางการเมืองที่ใช้มานานหลายทศวรรษ
ด้านศาลฎีกาสหรัฐ ปฏิเสธคำขอของฝ่ายบริหารในการออกคำสั่งฉุกเฉินในคดีนี้เมื่อวันจันทร์
อนึ่ง นอกจากการเลือกตั้งวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐกว่า 34 ราย ก็เตรียมเกิดขึ้นในวันอังคาร ตลอดจนเลือกตั้งสภานิติบัญญัติระดับรัฐอีกหลายพันรายการ ไปจนถึงการลงคะแนนเสียงในประเด็นต่างๆ ตั้งแต่ภาษีมหาเศรษฐีไปจนถึงสิทธิในการทำแท้งด้วยเช่นกัน





