วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ทำไม ‘ตู้เย็น’ ถึงกลายเป็นสมรภูมิใหม่ ของภัยไซเบอร์ทั่วโลก?

เปิดสาเหตุทำไม 'ตู้เย็น' ถึงกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของแฮกเกอร์? หลังเกิดเหตุโจมตีตู้แช่ในซูเปอร์มาร์เก็ต 7 ประเทศทั่วยุโรป ผู้เชี่ยวชาญชี้ช่องโหว่สำคัญอยู่ที่ระบบควบคุมผ่านอินเทอร์เน็ตและรหัสผ่านที่ไม่ปลอดภัย พร้อมตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของตู้เย็นและเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านยุค Internet of Things

จากการแฮกระบบคอมพิวเตอร์เพื่อขโมยข้อมูลหรือทำการเรียกค่าไถ่ (แรนซัมแวร์) แบบที่เคยพบมา ล่าสุดรูปแบบของการโจมตีทางไซเบอร์กำลังลุกลามมาสู่เรื่องปากท้องใกล้ตัวเรามากขึ้น กับเหตุการณ์โจมตี "ตู้เย็น" ตามซูเปอร์มาร์เก็ตหลายร้อยแห่งทั่วยุโรป 

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ตู้เย็นและตู้แช่แข็งตามซูเปอร์มาร์เก็ตคาดว่า "ถูกแฮกระบบทำความเย็น" จนอุณหภูมิในตู้แช่พุ่งสูงผิดปกติ บางรายเปลี่ยนจากตู้แช่ที่ติดลบกลายเป็นเตาอบอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส ทำให้อาหารเน่าเสีย ร้านค้าหลายแห่งต้องทิ้งสินค้าเสียหายมูลค่าหลายล้านบาท

เหตุการณ์ล่าสุดนี้กำลังเกิดขึ้นใน 7 ประเทศได้แก่ "เบลเยียม เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ และสวีเดน" ซึ่งลุกลามต่อมาจาก "ฝรั่งเศส" ที่เพิ่งเกิดขึ้นไปเมื่อเดือนที่แล้ว 

ทำไม ‘ตู้เย็น’ ถึงกลายเป็นสมรภูมิใหม่ ของภัยไซเบอร์ทั่วโลก?

ที่น่าตกใจคือ เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นหรือจำกัดวงแค่ในยุโรปเท่านั้น 

รายงานของสถานีวิทยุสาธารณะแห่งชาติสหรัฐ (NPR) พบว่า เมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา แฮกเกอร์เคยโจมตีระบบทำความเย็นของเครือข่ายค้าปลีกอาหารใน "อิสราเอล" จนคอมเพรสเซอร์ทำงานหนักเกินไปและพังถึงขั้นเกิดควันขึ้น และแม้กระทั่งฐานทัพหลายแห่งใน "สหรัฐ" ก็เผชิญปัญหาตู้แช่ขัดข้องในเดือนส.ค. ซึ่งยังคงสอบสวนกันอยู่ว่าเกี่ยวข้องกับภัยไซเบอร์หรือไม่

เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นได้ชัดว่าภัยไซเบอร์เข้าใกล้ตัวเรามากขนาดไหน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างกำลังเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตจนเกิดคำถามว่า ทำไมการโจมตีรอบนี้ถึงต้องเป็น "ตู้เย็น" และถ้าแฮกเกอร์ควบคุมตู้แช่ในซูเปอร์มาร์เก็ตได้ แล้วตู้เย็นในบ้านของเราหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ จะปลอดภัยแค่ไหน?

ทำไมต้องเป็น 'ตู้เย็น'?

ปัจจุบัน ตู้เย็นและตู้แช่แข็งตามซูเปอร์มาร์เก็ตส่วนใหญ่ล้วนเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต โดยใช้ระบบควบคุมส่วนกลางเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบและปรับอุณหภูมิตู้แช่จำนวนมากในระดับเป็นสิบหรือเป็นร้อยเครื่องจากระยะไกลได้

ระบบเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ แต่ขณะเดียวกันก็กลายเป็น "ช่องทาง" ให้แฮกเกอร์พยายามเจาะเข้ามาควบคุมอุปกรณ์ได้ โดยเฉพาะระบบรุ่นเก่าที่มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย

เควิน เตลลิเยร์ วิศวกรด้านความปลอดภัยไซเบอร์จาก Synacktiv อธิบายกับ France 24ว่า ระบบควบคุมตู้แช่ส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงผ่านเว็บไซต์ เพียงเข้าสู่ระบบด้วยรหัสผ่าน ผู้ใช้งานก็สามารถกำหนดอุณหภูมิภายในตู้แช่ได้

ทำไม ‘ตู้เย็น’ ถึงกลายเป็นสมรภูมิใหม่ ของภัยไซเบอร์ทั่วโลก?

ตามปกติแล้ว ระบบเหล่านี้ควรอยู่ใน "เครือข่ายปิด" ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยตรงจากอินเทอร์เน็ตภายนอก แต่ในทางปฏิบัติกลับมีอุปกรณ์จำนวนหนึ่งเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าถึงได้ แม้จะมีความรู้ด้านเทคนิคเพียงพื้นฐานก็ตาม

จุดนี้เองที่ทำให้ตู้แช่กลายเป็นเป้าหมายของแฮกเกอร์ เพราะเพียงแค่เปลี่ยนการตั้งค่าอุณหภูมิ ก็สามารถสร้างความเสียหายต่อสินค้ามูลค่ามหาศาล โดยไม่จำเป็นต้องขโมยเงินหรือข้อมูลลูกค้าแม้แต่รายการเดียว

หนังสือพิมพ์ The New York Times ยกตัวอย่างความเสียหายจากอาหารเน่าเสีย เพียงแค่ร้านเดียวเท่านั้นของซูเปอร์มาร์เก็ต Delhaize ในเบลเยียม ก็สูงถึง 100,000 ยูโร (ราว 3.8 ล้านบาท) ไปแล้ว หลังสัญญาณเตือนระบบทำความเย็นดังขึ้นในช่วงตี 4

แฮกเกอร์เข้าควบคุมได้อย่างไร?

ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีซับซ้อนเสมอไป แต่อาจเป็นเรื่องพื้นฐานอย่าง "การใช้รหัสผ่านที่ไม่ปลอดภัย" หรือการเปิดระบบควบคุมเครื่องจักรให้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตภายนอกโดยตรง

วินเซนต์ สตรูเบล หัวหน้าหน่วยงานความปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติฝรั่งเศส เปิดเผยกับ AFP ว่า การโจมตีระบบทำความเย็นในฝรั่งเศสเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา เกิดขึ้นได้จาก "ข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยพื้นฐาน" โดยเฉพาะการเปิดระบบให้เข้าถึงผ่านอินเทอร์เน็ตโดยตรง โดยไม่มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม และการใช้รหัสผ่านที่อ่อนแอ

การโจมตีครั้งนั้นมุ่งเป้าไปยังระบบควบคุมความเย็นของ Danfoss ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตระบบควบคุมความเย็นรายใหญ่จากเดนมาร์ก และมีการใช้งานตามร้านค้าจำนวนมาก โดยบริษัทระบุในเวลาต่อมาว่า อุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบเป็นรุ่นเก่าที่ไม่ได้รับการอัปเดตซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัย

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แฮกเกอร์อาจใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ หรือใช้ข้อมูลเข้าสู่ระบบที่ถูกขโมยมา เพื่อเข้าควบคุมระบบจากระยะไกล

NPR เคยรายงานกรณีเครือข่ายร้านค้าปลีกอาหารในอิสราเอลที่ถูกโจมตีเมื่อเดือนพ.ค. ซึ่งแฮกเกอร์ทำให้คอมเพรสเซอร์ของระบบทำความเย็นทำงานหนักเกินไปจนเสียหายและเกิดควันขึ้น

ออมรี เซเกฟ โมยาล ผู้บริหาร Profero ซึ่งเป็นบริษัทด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในอิสราเอล เล่าว่า ความเสียหายรุนแรงจนถึงขั้น "พังระเบิด" แต่ไม่ได้หมายถึงการระเบิดจากวัตถุระเบิด แต่เป็นเพราะการทำงานหนักเกินกำลังจนคอมเพรสเซอร์พัง และยังพบว่าแฮกเกอร์ได้ติดตั้งมัลแวร์เพื่อลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ และยึดระบบเครื่องพิมพ์เพื่อพิมพ์ข้อความข่มขู่และโฆษณาชวนเชื่อด้วย

โมยาลเชื่อว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มแฮกเกอร์ "อิหร่าน" ที่เจ้าหน้าที่สหรัฐและอิสราเอลเคยเชื่อมโยงกับกองทัพอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันได้ว่าเหตุโจมตีในอิสราเอลเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ล่าสุดในยุโรป

ตู้เย็นในบ้านเสี่ยงด้วยไหม?

มีความเสี่ยงเช่นกันหากเป็น "ตู้เย็นอัจฉริยะ" ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตู้เย็นทุกเครื่องจะถูกแฮกได้ง่ายๆ

สำนักข่าว BBC รายงานว่า ปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจำนวนมากสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ในยุค Internet of Things ตั้งแต่ "ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ไปจนถึงแอร์และระบบทำความร้อน" ซึ่งช่วยให้เจ้าของบ้านตรวจสอบและควบคุมอุปกรณ์ผ่านสมาร์ตโฟนได้

แต่เมื่ออุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ก็ย่อมมีโอกาสตกเป็นเป้าหมายของผู้ไม่หวังดีได้ หากระบบรักษาความปลอดภัยมีช่องโหว่

ตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นคือ ในปี 2015 นักวิจัยด้านความปลอดภัยไซเบอร์ได้สาธิตการเจาะช่องโหว่ของตู้เย็นอัจฉริยะ Samsung ซึ่งทำให้สามารถดักรับข้อมูลบางส่วนที่ส่งผ่านอินเทอร์เน็ตของอุปกรณ์ได้

อย่างไรก็ตาม BBC ระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านตกเป็นเป้าหมายของเหตุโจมตีซูเปอร์มาร์เก็ตในยุโรปครั้งล่าสุด

เคียแรน มาร์ติน อดีตหัวหน้าศูนย์ความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติอังกฤษ (NCSC) กล่าวว่า บริษัทเทคโนโลยีและผู้ผลิตอุปกรณ์ควรมีความรับผิดชอบมากขึ้นในการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ปลอดภัยตั้งแต่ต้น แทนที่จะปล่อยให้ผู้บริโภคต้องรับภาระป้องกันความเสี่ยงด้วยตัวเอง

ทั้งนี้ อังกฤษเริ่มบังคับใช้กฎหมายตั้งแต่เดือนเม.ย. 2024 ให้ผู้ผลิตอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับผู้บริโภคบางประเภทต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ขั้นต่ำ ซึ่งรวมถึงข้อกำหนดเรื่องรหัสผ่านและการอัปเดตความปลอดภัย

เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เสี่ยงด้วยหรือไม่?

ไม่ใช่แค่ตู้เย็นเท่านั้น แต่อุปกรณ์แทบทุกชนิดที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมีโอกาสถูกโจมตีได้ ตั้งแต่กล้องวงจรปิด กริ่งประตูอัจฉริยะ ระบบกันขโมย กลอนประตูดิจิทัล ไปจนถึงเครื่องปรับอุณหภูมิภายในบ้าน

รายงานของ RTE ในไอร์แลนด์ ระบุว่า เมื่อแฮกเกอร์เจาะเข้าสู่อุปกรณ์ได้แล้ว อาจเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวหรือควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ เช่น เปิดหรือปิดเครื่อง เปลี่ยนการตั้งค่า หรือทำให้เจ้าของไม่สามารถเข้าใช้งานระบบได้ อุปกรณ์ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยไม่เพียงพอ ยังอาจถูกใช้เป็นช่องทางเข้าสู่เครือข่ายอื่นๆ ภายในบ้านหรือองค์กรได้อีกด้วย

ความเสี่ยงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เครื่องใช้ไฟฟ้าตามบ้านเท่านั้น เพราะปัจจุบันระบบควบคุมเครื่องจักรในโรงงาน รถยนต์ โรงไฟฟ้า และระบบประปา ต่างก็ใช้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อควบคุมและตรวจสอบการทำงานจากระยะไกลเช่นกัน

ตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นก็คือ ในปี 2015 นักวิจัยสามารถเจาะระบบรถยนต์ Jeep ที่กำลังวิ่งอยู่จากระยะไกล ผ่านระบบความบันเทิงภายในรถ ส่งผลให้บริษัทต้องเรียกคืนรถยนต์ประมาณ 1.4 ล้านคันเพื่อแก้ไขช่องโหว่

France 24 ยังยกตัวอย่างมัลแวร์ Stuxnet ในปี 2010 ซึ่งทำให้เครื่องหมุนเหวี่ยงที่ใช้เสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่านเกิดความเสียหาย ซึ่งสะท้อนว่าการโจมตีทางไซเบอร์สามารถส่งผลกระทบต่อเครื่องจักรและโครงสร้างพื้นฐานในโลกจริงได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญๆ เช่น โรงไฟฟ้าและระบบประปา โดยทั่วไปแล้วมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มข้นหลายชั้น จึงไม่ได้ถูกเจาะระบบได้ง่ายเท่ากับอุปกรณ์ทั่วไปที่มีการป้องกันไม่เพียงพอ

ใครอยู่เบื้องหลังการโจมตี?

จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุโจมตีระบบทำความเย็นในฝรั่งเศสและประเทศยุโรปอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน และยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ

โอลิวิเยร์ ดาลัว ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์จาก Zscaler ปิดเผยกับ AFP ว่า การระบุตัวผู้โจมตีเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก

ขณะที่เควิน เตลลิเยร์ จาก Synacktiv มองว่า ผู้ก่อเหตุอาจจะเป็นใครก็ได้ เพราะการโจมตีครั้งนี้ไม่ได้ใช้เทคนิคที่ซับซ้อนมากนัก จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นฝีมือกลุ่มแฮกเกอร์ที่มีทรัพยากรมากหรือไม่

ส่วนเคสที่เกิดขึ้นในสหรัฐ กองสืบสวนคดีอาญาของกองทัพบกยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ด้านไซเบอร์กำลังสอบสวนเหตุระบบทำความเย็นขัดข้องในร้านค้าสวัสดิการของกองทัพ และประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของฝรั่งเศสเพื่อทำความเข้าใจเหตุการณ์ในยุโรปที่เพิ่งเกิดขึ้นแล้ว

บรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ความเสี่ยงในลักษณะนี้อาจจะเพิ่มขึ้นอีก เพราะแฮกเกอร์สามารถนำ "เครื่องมือ AI" มาช่วยค้นหาช่องโหว่และวางแผนโจมตีได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เราจะป้องกันการถูกแฮกได้อย่างไร?

สำหรับผู้บริโภคตามบ้านเรือนทั่วไป ควรเปลี่ยนรหัสผ่านเริ่มต้นจากโรงงาน เปิดใช้การยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน และอัปเดตซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ หากอุปกรณ์รุ่นใด "ไม่รองรับการอัปเดตความปลอดภัย" จากผู้ผลิตแล้ว ก็ควรพิจารณาเลิกใช้หรือเปลี่ยนอุปกรณ์ โดยเฉพาะรุ่นที่จำเป็นต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา

สำหรับภาคธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์แนะนำว่า วิธีลดความเสี่ยงที่สำคัญคือ ไม่เปิดให้อุปกรณ์เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตภายนอกโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะระบบควบคุมเครื่องจักรที่ควรแยกออกจากเครือข่ายภายนอก

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมคือ ระบบควบคุมเครื่องจักรจำนวนมากใช้งานมานานหลายปี และการอัปเดตซอฟต์แวร์บางครั้งจำเป็นต้องหยุดการทำงานของอุปกรณ์ ซึ่งอาจสร้างต้นทุนหรือกระทบต่อธุรกิจ

ทอม เฮเกล นักวิจัยจาก SentinelOne บริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า ผู้ค้าปลีกต้องกำหนดให้ชัดว่า ใครเป็นผู้รับผิดชอบความปลอดภัยของอุปกรณ์เหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่ใครเป็นผู้รับผิดชอบซ่อมแซมเมื่อเครื่องเสีย

“เมื่อแฮกเกอร์สามารถควบคุมระบบได้ ฟังก์ชันที่มีอยู่ตามปกติ เช่น การละลายน้ำแข็ง ก็สามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเสียหายได้” เฮเกลกล่าว “เพียงเปลี่ยนการตั้งค่า ก็สามารถทำลายสินค้าที่มีอยู่จริงได้ ไม่ใช่แค่ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์หยุดทำงาน”

กรณีตู้แช่เย็นในยุโรปจึงเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนว่า ความเสียหายจากภัยไซเบอร์อาจไม่ได้จบอยู่แค่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่สามารถลุกลามไปถึงสินค้า เครื่องจักร ตู้เย็น และบริการจำเป็นในชีวิตประจำวัน

“ผู้คนในประเทศตะวันตกมักจะไม่ค่อยกังวลเรื่องความมั่นคงทางอาหาร แต่เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนว่า เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราจะมองข้ามได้”  ริชาร์ด โจนส์ ศาสตราจารย์ด้านอาชญาวิทยาจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ กล่าวกับนิวยอร์กไทม์ส


ที่มา: NPR, France24, NYT, BBC, RTE