วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ย้อนสถิติหุ้นสหรัฐ 'S&P 500' หลังเลือกตั้ง ผลตอบแทนพุ่ง 13.7% ภายในหนึ่งปี

เปิดสถิติย้อนหลังตลาดหุ้นสหรัฐหลังเลือกตั้งกลางเทอม พบดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นตลอดการเลือกตั้ง 11 ครั้งที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 13.7% ในช่วงหนึ่งปีหลังเลือกตั้ง ตลาดมักตอบรับดีกว่ากับรัฐบาลที่ไม่มีพรรคใดครองอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่รอบนี้นักวิเคราะห์เตือนว่าปัจจัยอื่นอาจมีผลต่อตลาดมากกว่าผลเลือกตั้ง

"ตลาดหุ้นสหรัฐ" กำลังเผชิญความกังวลก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในวันนี้ (3 พ.ย. 2569) แต่หากย้อนดูสถิติ 46 ปีที่ผ่านมาจะพบว่า การเลือกตั้งมักตามมาด้วย "ผลตอบแทนที่แข็งแกร่ง" ไม่ว่าพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครตจะชนะอย่างถล่มทลาย ผลเลือกตั้งออกมาสูสี หรือโครงสร้างอำนาจในวอชิงตันจะไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม

จากการวิเคราะห์ข้อมูลของ CNBC พบว่า ดัชนี S&P 500 มักปรับตัวขึ้นหลังการเลือกตั้ง ทั้งเลือกตั้งกลางเทอมและการเลือกตั้งประธานาธิบดี

โดยข้อมูลระหว่างปี 1980-2024 พบว่าหลังการเลือกตั้งทั้งสองประเภทนี้ ดัชนี S&P 500 จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 0.2% ในวันแรกและสัปดาห์แรก ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.1% หลังผ่านไปหนึ่งเดือน

ภายในระยะเวลาหนึ่งปี ผลตอบแทนเฉลี่ยหลังการเลือกตั้งกลางเทอมจะอยู่ที่ประมาณ 13.7% เทียบกับ 13.8% หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยดัชนีให้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 91% ของการเลือกตั้งทั้งหมด และที่น่าสนใจคือ S&P 500 ปรับตัวขึ้นครบทั้ง 11 ครั้งหลังการเลือกตั้งกลางเทอมระหว่างปี 1982-2022

เมื่อผ่านไปหนึ่งปีหลังการเลือกตั้ง ดัชนี S&P 500 จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 13.7% หลังการเลือกตั้งกลางเทอม และ 13.8% หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี 

ย้อนสถิติหุ้นสหรัฐ 'S&P 500' หลังเลือกตั้ง ผลตอบแทนพุ่ง 13.7% ภายในหนึ่งปี

ตลอด 46 ปีที่ผ่านมา การที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นหลังการเลือกตั้งทั้งสองประเภทคิดเป็นสัดส่วนถึง 91% แต่หากนับเฉพาะการเลือกตั้งกลางเทอมเพียงอย่างเดียวจะพบว่า ดัชนีปรับตัวขึ้น "ทุกครั้ง" หรือ 100% จากสถิติย้อนหลัง 11 ครั้ง ระหว่างปี 1982–2022”

อย่างไรก็ตาม "ผลตอบแทนระยะสั้น" มีความแน่นอนน้อยกว่า โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งดัชนีจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบเล็กน้อยทั้งในวันแรกและสัปดาห์แรก

"นักลงทุนมักจะมีความกังวลก่อนการเลือกตั้งเหล่านี้ แต่เมื่อการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ทุกคนก็รู้สึกโล่งใจอย่างมาก และตลาดหุ้นมักทำผลงานได้ค่อนข้างดี" ไรอัน ดีทริค หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Carson Group กล่าว

หุ้นสหรัฐชอบรัฐบาลเสียงแตก

จากสถิติที่ผ่านมายังพบว่า ตลาดหุ้นสหรัฐมักตอบรับเชิงบวกกับผลเลือกตั้งแบบ "เสียงแตก" ที่อำนาจถูกแบ่งระหว่างสองพรรคมากกว่า โดยหมายถึงสถานการณ์ที่พรรคหนึ่งครองทำเนียบขาว ขณะที่อีกพรรคครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสอย่างน้อยหนึ่งสภา

ย้อนสถิติหุ้นสหรัฐ 'S&P 500' หลังเลือกตั้ง ผลตอบแทนพุ่ง 13.7% ภายในหนึ่งปี

เมื่อเทียบผลการเลือกตั้งแบบเสียงแตก จากการเลือกตั้งกลางเทอม 10 ครั้ง และการเลือกตั้งประธานาธิบดี 5 ครั้ง ที่ไม่มีพรรคใดครองอำนาจเบ็ดเสร็จพบว่า ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 15% ในช่วงหนึ่งปีหลังการเลือกตั้ง โดยปรับตัวขึ้นใน 14 จากทั้งหมด 15 ครั้ง

ในทางกลับกัน หากผลเลือกตั้งทำให้พรรคเดียวครองอำนาจทั้งทำเนียบขาวและสภาคองเกรส ดัชนี S&P 500 จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11.5% ในช่วงหนึ่งปีหลังการเลือกตั้ง

"หากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครตชนะอย่างถล่มทลาย ตลาดกลับไม่ค่อยชอบสถานการณ์แบบนั้นนัก เพราะอาจทำให้มีการใช้จ่ายมากเกินไปตามแนวทางของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และมีการรวมศูนย์อำนาจมากเกินไป" ดีทริคกล่าว

นอกจากนี้ สถานการณ์ที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ขณะที่ประธานาธิบดีมาจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งล่าสุดในวันอังคารนี้ ก็เคยส่งผลดีต่อตลาดหุ้นมาแล้ว

จากการวิเคราะห์ของ CNBC พบว่า หลังการเลือกตั้งกลางเทอม 3 ครั้ง ได้แก่ ปี 1986, 1990 และ 2006 ซึ่งพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ขณะที่ประธานาธิบดีมาจากพรรครีพับลิกัน ดัชนี S&P 500 จะปรับตัวลดลงเฉลี่ย 0.5% ในวันแรกหลังการเลือกตั้ง แต่กลับเพิ่มขึ้น 3.4% หลังผ่านไปหนึ่งเดือน และให้ผลตอบแทน 10.9% หลังผ่านไปหนึ่งปี

ผลเลือกตั้งอาจไม่ใช่ตัวแปรสำคัญที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผลเลือกตั้งอาจเป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับปัจจัยอื่นๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐมากกว่า

ตัวอย่างเช่น ดัชนี S&P 500 ร่วงลงถึง 22.1% ในช่วงหนึ่งปีหลังการเลือกตั้งปี 2000 เนื่องจากเกิดภาวะ "ฟองสบู่แตก" ในช่วงวิกฤติการณ์ฟองสบู่ดอตคอม นับเป็นผลตอบแทนหลังการเลือกตั้งที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1980

ในทางกลับกัน ปีที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนหลังการเลือกตั้งดีที่สุดคือปี 2020 โดยดัชนีพุ่งขึ้นถึง 38.3% ในช่วงหนึ่งปีหลังการเลือกตั้ง เนื่องจากตลาดฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งภายหลังการระบาดของโควิด-19

ธนาคารโซซิเอเต เจเนราล (SocGen) ระบุว่า นักลงทุนควรตระหนักว่าในท้ายที่สุด นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และวัฏจักรผลประกอบการบริษัทต่างหากที่มีความสำคัญต่อทิศทางตลาดหุ้นมากกว่าผลการเลือกตั้ง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเลือกตั้งกลางเทอมปี 2018 ซึ่งพรรคเดโมแครตสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกของโดนัลด์ ทรัมป์

ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงในช่วงหลังการเลือกตั้งครั้งนั้น แต่ปัจจัยสำคัญกว่าคือการที่เฟดดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวด โดยขึ้นดอกเบี้ยถึง 4 ครั้งในปีเดียว ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ปิดปี 2018 ลดลงถึง 6.2% แม้ว่าดัชนีจะฟื้นตัวได้ 11.7% เมื่อครบหนึ่งปีหลังการเลือกตั้งก็ตาม

AI อาจชี้ชะตาตลาดรอบนี้

อีกปัจจัยสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางตลาดหุ้นในขณะนี้ก็คือ "AI" โดยเฉพาะคำถามที่ว่าหุ้นเทคโนโลยีจะยังคงปรับตัวลดลงต่อไปหรือไม่

ดีทริคมองว่า ตราบใดที่กระแส AI ยังเดินหน้าต่อและเศรษฐกิจยังขยายตัว "ตลาดกระทิงรอบนี้ก็น่าจะยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง"

อย่างไรก็ตาม หากพรรคเดโมแครตสามารถกวาดชัยชนะและครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ก็แทบจะแน่นอนว่า "จะสร้างแรงกดดันต่อการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI และอาจทำให้บริษัทต่างๆ ชะลอแผนลงทุนมากขึ้น"

ขณะเดียวกัน "ตลาดพันธบัตร" ก็กำลังเผชิญความผันผวนเช่นกัน หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก ประกอบกับปัญหาหนี้ในฝรั่งเศสที่เริ่มส่งสัญญาณวิกฤติขนาดย่อม

ความขัดแย้งกับ "อิหร่าน" ก็ยังเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยง โดยสงครามอาจทวีความรุนแรงขึ้นหลังการเลือกตั้ง หากทรัมป์ดำเนินการตามคำขู่ที่จะโจมตีเพิ่มเติม หรืออิหร่านยกระดับการตอบโต้

นอกจากนี้ ปรากฏการณ์ "Santa Rally" หรือการปรับตัวขึ้นในช่วงปลายปี ก็อาจส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ แม้ว่าตลาดหุ้นในปัจจุบันยังคงขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลัก โดยมีปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายเฟด และตลาดพันธบัตรเป็นตัวแปรสำคัญก็ตาม


ที่มา: CNBC