เปิด 15 เรื่องที่ควรรู้ ก่อนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 3 พ.ย. นี้ ท่ามกลางสถานการณ์โลกปั่นป่วน สงครามตะวันออกกลางลากยาว ราคาน้ำมันพุ่งสูง กระทบปากท้องชาวอเมริกัน
นับถอยหลังศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ เหลือเวลาอีกเพียง 8 วันเท่านั้น การเลือกตั้งกำลังจะจัดขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 พ.ย. นี้ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ปั่นป่วนหนัก สงครามตะวันออกกลางลากยาวเข้าสู่เดือนที่ 9 ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง ส่งผลกระทบต่อปากท้องของประชาชนทั่วโลก
ขณะที่ชาวอเมริกันเดือดร้อนหนัก ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งทะลุ 6 ดอลลาร์/แกลลอน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้น จนทำให้เฟดเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซ้ำเติมวิกฤติหนี้ที่รัฐบาลสหรัฐต้องแบกรับกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์ สาหัสยิ่งขึ้น
รายการ DEEP Talk ของกรุงเทพธุรกิจได้คุยกับ อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ ซึ่งพำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกา ถึงการเลือกตั้งมิดเทอมครั้งนี้ที่กำลังจะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้กับการเมืองสหรัฐและโลกของเรา โดยสามารถสรุป 15 เรื่องสำคัญที่ควรรู้ ดังนี้
1.เลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร?
การเลือกตั้งกลางเทอม คือ การเลือกตั้งใหญ่ของสหรัฐที่จัดขึ้นตรงกึ่งกลางวาระ 2 ปีของประธานาธิบดี ถือเป็นสนามลงประชามติวัดผลงานของรัฐบาลโดยตรง ซึ่งรอบนี้จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ใหม่ยกสภาทั้งหมด 435 ที่นั่ง (วาระ 2 ปี) และเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อีก 35 ที่นั่งจากทั้งหมด 100 ที่นั่ง (วาระ 6 ปี)
นอกจากนี้ยังมีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐอีก 36 รัฐทั่วประเทศ ซึ่งผลการเลือกตั้งจะตัดสินว่าประธานาธิบดีจะยังผลักดันนโยบายได้สะดวก หรือจะโดนฝ่ายค้านคานอำนาจจนงานสะดุด
2.บรรยากาศการเลือกตั้งกลางเทอมปีนี้คึกคักแค่ไหน?
บรรยากาศปีนี้ตื่นตัวและตึงเครียดสูงเป็นประวัติการณ์ ประชาชนตื่นตัวออกมาร่วมกิจกรรมและลงคะแนนล่วงหน้ากันอย่างคึกคัก เนื่องจากความเดือดร้อนเรื่องค่าครองชีพและราคาสินค้าแพงปะทุหนัก ขณะเดียวกันกระแสข่าวลือทางการเมือง ความขัดแย้งเรื่องนโยบายชายแดน และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก ยิ่งกระตุ้นให้ฐานเสียงทั้งสองฝั่งตื่นตัว
ฝั่งเดโมแครตระดมคนรุ่นใหม่และกลุ่มคัดค้านรัฐบาลให้ออกมาใช้สิทธิ์ ส่วนฝั่งรีพับลิกันก็ระดมกลุ่มอนุรักษนิยมออกมาปกป้องเก้าอี้ ส่งผลให้บรรยากาศการแข่งขันหน้าคูหาและในสื่อโซเชียลเป็นไปอย่างเข้มข้นดุเดือดทั่วประเทศ
3.ประเด็นปัญหาสำคัญที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจของคนอเมริกัน?
เรื่องชี้ขาดอันดับหนึ่งคือ "ปากท้องและเงินในกระเป๋า" ผลสำรวจชี้ว่าประชาชนมากกว่า 80% ยกให้ภาพรวมเศรษฐกิจ ปัญหาค่าครองชีพ สินค้าราคาแพง และราคาน้ำมันที่พุ่งสูง เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นกระทบต้นทุนขนส่งอย่างหนัก
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสิทธิขั้นพื้นฐาน นโยบายการควบคุมชายแดน ความโปร่งใสของฝ่ายบริหาร ตลอดจนความกังวลเรื่องสงครามต่างแดนในตะวันออกกลางที่กลับมาซ้ำเติมราคาพลังงาน ส่งผลให้คนอเมริกันส่วนใหญ่กาบัตรโดยอิงจากความเดือดร้อนในชีวิตประจำวันเป็นหลัก
4.เลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้มีเงินสะพัดสูงสุดเป็นประวัติการณ์สะท้อนอะไร?
งบโฆษณาการเมืองพุ่งสูงถึง 11,600 ล้านดอลลาร์ ทุบสถิติการเลือกตั้งทุกครั้งที่เคยมีมา สะท้อนว่า เดิมพันทางการเมืองรอบนี้สูงมหาศาล ทุกฝ่ายยอมทุ่มสุดตัวเพราะผลแพ้ชนะจะเปลี่ยนทิศทางนโยบายประเทศอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงโครงสร้างการเมืองที่ใช้เงินขับเคลื่อนอย่างหนัก ฝั่งเดโมแครตสร้างสถิติเงินบริจาครายย่อยจากประชาชนรากหญ้า ส่วนฝั่งรีพับลิกันได้อัดฉีดจากมหาเศรษฐีและกลุ่มทุนใหญ่ ทว่าการทุ่มเงินสถิติโลกนี้ก็เตือนเราว่า เงินซื้อการเข้าถึงสื่อได้ แต่ไม่อาจซื้อใจประชาชนหากนโยบายไม่แก้ปัญหาปากท้องได้จริง
5.กลุ่มทุนและฐานเสียงของแต่ละพรรค?
ฝั่งเดโมแครตได้แรงหนุนจากเงินบริจาครายย่อยของประชาชนผ่านระบบออนไลน์ (ActBlue) โดยมีฐานเสียงหลักคือคนรุ่นใหม่ (Gen Z/Millennials) ประชาชนในเมืองใหญ่ และกลุ่มผู้ใช้แรงงาน สัญญาณชัดเจนคือคนรุ่นใหม่เทคะแนนสนับสนุนเพิ่มขึ้นถึง 15 จุด
ส่วนฝั่งรีพับลิกันพึ่งพาเม็ดเงินก้อนโตจากกลุ่ม Super PACs และมหาเศรษฐีอย่าง Elon Musk, Marc Andreessen และกลุ่มทุนพลังงาน โดยมีฐานเสียงคือกลุ่มอนุรักษนิยม อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณกลุ่มชาวลาติโน คนทำงานรายย่อย และผู้ลงคะแนนอิสระเริ่มถอยห่างจากพรรครีพับลิกันมากขึ้น
6.กลุ่มตัวแปรชี้ขาดผลการเลือกตั้งครั้งนี้?
กลุ่มตัวแปรชี้ขาดที่แท้จริงคือ "ผู้ลงคะแนนอิสระ" (Independents) และกลุ่มประชากรเชื้อสายละติน (Latinos) รวมทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผู้ลงคะแนนอิสระซึ่งไม่ยึดติดกับพรรคใด แสดงความไม่พอใจผลงานรัฐบาลเรื่องค่าครองชีพและความโปร่งใสสูงถึง 67%
ขณะที่กลุ่มลาติโนเริ่มหันมาสนับสนุนเดโมแครตถึง 51% ต่อ 24% เนื่องจากผิดหวังกับมาตรการชายแดนที่กระทบครอบครัว ส่วนกลุ่มคนรุ่นใหม่ (อายุ 18-29 ปี) หันมาเทคะแนนให้เดโมแครตนำถึง 44 จุด หากกลุ่มเหล่านี้ออกมาใช้สิทธิ์ตามเป้า จะกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ตัดสินชัยชนะทันที
7.คะแนนนิยมของทรัมป์ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์จะส่งผลอย่างไร?
คะแนนความไว้วางใจด้านเศรษฐกิจของทรัมป์ที่ดิ่งลงเหลือเพียง 26%-36% และกระแสไม่พอใจเรื่องค่าครองชีพที่สูงถึง 79% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้สมัครพรรครีพับลิกันทั่วประเทศ เนื่องจากคนอเมริกันมองการเลือกตั้งกลางเทอมเป็นการลงประชามติตัวประธานาธิบดี เมื่อประชาชนรู้สึกว่านโยบายฝ่ายบริหารทำของแพง กระแสความไม่พอใจนี้จะบีบให้ผู้ลงคะแนนสายกลางและกลุ่มอิสระเทคะแนนให้พรรคฝ่ายค้านเข้ามาดึงเบรกมือ ส่งผลให้เก้าอี้ ส.ส.ของรีพับลิกันในเขตที่มีการแข่งขันสูงเสี่ยงหลุดมือสูงมาก
8.ผลโพลล่าสุดใครมีโอกาสคว้าชัยชนะ?
ข้อมูลโพลและตลาดทำนายผลทางการเงินอย่าง Kalshi (ยอดซื้อขายเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์) ประเมินฉากทัศน์ไว้ชัดเจน โอกาสที่เดโมแครตจะชนะเหมาทั้งสองสภา (DEM Sweep) มีสูงที่สุดถึง 65%-66% โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร เดโมแครตมีโอกาสพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากสูงถึง 91%
ส่วนฉากทัศน์สภาต่างขั้ว (Split Congress) ที่เดโมแครตได้สภาผู้แทนฯ แต่รีพับลิกันรักษาวุฒิสภาไว้ได้ มีโอกาสราว 27%-29% ขณะที่โอกาสที่รีพับลิกันจะครองเสียงข้างมากต่อทั้งสองสภา (GOP Sweep) เหลือเพียง 8%-9% เท่านั้น
9.ฉากทัศน์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังเลือกตั้ง?
หากเกิด DEM Sweep เดโมแครตจะเร่งเปิดการสืบสวนฝ่ายบริหาร ระงับการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าฝ่ายเดียว และคุมเข้มกลุ่มบิ๊กเทคกับ AI แต่หากเกิด Split Congress วอชิงตันจะเผชิญภาวะสภาติดล็อก (Gridlock) การผ่านงบประมาณและขยายเพดานหนี้จะขัดแย้งหนัก แต่จะช่วยคานอำนาจไม่ให้นโยบายที่สุดโต่งผ่านได้
ส่วนหากเกิด GOP Sweep รัฐบาลจะเดินหน้าลดภาษีและผ่อนคลายกฎเกณฑ์ธุรกิจต่ออย่างรวดเร็ว แต่จะเพิ่มความเสี่ยงเรื่องสงครามการค้าและความผันผวนในเวทีโลก
10.หากเกิด DEM Sweep ทรัมป์จะถูกริบอำนาจทั้งหมดหรือไม่?
การเกิด DEM Sweep ไม่ได้หมายความว่าประธานาธิบดีจะถูกริบอำนาจไปทั้งหมด เพราะอำนาจฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญยังคงอยู่ แต่จะถูก "ลดทอนและดักทาง" อย่างหนัก สภาฝ่ายค้านจะใช้อำนาจคุมกระเป๋าเงิน (Power of the Purse) สั่งตัดงบประมาณ ออกหมายเรียกตรวจสอบ และชะลอนโยบายการค้า
อย่างไรก็ดี ทรัมป์จะยังมีอำนาจสั่งการฝ่ายบริหาร (Executive Orders) อำนาจยับยั้งร่างกฎหมาย (Veto) อำนาจด้านการทหาร และการอ้างกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจเพื่อดำเนินการบางอย่างได้อยู่
โดยอำนาจฝ่ายบริหาร (Executive Orders) ที่ทรัมป์ยังมีอยู่จะครอบคลุมการสั่งการหน่วยงานรัฐบาลกลาง กระทรวง และศุลกากรโดยตรง ซึ่งทรัมป์สามารถใช้อำนาจนี้ออกนโยบายความมั่นคงชายแดน ปรับเปลี่ยนกฎระเบียบการทำงานของข้าราชการ และใช้อำนาจฉุกเฉินตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (เช่น Section 232 หรือ IEEPA) เพื่อสั่งเก็บภาษีนำเข้าบางรายการได้โดยไม่ต้องผ่านสภา อย่างไรก็ตาม คำสั่งเหล่านี้ทำได้จำกัดภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ และเสี่ยงที่จะถูกสภาฝ่ายค้านตัดงบสนับสนุนการบังคับใช้ รวมถึงถูกฟ้องร้องคัดค้านในชั้นศาลได้ง่ายขึ้น
11.ทำไมพรรคฝ่ายค้านมักกลับมาคว้าชัยชนะในสภาผู้แทนราษฎร?
จากสถิติตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชี้ว่า พรรคฝ่ายค้านชนะยึดเก้าอี้ ส.ส. คืนได้ถึง 18 จาก 20 ครั้ง (มากกว่า 90%) สาเหตุเกิดจากภาวะ "เสียดายทีหลังของผู้ลงคะแนน" (Buyer's Remorse) เมื่อประชาชนเริ่มเห็นข้อบกพร่องของรัฐบาล ประกอบกับวัฒนธรรมการเมืองอเมริกันที่ไม่ชอบให้พรรคใดครองอำนาจเบ็ดเสร็จเพราะกลัวกฎหมายสุดโต่ง ประชาชนจึงมักใช้การเลือกตั้งกลางเทอมเทคะแนนให้พรรคฝ่ายค้านเข้ามาเป็น "เบรกมือ" เพื่อดึงสมดุลทางการเมืองกลับมา
12.หากเกิด DEM Sweep ทรัมป์อาจไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง?
หากเดโมแครตคว้ำชัยชนะทั้งสองสภาฯ คาดว่าทรัมป์จะโต้แย้งความถูกต้องของการเลือกตั้งทันที โดยงัดหลายมาตรการมาตอบโต้ ทั้งการฟ้องร้องต่อศาลเพื่อระงับการรับรองผล (ดังเช่นที่สั่งให้กระทรวงยุติธรรมฟ้องระงับการรับรองผล ส.ว. ในอลาสกา) การอ้างเหตุผลเรื่องความสับสนของบัตรเลือกตั้ง และการใช้อำนาจกระทรวงยุติธรรมแทรกแซง
นอกจากนี้ จะเดินสายปลุกกระแสฐานเสียงผ่านสื่อเพื่อโจมตีว่าสภาฝ่ายค้านจ้องเล่นการเมือง และงัดคำสั่งฝ่ายบริหารโต้ตอบ เพื่อรักษาความตื่นตัวของฐานเสียงไว้เตรียมพร้อมสำหรับศึกปี 2028
13.หากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบการเลือกตั้งจะเลื่อนออกไปหรือไม่?
ไม่มีทางเลื่อนได้อย่างแน่นอน ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจในการเลื่อนหรือยกเลิกการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะอ้างภาวะฉุกเฉิน สงคราม หรือวิกฤตเศรษฐกิจร้ายแรงเพียงใดก็ตาม อำนาจกำหนดวันเลือกตั้งเป็นของสภาคองเกรสและรัฐต่างๆ เท่านั้น
ประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่า สหรัฐจัดการเลือกตั้งอย่างตรงเวลาสม่ำเสมอ แม้แต่ในช่วงวิกฤตร้ายแรงที่สุดอย่างสงครามกลางเมือง (Civil War) หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ไม่เคยมีการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปเลยแม้แต่ครั้งเดียว
14.เลือกตั้งกลางเทอมจะมีผลต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2028 อย่างไร?
ผลรอบนี้คือเวทีทดสอบตัวเต็งปี 2028 ฝั่งเดโมแครตหากคุมสภาฯ ดาวรุ่งจะได้โชว์ฝีมือคานอำนาจ เช่น Gavin Newsom, Alexandria Ocasio-Cortez (AOC), Jon Ossoff, Gretchen Whitmer, Josh Shapiro, Pete Buttigieg และ Wes Moore แต่ถ้าดึงเกมจนรัฐบาลปิดทำการ (Shutdown) ก็อาจเสียคะแนน
ส่วนฝั่งรีพับลิกัน จะเป็นบททดสอบของ JD Vance และ Marco Rubio ในการช่วยรัฐบาลรับมือสภา ซึ่งอาจเกิดรอยร้าวระหว่างกลุ่มสถาบันการเมืองเดิมกับกลุ่ม MAGA สายเข้ม
15.เลือกตั้งกลางเทอมจะพลิกโฉมโลกอย่างไร?
ผลเลือกตั้งจะเปลี่ยนทิศทางยุทธศาสตร์โลก หากเดโมแครตคุมสภา จีนจะผ่อนคลายเรื่องสงครามภาษีแบบปุบปับ การช่วยเหลือทหารแก่ยูเครนจะรวดเร็วขึ้น พันธมิตร NATO จะมั่นใจในเสถียรภาพของสหรัฐฯ มากขึ้น ประเทศคู่ค้าอย่างยุโรป แคนาดา และเอเชียจะเจรจาการค้าได้อย่างเป็นระบบ ลดความตึงเครียดจากการตั้งกำแพงภาษีฝ่ายเดียว ส่งผลให้ระเบียบโลกกลับคืนสู่ความเสถียรและการทูตระยะยาว มากกว่าการต่อรองผลประโยชน์ระยะสั้นแบบดั้งเดิม





