วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569

Login
Login

เดิมพันการทูตครั้งใหญ่ ทรัมป์เล็งร่วมประชุม ‘สี-ปูติน’ เดือนหน้า

ทรัมป์สนใจร่วมหารือผู้นำสามฝ่ายกับสี จิ้นผิง-ปูติน เร็วสุดเดือนหน้า เปิดช่องการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ ที่ถือเป็นการเดิมพันทางการทูตครั้งใหญ่ของประธานาธิบดีสหรัฐ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.)

“เราจะคุยเรื่องอาวุธนิวเคลียร์และการลดอาวุธ ถ้าประธานาธิบดีสีต้องการหารือเรื่องนี้ ผมก็พร้อมจะหารือด้วย ผมมั่นใจว่าเราจะคุยกันเรื่องอื่นอย่างการค้าด้วย” ทรัมป์กล่าว

ทั้งนี้ ทรัมป์พยายามกระชับสัมพันธ์กับรัฐบาลปักกิ่งและมอสโก ขณะที่สองประเทศมหาอำนาจนอกตะวันตกใกล้ชิดกันมากขึ้น การประชุมสามฝ่ายยังกลายเป็นความกังวลตั้งแต่ยุโรปไปจนถึงเอเชียเกรงว่าความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐจะอ่อนแอลง

แต่หากสามประเทศนี้ตกลงกันได้ก็อาจช่วยลดความตึงเครียดของโลกลงเช่นกัน การยุติสงครามของรัสเซียในยูเครนอาจแก้ไขภัยคุกคามใหญ่สุดในรอบหลายสิบปีของยุโรปได้ และข้อตกลงด้านอาวุธจะผูกมัดทั้งสามประเทศที่มีคลังอาวุธนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดเข้าไว้ด้วยกัน

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทรัมป์ได้กระชับความสัมพันธ์กับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย ด้วยการประกาศข้อตกลงซื้อขายน้ำมันดีเซล และลงนามคำสั่งยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรสำคัญต่อมอสโกเมื่อวันศุกร์ (16 ต.ค.) นอกจากนี้ ทรัมป์ยังพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ผู้หันกลับมากระชับความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับปูตินเช่นกัน และจนถึงบัดนี้ทรัมป์ก็ยังไม่สามารถทำตามที่หาเสียงไว้ว่าจะยุติสงครามในยูเครนได้อย่างรวดเร็ว

ด้านแหล่งข่าววงในรายหนึ่งเผยกับรอยเตอร์ว่า ทำเนียบขาวหารือกันมาหลายสัปดาห์แล้ว ถึงโอกาสการประชุมลดอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างผู้นำทั้งสาม นอกรอบการประชุมผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ที่นครเซินเจิ้นของจีน

ต่อมาปูตินเสนอให้ใช้การประชุมดังกล่าวเจรจายุติความขัดแย้งในยูเครนซึ่งจะเอื้อประโยชน์ให้กับรัสเซีย ทั้งนี้ตามรายงานข่าวอ้างแหล่งข่าววงในของหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล ข้อเสนอของปูตินเกิดขึ้นระหว่างการคุยโทรศัพท์กับทรัมป์เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ซึ่งได้ผลลัพธ์เป็นข้อตกลงซื้อน้ำมันดีเซลรัสเซีย

ก่อนทรัมป์แสดงความเห็นในวันจันทร์ ทำเนียบเครมลินได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ของการประชุมสามผู้นำ

ที่ผ่านมาทั้งทรัมป์ ปูติน และสี ต่างเคยพบกันมาแล้ว แต่ไม่เคยคุยอย่างเป็นทางการพร้อมกันทั้งสามคน

การที่ทรัมป์ทำข้อตกลงดีเซลกับปูตินและออกคำสั่งฝ่ายบริหารยกเลิกการคว่ำบาตรมอสโก เรียกเสียงวิจารณ์จากประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีของยูเครน ที่เตือนว่า นั่นจะทำให้ปูตินฮึกเหิมทำสงครามต่อไปอีก

ขณะที่ทรัมป์กล่าวถึงเรื่องนี้และการพบกันของสามผู้นำ

“ผมพร้อมประชุม แต่ไม่ใช่เพราะยูเครน แต่เป็นเพราะรัสเซียมีเหตุผลเรื่องยูเครน”

“เซเลนสกีไม่ได้ช่วยอะไรมาก ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีคนอื่นมาเจรจาในนามของยูเครน” ทรัมป์วิจารณ์เซเลนสกี

ทรัมป์เองก็ต้องการเจรจานิวเคลียร์เช่นกัน สัปดาห์ก่อนเขากล่าวกับผู้สื่อข่าว คิดว่าเป็นไปได้ที่จะทำข้อตกลงลดอาวุธกับรัสเซียและจีน แต่ “จะไม่เกิดขึ้นในปีนี้” รอยเตอร์ไม่ทราบแน่ชัดว่าการพูดคุยของสามประเทศคืบหน้าไปแค่ไหน

ข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศแห่งสตอกโฮล์มระบุว่า รัสเซียเป็นประเทศที่มีหัวรบนิวเคลียร์ในครอบครองมากที่สุด รองลงมาคือสหรัฐและจีน

สนธิสัญญาลดอาวุธยุทธศาสตร์ (Strategic Arms Reduction Treaty) หมดอายุไปแล้วในปีนี้ สนธิสัญญานิวสตาร์ท (New START Treaty) ซึ่งลงนามในปี 2010 อนุญาตให้ต่ออายุได้เพียงครั้งเดียว ซึ่งปูตินและอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ตกลงกันไว้เป็นเวลาห้าปี การต่ออายุครั้งใหม่จะต้องให้ฝ่ายบริหารเป็นผู้ตัดสินใจขยายเวลาของสนธิสัญญาโดยสมัครใจ

ด้านกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า “ศักยภาพทางนิวเคลียร์” ของจีน “ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับสหรัฐ และรัสเซียแต่อย่างใด” อีกทั้ง “การเรียกร้องให้จีนเข้าร่วมสิ่งที่เรียกว่าการเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์แบบสามฝ่ายในขณะนี้นั้น ถือว่าไม่ยุติธรรม ไม่สมเหตุสมผล และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง”

สำหรับการประชุมผู้นำเอเปคที่เซินเจิ้นในเดือนหน้า ทรัมป์ตอบรับแล้ว ถือเป็นการเดินทางเยือนจีนครั้งที่ 2 ในปีนี้ และพบกับสีเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งทั้งจีน รัสเซีย และสหรัฐต่างเป็นสมาชิกเอเปค

ส่วนแนวคิดที่ว่าทรัมป์จะพบกับคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือด้วยนั้น เจ้าตัวยังไม่ยืนยัน

“ผมกับเขาเข้ากันได้ดีมาก ผมไม่แน่ใจว่ามีใครขอให้พบกัน” ทรัมป์กล่าว โดยก่อนหน้านี้บอกว่าเขาเล็งพบกับคิมในปีนี้ ด้านเกาหลีเหนือประกาศชัดว่า ไม่เปิดรับการเจรจาที่มีวัตถุประสงค์ต้องการกล่อมให้รัฐบาลเปียงยางยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์