พลทหารสหรัฐใน จ.โอกินาวา โดนผู้บัญชาการสั่งเคอร์ฟิว ห้ามออกจากที่พักในยามวิกาล หลังสิบตรีนายหนึ่งของกองทัพถูกจับกุม ข้อหาฆาตกรรมหญิงญี่ปุ่นและลักทรัพย์
กองทัพสหรัฐใน จ.โอกินาวา ทางภาคใต้ของญี่ปุ่น สั่งกำลังพลยุติปฏิบัติการ 48 ชั่วโมง และกำหนดมาตรการห้ามออกนอกเคหสถานในยามวิกาลเป็นเวลาหนึ่งเดือน หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนาวิกโยธินนายหนึ่งในข้อหาฆาตกรรมและชิงทรัพย์หญิงชาวญี่ปุ่น
สิบตรีเดวิน เจคอบ บัลลาร์ด วัย 20 ปี สังกัดนาวิกโยธินสหรัฐ ถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุฆาตกรรมหญิงญี่ปุ่นท้องถิ่นวัย 39 ปี ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองนาฮา เมื่อวันเสาร์ (3 ต.ค.) ทั้งยังขโมยกระเป๋าสตางค์และทรัพย์สินอื่นๆ ของผู้ตายไปด้วย
ต่อมา บัลลาร์ด ซึ่งประจำการอยู่ที่ฐานทัพอากาศนาวิกโยธินฟูเทนมะ (Marine Corps Air Station Futenma) ถูกจับกุมในวันอาทิตย์ (4 ต.ค.)
โคจะ เก็นตะ ผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาวา ได้เรียกพลโทวัตสันและบุคคลที่เกี่ยวข้องมายังสำนักงานจังหวัดเมื่อวันจันทร์ (5 ต.ค.) เพื่อแสดงความไม่พอใจอย่างมากต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้กองทัพสหรัฐจัดทำมาตรการที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพเพื่อแก้ไขปัญหานี้
ด้านพลโทเบนจามิน วัตสัน ผู้ประสานงานประจำพื้นที่โอกินาวาและผู้บัญชาการกองกำลังเฉพาะกิจนาวิกโยธินที่ 3 (Third Marine Expeditionary Force) จึงออกประกาศ “มาตรฐานและวินัย” ในช่วงดึกวันอังคาร (6 ต.ค.) ที่ผ่านมา พร้อมเผยแพร่ประกาศดังกล่าวผ่านโซเชียลมีเดีย
พลโทวัตสันสั่งการให้กำลังพลสหรัฐทั้งหมดในโอกินาวา ระงับการปฏิบัติภารกิจเป็นเวลา 48 ชั่วโมง โดยเริ่มตั้งแต่เวลาเที่ยงวันพุธ และห้ามทำกิจกรรมนอกฐานทัพ รวมถึงห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย
นอกจากนี้ กำลังพลจะต้องพักอาศัยอยู่ภายในที่พักในช่วงเวลาตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตี 5 เป็นเวลา 30 วัน โดยเริ่มตั้งแต่วันศุกร์เป็นต้นไป
ด้านคิฮาระ มิโนรุ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรทางทหารของสหรัฐ สร้างความกังวลอย่างมากแก่ชุมชนในท้องถิ่น และเป็นสิ่งที่ต้องไม่เกิดขึ้นอีก
ในงานแถลงข่าววันพุธ (7 ต.ค.) คิฮาระได้กล่าวถึงประกาศของกองทัพสหรัฐ และเสริมว่า เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงการที่กองทัพสหรัฐให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างจริงจัง และกำลังเร่งดำเนินการเพื่อกวดขันวินัย รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย และว่า ตนรับทราบถึงแผนการของฝ่ายสหรัฐที่จะทบทวนแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติม ทั้งยังหวังว่าจะมีการหารือกันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับวิธีการกำหนดมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก





