IMF ชี้เศรษฐกิจโลกทศวรรษนี้เผชิญ 3 กระแสความท้าทายใหญ่ "หนี้สาธารณะพุ่ง-พลังงานแพง-เอไอโตแรง" ส่งสัญญาณถึงขุนคลังทั่วโลกเร่งรัดเข็มขัดและคงดอกเบี้ยสูง ก่อนเปิดม่านประชุมใหญ่ IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ 12-18 ต.ค.นี้
KEY POINTS
- IMF เตือน 3 ความท้าทายหลักต่อเศรษฐกิจโลกก่อนการประชุมใหญ่ที่ไทย ได้แก่ วิกฤติหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงสุด, การเติบโตของเทคโนโลยี AI และวิกฤติราคาพลังงาน
- หนี้สาธารณะทั่วโลกเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ IMF จึงเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ดำเนินนโยบายการคลังที่รัดกุมและคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อ
- เทคโนโลยี AI ถูกมองว่าเป็นทั้งเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก แต่ก็สร้างความเสี่ยงด้านความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความต้องการใช้พลังงาน ซึ่งซ้ำเติมวิกฤติเดิม
วันที่ 7 ต.ค. 2569 คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้กล่าวปาฐกถาเปิดงาน "2026 Annual Meetings Curtain Raiser" ที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่ออุ่นเครื่องก่อนการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group 2026 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 2569 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
กอร์เกียวา ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงสำคัญ โดยระบุว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด สัดส่วนจีดีพี (GDP) โลกของภูมิภาคนี้ขยายตัวจาก 25% เป็น 43% นับตั้งแต่ไทยเป็นเจ้าภาพครั้งล่าสุดเมื่อปี 1991
อย่างไรก็ตาม ทิศทางเศรษฐกิจโลกในทศวรรษนี้จะรอดพ้นวิกฤติหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการรับมือ 3 ความท้าทายหลัก ได้แก่ การเติบโตของเทคโนโลยี AI, วิกฤติราคาพลังงานยืดเยื้อ และหนี้สาธารณะที่พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
AI และสงคราม: สองขั้วดึงเศรษฐกิจโลก
แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังถูกดึงไปในสองทิศทางตรงข้ามกัน ได้แก่ ผลกระทบด้านลบจากอุปทานพลังงานที่หดตัว และแรงหนุนด้านบวกจากอุปสงค์ในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
สงครามที่ยืดเยื้อในยูเครนซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 และความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียที่ดำเนินมา 8 เดือน รวมถึงความขัดแย้งอื่นๆ กำลังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนัก โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและขาดนโยบายรองรับ
ในทางกลับกัน AI กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ของเศรษฐกิจโลก เม็ดเงินลงทุนด้าน AI ต่อ GDP โลกมีแนวโน้มจะแซงหน้าการสร้างทางรถไฟ โครงข่ายไฟฟ้า หรือเครือข่ายโทรคมนาคมในอดีต
ปัจจุบันฮาร์ดแวร์ AI และสินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมีสัดส่วนมากกว่า 10% ของการค้าโลก โดยสหรัฐ จีน และอินเดียเป็นผู้นำเข้าสุทธิเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ 5 ใน 7 ประเทศผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญระดับท็อป 10 ล้วนอยู่ในภูมิภาคเอเชีย
อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้อาจเข้าไปเพิ่มความเสี่ยงด้านความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ หากประเทศอื่นๆ ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าวได้
การขยายตัวของ AI ยิ่งเพิ่มความต้องการใช้พลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับความท้าทายที่สองคือ ต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย อาหาร และวัตถุดิบอุตสาหกรรมที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยความมั่นคงทางอาหารยังตกอยู่ในความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญในปีนี้
สถานการร์ราคาน้ำมันโลกยังคงทรงตัวอยู่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากปัจจัยเสี่ยงและต้นทุนค่าขนส่ง เมื่อบวกกับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์จากการกลั่น อีกราว 100 ดอลลาร์ ทำให้ราคาปลีกน้ำมันดีเซลและผลิตภัณฑ์อื่นๆ พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ขณะที่การขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ยังคงได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทั้งภูมิภาคเอเชียและยุโรป
"หากขอยืมคำพูดจาก Game of Thrones ต้องบอกว่า 'ฤดูหนาวกำลังจะมาเยือน'" กอร์เกียวา กล่าวถึงแรงกดดันด้านราคาที่อาจเพิ่มขึ้นอีก เมื่อประเทศต่างๆ ต้องเริ่มกักตุนพลังงานสำรองรับช่วงฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ
หนี้สาธารณะทะลุเพดาน ในยุคดอกเบี้ยสูง
ราคาพลังงานที่สูงขึ้นผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงตามไปด้วย ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐ เยอรมนี และญี่ปุ่นปรับตัวทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007, 2009 และ 1996 ตามลำดับ
โดยหนี้สาธารณะทั่วโลกกำลังเข้าใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีแนวโน้มจะทะลุ 100% ของ GDP ในไม่ช้า กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วแบกรับภาระหนี้สูงสุด ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศรายได้น้อยเผชิญกับรายได้ที่ต่ำกว่าความสามารถในการชำระหนี้
อีกทั้ง ปัจจุบันส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยและการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวยเหมือนช่วง 17 ปีที่ผ่านมา ทำให้การลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP เป็นเรื่องยากหากปราศจากการรัดเข็มขัดทางการคลัง
กอร์เกียวา กล่าวว่าประเด็นหลักที่ IMF จะส่งตรงถึงรัฐมนตรีกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางทั่วโลกในการประชุมที่กรุงเทพในสัปดาห์หน้าว่า "เราไม่สามารถประวิงเวลาการดำเนินนโยบายที่จำเป็นได้อีกต่อไป พวกคุณมีเครื่องมืออยู่แล้ว ตอนนี้ขอให้ใช้มันอย่างชาญฉลาด”
กอร์เกียวา กล่าวว่า การจัดระเบียบทางการคลัง ถือเป็นภารกิจที่หนักหน่วงอย่างยิ่ง หลังจากที่โลกต้องเผชิญกับวิกฤติที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยสิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายจะต้องเร่งดำเนินการคือ การสื่อสารความจริงแก่ประชาชน
อธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่าเหตุใดการฟื้นฟูวินัยทางการคลังจึงเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อตัวพวกเขาเอง โดยจะต้องวางแผนจำกัดผลกระทบต่อการเติบโตในอนาคตให้ได้มากที่สุด พร้อมทั้งมีมาตรการค้ำจุนกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในสังคม
คุมเข้มนโยบายการเงิน
กอร์เกียวา ย้ำว่า ประเทศต่างๆ ควรมีท่าทีระมัดระวังและดำเนินนโยบายแบบคุมเข้ม (Hawkish) หรือคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป เนื่องจากปัจจัยการสร้าง AI พลังงาน อาหาร กำแพงภาษี และงบกลาโหม ล้วนกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อ การที่ธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถือเป็นความเคลื่อนไหวที่เหมาะสม
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นที่ขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังและผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยี อาจเผชิญภาวะช็อกหากกำไรไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จึงจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลและตรวจสอบที่เข้มงวด
อย่าวไรก็ตาม การพึ่งพาการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้สะสมได้ รัฐบาลต้องปฏิรูปโครงสร้างเพื่อสนับสนุนการเติบโต เช่น การพัฒนาทักษะแรงงาน การเพิ่มความยืดหยุ่นในตลาดแรงงาน การอำนวยความสะดวกในการเข้าและออกจากธุรกิจ การเข้าถึงทุนระยะยาว ความมั่นคงทางพลังงาน การตัดลดขั้นตอนทางราชการที่ยุ่งยาก และการยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าสมัยเพื่อลดอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการ
นางกอร์เกียวาเน้นย้ำว่า เหตุผลที่สมาชิก IMF มารวมตัวกันที่กรุงเทพ เกิดจากความจำเป็นในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยชี้ว่า "ประเทศต่างๆ ไม่ได้ร่วมมือกันเพราะความสงสาร แต่ทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง"
IMF ประเมินว่าหากมีการบริหารจัดการอย่างถูกต้อง AI จะสามารถเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้ถึง 0.5% ต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการเพิ่มเม็ดเงินขนาดเท่าเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกภายในหนึ่งทศวรรษ
ซึ่งความสำเร็จนี้ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความพร้อมของตลาดแรงงาน และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อลดอุปสรรคและดึงประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกัน





