วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อ 'สัตว์เลี้ยง' เป็นส่วนหนึ่งของการอพยพ บทเรียนจากจีนเรื่องแผนรับมือภัยพิบัติ

เมื่อ "สัตว์เลี้ยง" เป็นส่วนหนึ่งของการอพยพ บทเรียนจากจีนเรื่องแผนภัยพิบัติและการสื่อสารที่เข้าใจคน เขียนโดย ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, รองเลขาธิการสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน (ฝ่ายไอที) และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน

ช่วง น้ำท่วม หรือเกิด ภัยพิบัติ เรามักได้เห็นผู้คนพยายามปกป้องสิ่งที่ตัวเองรัก ไม่ได้มีเพียงการช่วยเหลือผู้คนด้วยกันเท่านั้น แต่ยังรวมถึง สัตว์เลี้ยง ซึ่งสำหรับหลายครอบครัวไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงสัตว์ที่เลี้ยงไว้ในบ้าน แต่เป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว

ในประเทศไทยเอง ช่วงที่เกิดน้ำท่วมที่ผ่านมา เราได้เห็นภาพเหล่านี้หลายต่อหลายครั้ง ทั้งเจ้าของที่ไม่ยอมทอดทิ้งสุนัขหรือแมวของตัวเอง ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และประชาชนที่เข้าไปช่วยสัตว์ซึ่งติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ภาพเหล่านี้ทำให้เรื่องการดูแลสัตว์ในสถานการณ์ภัยพิบัติถูกพูดถึงมากขึ้น

เกิดคำถามตามมาว่า ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ทรัพยากรมีจำกัด เราควรมองเรื่องการช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงอย่างไร และระบบอพยพหรือศูนย์พักพิงควรเตรียมพื้นที่สำหรับสัตว์เหล่านี้หรือไม่

“ต้องบอกว่า ที่จีนเองก็มีประเด็นนี้เช่นกัน” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นบางพื้นที่ของจีนที่นำ “สัตว์เลี้ยง” เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนอพยพประชาชนมากขึ้น ทั้งการสำรวจล่วงหน้าว่าครัวเรือนไหนมีสุนัขหรือแมว การประสานที่พักให้เจ้าของสามารถพาสัตว์ไปด้วย รวมถึงการระบุ “จุดรองรับสัตว์เลี้ยง” ไว้ในแผนศูนย์หลบภัยของบางท้องถิ่น

หนึ่งในเรื่องราวที่กลายเป็นกระแสในโซเชียลจีนและสะท้อนเรื่องนี้ได้ชัดเจน เกิดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง ช่วงฝนตกหนักเดือนสิงหาคม 2026 เขตต้าซิง กรุงปักกิ่ง มีการเตรียมอพยพประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมไปยังโรงแรมที่ใช้เป็นที่พักชั่วคราว ก่อนอพยพเจ้าหน้าที่ลงสำรวจครัวเรือนและพบว่า ในกลุ่มประชาชนที่จะต้องย้ายออกจากพื้นที่ มี 6 ครัวเรือนที่เลี้ยงสัตว์ รวมสุนัข 4 ตัว และแมว 2 ตัว เจ้าหน้าที่จึงประสานกับโรงแรมล่วงหน้า เพื่อให้เจ้าของสามารถนำสัตว์เลี้ยงเข้าไปพักด้วยได้

หนึ่งในผู้อยู่อาศัยแซ่หวัง พาสุนัขของเธอออกจากบ้านไปพร้อมกับสัมภาระ เธอให้สัมภาษณ์กับสื่อจีนว่า หากต้องทิ้งสุนัขไว้ที่บ้านก็คงรู้สึกกังวล แต่ครั้งนี้เมื่อสามารถพาไปด้วยได้ ก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้นอีก

จุดที่น่าสนใจของกรณีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “โรงแรมอนุญาตให้นำสัตว์เข้า” แต่คือการที่เจ้าหน้าที่สำรวจตั้งแต่ก่อนอพยพว่า ครัวเรือนไหนมีสัตว์เลี้ยง และนำข้อมูลนั้นไปใช้ในการจัดเตรียมที่พักให้ประชาชน

ในปักกิ่งยังมีอีกกรณีหนึ่งที่เขตไห่เตี้ยน เมื่อผู้สูงอายุรายหนึ่งกังวลเรื่องแมวที่ยังอยู่ในบ้านและลังเลที่จะอพยพ เจ้าหน้าที่จึงรับปากว่าจะช่วยกลับไปดูแล เติมน้ำและอาหารให้แมวเป็นระยะ เพื่อให้เจ้าของสามารถออกจากพื้นที่เสี่ยงได้ก่อน

อีกด้านหนึ่งเรื่อง สัตว์เลี้ยง เริ่มปรากฏอยู่ในแผนศูนย์หลบภัยของบางท้องถิ่นด้วย ตัวอย่างเช่น อำเภอเฉิงโข่ว นครฉงชิ่ง ในแผนศูนย์หลบภัยฉุกเฉินปี 2025–2035 ระบุว่า ศูนย์พักพิงระยะยาวที่มีความพร้อมสามารถจัด “จุดรองรับสัตว์เลี้ยง” หรือ 宠物安置点 ได้

นอกจากนี้ ในแผนศูนย์หลบภัยของเขตปกครองตนเองกว่างซีก็มีการระบุ “จุดรองรับสัตว์เลี้ยง” ไว้ในองค์ประกอบของพื้นที่บริการสาธารณะ และยังกล่าวถึงอุปกรณ์อย่างกรงสัตว์เลี้ยงด้วย

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังไม่ใช่ข้อกำหนดระดับชาติของจีนที่บังคับให้ศูนย์พักพิงทุกแห่งต้องรับสัตว์เลี้ยง และไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่ของ จีน มีระบบลักษณะนี้แล้ว สิ่งที่เห็นคือ บางเมืองและบางชุมชนเริ่มนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการวางแผนอพยพและการจัดศูนย์พักพิงมากขึ้น

ที่น่าสนใจคือ ในโซเชียลจีนเองก็มีการพูดถึงเรื่องนี้ในช่วง น้ำท่วม และไม่ได้หมายความว่าคนจีนมองว่าสัตว์สำคัญกว่าคน

ตัวอย่างหนึ่งในช่วง น้ำท่วม ที่ จีน ช่วงที่ผ่านมา ผู้ใช้ Weibo รายหนึ่งเขียนว่า “ถึงจะรู้ว่าตอนนี้การช่วยคนสำคัญที่สุด แต่ก็ยังอยากขอบคุณคนที่แบ่งเวลาไปช่วยสัตว์ตัวเล็กๆ ด้วย” ข้อความนี้สะท้อนมุมมองที่ว่า ภารกิจกู้ภัยยังต้องให้ความสำคัญกับคนก่อน แต่หากสถานการณ์เอื้อต่อการช่วยสัตว์ก็เป็นสิ่งที่หลายคนเห็นคุณค่าเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ในโพสต์เกี่ยวกับสุนัขที่ติดอยู่ในบ้านหลังน้ำท่วม มีการสรุปความเห็นของผู้เลี้ยงสัตว์จำนวนหนึ่งว่า หากต้องอพยพฉุกเฉิน ไม่ควรทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้ที่บ้านตามลำพัง และควรเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินสำหรับสัตว์ไว้ล่วงหน้า เช่น กรง อาหาร และน้ำ

อีกประเด็นที่เห็นชัดคือการมองสัตว์เลี้ยงเป็น “สมาชิกในครอบครัว” ในกรณีเจ้าของที่ร้องไห้ปลอบสุนัขซึ่งป่วยระหว่างน้ำท่วมกว่างซี มีผู้ใช้ Weibo แสดงความคิดเห็นว่า “ในใจเจ้าของ มันไม่ใช่เพียงสัตว์แล้ว แต่เป็นสมาชิกครอบครัวจริงๆ” และมีอีกคนเขียนสั้นๆ ว่า “เพราะเจ้าของหมาก็เป็นครอบครัวเหมือนกัน” เมื่อมองภาพรวมของความคิดเห็นที่พบใน โซเชียลจีน จะเห็นว่าไม่ได้เป็นการถกเถียงง่ายๆ ว่า “คนหรือสัตว์ ใครสำคัญกว่า”

หลักการ “ช่วยคนก่อน” ยังเป็นจุดตั้งต้น แต่ก็มีอีกมุมหนึ่งว่า หากพื้นที่นั้นมีความพร้อม การช่วยสัตว์หรือการจัดระบบรองรับสัตว์เลี้ยงก็สามารถทำควบคู่ไปกับการช่วยเหลือประชาชนได้ สำหรับ อ้ายจง จุดสำคัญที่สุดก็ยังคงเป็นเรื่องของ “คน” นั่นแหละ เพียงแต่ตัวอย่างของบางพื้นที่ในจีนทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งว่า สำหรับบางครอบครัว สัตว์เลี้ยงคือสมาชิกในครอบครัวและเป็นสิ่งที่เจ้าของเป็นห่วงมาก หากเจ้าของไม่รู้ว่าสุนัขหรือแมวจะไปอยู่ที่ไหน หรือจะมีใครดูแลหรือไม่ ความกังวลนั้นอาจทำให้บางคนลังเลที่จะออกจากพื้นที่เสี่ยง

ดังนั้น หากพื้นที่มีความพร้อม การให้เจ้าของพาสัตว์ไปด้วย การจัดจุดรองรับสัตว์เลี้ยง หรือการช่วยดูแลสัตว์ที่เจ้าของไม่สามารถนำออกมาได้ ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลคนเช่นเดียวกัน

และอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “การสื่อสาร” การจัดการ ภัยพิบัติ ไม่ได้มีเพียงการบอกประชาชนว่าให้รีบอพยพ แต่ต้องสื่อสารให้ชัดด้วยว่า สิ่งที่ประชาชนเป็นห่วงจะได้รับการจัดการอย่างไร เช่น หากมีสัตว์เลี้ยงสามารถพาไปด้วยได้หรือไม่ ต้องนำไปที่ไหน หรือหากนำออกมาไม่ได้ จะมีใครช่วยดูแลให้หรือไม่

กรณีที่ปักกิ่งสะท้อนเรื่องนี้ได้ค่อนข้างชัด เมื่อประชาชนได้รับคำยืนยันล่วงหน้าว่าสามารถพาสุนัขและแมวไปยังที่พักชั่วคราวได้ หรือในอีกกรณีเจ้าหน้าที่รับปากว่าจะกลับไปช่วยดูแลแมวที่บ้าน ความกังวลของเจ้าของก็ลดลง และทำให้เขาสามารถให้ความร่วมมือกับการอพยพได้ง่ายขึ้น

เรื่องนี้จึงไม่ใช่การบอกว่าเราต้องให้ความสำคัญกับสัตว์มากกว่าคน แต่เป็นการเข้าใจว่า ในสถานการณ์ฉุกเฉิน คนแต่ละคนมีสิ่งที่เป็นห่วงแตกต่างกัน และการมีแผนที่ชัดเจน พร้อมสื่อสารอย่างเข้าใจความกังวลเหล่านั้น จะช่วยให้การอพยพและการช่วยเหลือมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในมุมนี้ การคำนึงถึงสัตว์เลี้ยงในแผนภัยพิบัติจึงไม่ใช่คำถามว่า “เราจะให้สัตว์เท่ากับคนหรือไม่” แต่อาจเป็นคำถามว่า เรามีแผนและการสื่อสารที่ดีพอหรือยัง ที่จะทำให้ประชาชนรู้ว่า เมื่อถึงเวลาต้องออกจากพื้นที่อันตราย สิ่งที่เขารักและเป็นห่วงจะได้รับการดูแลอย่างไร เพราะบางครั้งการช่วยให้คนยอมออกจากพื้นที่เสี่ยง อาจเริ่มจากการทำให้เขามั่นใจว่า เขาไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างความปลอดภัยของตัวเองกับการทอดทิ้งสิ่งที่เขารักไว้ข้างหลัง

เขียนโดย ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, รองเลขาธิการสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน (ฝ่ายไอที) และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน