ญี่ปุ่นเดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการ 10,000 ราย ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ผุดสามเสาหลักสำคัญเสริมแกร่งการดำเนินงาน เตรียมพัฒนาศักยภาพ SMEs ในประเทศ พร้อมบูรณาการร่วมกับต่างชาติ ส่งเสริมสินค้าญี่ปุ่นเข้าถึงคนท้องถิ่นในต่างประเทศมากขึ้น หวังดันมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารถึงเป้า 5 ล้านล้านเยน
รัฐบาลญี่ปุ่นนำโดยนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ เปิดตัวโครงการสนับสนุนผู้ส่งออกอาหารญี่ปุ่น 10,000 ราย เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา เพื่อส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้ ประมง และอาหารเพิ่มขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายมูลค่าการส่งออกสินค้าประเภทนี้ให้ได้ 5 ล้านล้านเยน (ราว 1.05 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 จากยอดมูลค่าการส่งออกในปี 2025 ที่ระดับ 1.7 ล้านล้านเยน (ราว 3.57 แสนล้านบาท)
คาวากุจิ ยูกิฮิโระ ผู้อำนวยการฝ่ายการส่งเสริมการค้า กรมนโยบายการค้า กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น เผยกับผู้สื่อข่าวไทยและต่างชาติว่า เป้าหมายดังกล่าวเป็นเป้าหมายที่ต้องใช้ความพยายามสูงมาก ต้องดึงบริษัทต่างๆ เข้าสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น เพื่อสร้างอุปสงค์ใหม่
ยูกิฮิโระเสริมว่า สำหรับญี่ปุ่น ประเทศไทยถือเป็นพันธมิตรที่สำคัญอย่างมาก โดยในปี 2025 ญี่ปุ่นส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้ ประมง และอาหารมายังประเทศไทย มูลค่ารวม 7.35 หมื่นล้านเยน (ประมาณ 1.54 หมื่นล้านบาท) ตัวเลขดังกล่าวทำให้ประเทศไทยเป็นตลาดส่งออกสินค้าอาหารที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของญี่ปุ่น
สินค้าอาหารญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมในไทยมีหลากหลายประเภท อาทิ หอยเชลล์, เนื้อวัว, ชาเขียว, ปลาทูน่า และปลาโบนิโตะ
“แน่นอนว่านี่เป็นโครงการของญี่ปุ่น แต่นี่ไม่ใช่โครงการส่งเสริมการส่งออกจากญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโครงการความร่วมมือที่ผมคิดว่าจะช่วยสร้างคุณค่าทางธุรกิจอาหารร่วมกับธุรกิจในไทย”
3 เสาหลักผลักดันการส่งออก
การส่งเสริมการส่งออกให้ได้ตามเป้า 5 ล้านล้านเยน แน่นอนว่าความท้าทายมีสูงมาก แต่โครงการนี้มี 3 เสาหลักสำคัญที่จะทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่
เสาหลักที่ 1 เพิ่มอุปสงค์ใหม่ให้กับสินค้าญี่ปุ่นในต่างประเทศ
ในส่วนนี้ องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) จะมีบทบาทสำคัญ แม้มีสำนักงานเจโทรหลายแห่งทั่วโลก แต่การเพิ่มจำนวนสำนักงานและเจ้าหน้าที่เจโทรอาจช่วยเพิ่มการเข้าถึงผู้ซื้อท้องถิ่นได้มากขึ้น และนั่นจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ ขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังสนับสนุนงบประมาณขยายสำนักงานเจโทร
อนึ่ง เจโทรมีสำนักงานในต่างประเทศทั้งสิ้น 16 สำนักงานใน 10 ประเทศ/ภูมิภาคทั่วโลก
นอกจากนี้ ในการเพิ่มอุปสงค์ รัฐบาลมีโครงการสนับสนุนการสาธิตเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านอาหาร เพื่อจัดการกับปัญหาทางเทคนิค เช่น เทคโนโลยีต่างๆ ในโรงงาน รวมถึงการจัดการกับระบบห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain) ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินการในไทยแล้ว อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยีระบบทำความเย็นอุตสาหกรรม คลังสินค้าแช่เย็น และระบบฮีตปั๊ม จัดทำโดยบริษัทโตเกียว เซ็นจูรี่ (Tokyo Century)
เสาหลักที่ 2 มีผู้ส่งออกมากขึ้น
รัฐบาลญี่ปุ่นจะเฟ้นหาบริษัทที่มีศักยภาพด้านส่งออกเพิ่ม โดยกระทรวงเศรษฐกิจและกระทรวงเกษตรจะใช้เครือข่ายท้องถิ่นทั่วประเทศญี่ปุ่นในการเข้าถึงและสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นมากขึ้น และจะเน้นสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีศักยภาพแต่มีข้อจำกัดด้านกำลังการส่งออก ให้สามารถส่งออกได้กว้างขวางยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลจะส่งเสริมการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และเพิ่มอัตราการตัดสินใจซื้อของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศ เพื่อสร้างโอกาสในการส่งออกใหม่ๆ
เบื้องต้น ช่องทางออนไลน์ในการชอปปิงสินค้าญี่ปุ่น ชาวไทยสามารถช้อปได้ผ่านเจแปนมอลล์ (Japan Mall) ในแพลตฟอร์มชอปปิงอีคอมเมิร์ซในไทย ซึ่งเป็นโครงการของเจโทรที่สนับสนุนให้ผู้ประกอบการญี่ปุ่นสามารถจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเข้าถึงลูกค้าในต่างประเทศได้มากขึ้น
เสาหลักที่ 3 เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและอาหาร
รัฐบาลญี่ปุ่นจะส่งเสริมไม่เพียงแค่สินค้าเกษตรและอาหารทะเลในรูปแบบวัตถุดิบเท่านั้น แต่จะส่งเสริมการส่งออกสินค้าอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปที่มีมูลค่าสูงขึ้นด้วย โดยเตรียมเพิ่มโครงการสนับสนุนต่างๆ เพื่อให้ผู้ผลิตอาหารและอาหารทะเล สามารถนำความรู้และเทคนิคไปใช้ในการยกระดับมูลค่าของผลิตภัณฑ์ตนเองได้
บูรณาการร่วมกับไทยมากขึ้น
เมื่อถามถึงความร่วมมือกับไทยในการส่งเสริมการส่งออกอาหารญี่ปุ่นให้ได้มากขึ้น ยูกิฮิโระย้ำว่า ความร่วมมือด้านนี้กับประเทศไทยยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ญี่ปุ่นอยากทำงานร่วมกับธุรกิจร้านอาหารในไทย ผู้จัดจำหน่ายสินค้า และลูกค้าท้องถิ่น เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และสร้างแนวทางการสนับสนุนให้คนท้องถิ่นได้ลิ้มลองอาหารญี่ปุ่นในรูปแบบใหม่ๆ ด้วย
“ผมคิดว่าเรามีศักยภาพในหลายด้านที่เรายังสามารถนำมาบูรณาการเข้าด้วยกันได้อีก ทั้งในส่วนของสินค้าอาหารที่ส่งออกอยู่แล้วและสินค้าอาหารส่งออกรายการใหม่ๆ จากทั่วญี่ปุ่น”
นอกจากไทย ซึ่งเป็นตลาดส่งออกรายใหญ่อันดับที่ 7 ของญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่นยังส่งเสริมการส่งออกในประเทศและภูมิภาคอื่นๆ ที่สำคัญด้วยเช่นกัน อาทิ สหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสินค้าอาหารที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารสูงถึง 2.762 แสนล้านเยน รองลงมาเป็นฮ่องกง จีน และไต้หวัน รวมถึงประเทศอื่นๆ ในอาเซียน
รัฐบาลญี่ปุ่นจะสร้างอุปสงค์ใหม่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาอาหารญี่ปุ่นให้เหมาะกับประเทศเหล่านั้น โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ SMEs และสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยีอาหารเช่นเดียวกับที่ทำในไทย
เมื่อถามถึงความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดจากสามเสาหลักของการดำเนินงานเพื่อให้ยอดการส่งออกบรรลุตามเป้า ผอ.ฝ่ายส่งเสริมการค้า กล่าวว่า เสาหลักทั้งสามมีความสำคัญทั้งหมด แต่โจทย์สำคัญคือ ต้องไม่เพียงแค่ดึงดูดกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ แต่เป็นการสนับสนุน SMEs ที่มีศักยภาพจากภูมิภาคต่างๆ ของญี่ปุ่นให้ส่งออกไปยังต่างประเทศได้มากขึ้น เนื่องจาก SMEs มีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตและการดำเนินงาน จึงต้องอาศัยโครงการสนับสนุนจากภาครัฐ
“ความท้าทายสำคัญอีกประการ คือ การพัฒนาและปรับรสชาติอาหารญี่ปุ่นให้ตรงกับความชอบของผู้บริโภคชาวไทย เนื่องจากพฤติกรรมและรสนิยมการทานอาหารของคนไทยและคนญี่ปุ่นมีความแตกต่างกัน” ยูกิฮิโระ ย้ำ
อาหารญี่ปุ่นต้องวัตถุดิบจากญี่ปุ่น
กล่าวได้ว่าอาหารญี่ปุ่นแทบจะเป็นหนึ่งในอาหารมื้อหลักในชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้ว แม้ผลสำรวจร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยประจำปี 2025 ของเจโทร พบว่า ร้านอาหารญี่ปุ่นลดลงสวนทางกับคาเฟ่ญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น แต่จากตัวเลขการส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้ ประมง และอาหารของญี่ปุ่นมาไทยเพิ่มขึ้นจากระดับ 6.28 หมื่นล้านเยนในปี 2024 เป็น 7.35 หมื่นล้านเยนในปี 2025 เรียกได้ว่า วัตถุดิบบางอย่างยังคงต้องเป็นวัตถุดิบจากญี่ปุ่นแท้
ในงานแสดงวัตถุดิบและอาหารพรีเมียมจากญี่ปุ่นเมื่อวันอังคาร (22 ก.ย.) สื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ไทยได้ลิ้มลองอาหารญี่ปุ่นที่ทำจากวัตถุดิบญี่ปุ่นแท้ โดยมีเชฟมากฝีมือรังสรรค์เมนูน่าสนใจหลายรายการ อาทิ สเต็กเนื้อวากิวพรีเมียม 3 รสสัมผัส ซึ่งเนื้อวากิวญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องเนื้อนุ่ม หอม เคี้ยวง่าย, หอยเชลล์ฮอกไกโดย่างบัตเตอร์มิโซะไซเคียว ซึ่งรสหวานของหอยเชลล์เข้ากันได้ดีกับซอสสูตรพิเศษอย่างมาก, ซูชิปลาคัดสรรพิเศษจากเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่น เนื้อฉ่ำเหมือนนั่งรับประทานที่ญี่ปุ่น และมินิราเมนซุปกระดูกเนื้อวากิว ที่มีรสชาติกลมกล่อมลงตัว และการันตีเส้นราเมนนุ่มจากแป้งข้าวเจ้าไม่มีกลูเตน สำหรับผู้ที่แพ้กลูเตนนี่คือทางเลือกอาหารที่น่าสนใจ
ด้วยญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพวัตถุดิบ เป้าหมายส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร 5 ล้านล้านเยนภายในปี 2030 อาจอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม





