ประเทศกลุ่ม BRICS แถลงการณ์ร่วม ขอทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจ ในความขัดแย้งตะวันออกกลาง ชี้มีสัญญาณดี ผู้แทนระดับสูงของอิหร่าน-ยูเออี ได้พบปะกันท่ามกลางความขัดแย้งคุกรุ่น
เมื่อวันเสาร์ (12 ก.ย.) ที่ผ่านมา อิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ร่วมลงนามแถลงการณ์ร่วมกลุ่มประเทศ BRICS ที่เรียกร้องให้มีการใช้ความยับยั้งชั่งใจต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นสัญญาณความคืบหน้าทางการทูตระหว่างสองประเทศที่เคยมีความเห็นต่างกันในประเด็นสงครามนี้
“เราขอแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียตะวันตก... พร้อมทั้งเรียกร้องให้ใช้ความอดกลั้นอย่างถึงที่สุด และหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีก” แถลงการณ์ร่วมของกลุ่ม BRICS ระบุ
แถลงการณ์ดังกล่าว ยังเรียกร้องให้มีการคุ้มครองพลเรือน สนับสนุนให้เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐต่างๆ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปกป้องการค้าระหว่างประเทศ ห่วงโซ่อุปทาน การไหลเวียนของพลังงาน และความมั่นคงทางทะเล
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ยังได้พบหารือกับมกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี นอกรอบการประชุมสุดยอดที่กรุงนิวเดลีในวันแรก ซึ่งถือเป็นการพบหารือระดับสูงสุดระหว่างสองประเทศนับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น
สำนักงานสื่อของรัฐบาลอาบูดาบีระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ผู้นำทั้งสองได้หารือกันในประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ รวมถึงเรื่องการลดความตึงเครียด เสถียรภาพ และความพยายามในการส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาในภูมิภาค แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อสรุปของการหารือดังกล่าว
ทั้งนี้ การประชุมสุดยอด BRICS ถือเป็นบทพิสูจน์อิทธิพลทางการทูตของกลุ่มความร่วมมือที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2009 เพื่อท้าทายระเบียบโลกที่ถูกครอบงำโดยสหรัฐและชาติพันธมิตรตะวันตก เดิมทีกลุ่มนี้ประกอบด้วยบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ แต่ต่อมาได้ขยายการรับสมาชิก โดยรับอียิปต์ เอธิโอเปีย อินโดนีเซีย รวมถึงอิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เข้าร่วมเพิ่มเติม
รอยเตอร์ระบุว่า การประชุมครั้งนี้ ทั้งผู้จัดงานประชุมและนักการทูตต่างเน้นไปที่การประสานรอยร้าวระหว่างอิหร่านและยูเออี แม้ว่าสหรัฐ ซึ่งเป็นพันธมิตรของยูเออี และอิหร่าน กลับมาเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันไปมาอีกครั้งท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อมานานถึง 6 เดือน
อิหร่านได้เปิดฉากโจมตียูเออีหลายครั้งระหว่างเกิดความขัดแย้งกับสหรัฐ โดยเหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม ซึ่งมีการมุ่งเป้าโจมตีฐานทัพอากาศอัลมินฮาด (Al Minhad Air Base) ที่ตั้งของกำลังพลและเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐ
บริกส์ช่วยสานสัมพันธ์ร้าว
ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศระบุว่า บททดสอบสำคัญสำหรับกลุ่มบริกส์ คือ การหาถ้อยคำเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่ทั้งอาบูดาบีและเตหะรานสามารถยอมรับได้ เพื่อให้สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้ และมองว่า แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวอาจไม่ส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน แต่จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
สถานทูตอิหร่านประจำอินเดียเผยแพร่ภาพการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีอิหร่านกับ ชีค คาเล็ด บิน โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน มกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี ซึ่งเป็นพระโอรสองค์โตของประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระบิดา
อย่างไรก็ตาม สถานทูตไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการหารือดังกล่าว
ซันเจย์ ซุดฮีร์ อดีตเอกอัครราชทูตอินเดียประจำยูเออี กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า กุญแจสำคัญในการยุติสงครามขึ้นอยู่กับสหรัฐ และอิสราเอล
“สิ่งที่อินเดียได้ดำเนินการคือการสานต่อการหารือในประเด็นที่ยากลำบาก โดยแสดงให้เห็นว่าประเทศต่างๆ ในภูมิภาคสามารถหันหน้ามาเจรจาร่วมกัน ดำเนินการทางการทูต และต่อยอดความร่วมมือบนพื้นฐานของผลประโยชน์ที่สอดคล้องกันได้”
ถึงเวลาบริกส์สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม กล่าวในพิธีเปิดว่า กลุ่ม BRICS ได้เติบโตเต็มที่แล้ว และถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและฉันทามติที่มีร่วมกันให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมบนเวทีโลก
รอยเตอร์ระบุว่า กลุ่ม BRICS กำลังพยายามยกระดับบทบาทของตนเองด้วยการสร้างอิทธิพลต่อกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันต่างๆ เช่น ธนาคารโลก, กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งสมาชิกบางประเทศมองว่าได้ถูกครอบงำจากชาติมหาอำนาจตะวันตก
อนึ่ง ผู้นำที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ได้แก่ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินแห่งรัสเซีย, ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน และไซริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้
ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน กล่าวว่า กลุ่มประเทศ BRICS ควรยืนหยัดอย่างมั่นคงในฝั่งที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์ ด้วยการขับเคลื่อนระเบียบระหว่างประเทศไปสู่ความเสมอภาคและความยุติธรรมที่มากขึ้น
ปธน.สีระบุด้วยว่า จีนพร้อมแสดงบทบาทตามหน้าที่ของตนในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในตะวันออกกลาง
ขณะที่สถานีโทรทัศน์ CCTV ของทางการจีนรายงานถ้อยแถลงของสี โดยสีกล่าวย้ำว่า “ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องยึดมั่นในแนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางการเมือง และมุ่งมั่นดำเนินการเพื่อให้เกิดการหยุดยิงที่ถาวรและครอบคลุม”
ทั้งนี้ นิวเดลีซึ่งมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับทั้งสหรัฐ รัสเซีย อิสราเอล อิหร่าน และกลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย กำลังดำเนินนโยบายทางการทูตแบบรักษาสมดุล โดยนายกฯ โมดี พยายามผลักดันให้สมาชิกกลุ่ม BRICS เพิ่มพูนความร่วมมือทางการค้า ลดอุปสรรคทางการค้า และขยายโอกาสทางธุรกิจ





