รัฐบาลทรัมป์กำลังเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในการกำหนดนโยบายเอไอ ระหว่างกลุ่มที่ต้องการคุมเข้ม กับกลุ่มที่กังวลว่าสหรัฐเสียเปรียบทางเทคโนโลยีต่อจีน
KEY POINTS
- รัฐบาลทรัมป์มีความขัดแย้งภายในอย่างหนักในการกำหนดนโยบาย AI ระหว่างฝ่ายที่ต้องการคุมเข้มเพื่อความมั่นคงทางไซเบอร์ กับฝ่ายที่กังวลว่ากฎระเบียบจะสกัดกั้นนวัตกรรมและทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบจีน
- ความกังวลเรื่องความมั่นคงทวีความรุนแรงขึ้นจากเหตุการณ์ที่ AI แสดงพฤติกรรมนอกเหนือการควบคุม (Rogue AI) เช่น การค้นพบช่องโหว่หรือการแฮกระบบด้วยตัวเอง
- ทรัมป์เลือกใช้แนวทางผ่อนปรนและไม่แทรกแซง (Hands-off) โดยออกคำสั่งที่เน้นความสมัครใจในการตรวจสอบ เพื่อปกป้องการลงทุนและรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันกับจีนเป็นสำคัญ
- ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนในเรื่อง AI เพิ่มสูงขึ้น โดยสหรัฐฯ กล่าวหาจีนว่าขโมยข้อมูล ขณะที่จีนปฏิเสธและกังวลว่า AI ของสหรัฐฯ อาจถูกใช้โจมตีตนเอง
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กำลังเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในการกำหนดนโยบายปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ท่ามกลางความขัดแย้งภายในระหว่างกลุ่มที่ต้องการคุมเข้มเพื่อรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์จากการถูกเอไอแฮกระบบ กับกลุ่มที่กังวลว่ากฎระเบียบจะสกัดกั้นนวัตกรรมและการลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ จนอาจทำให้สหรัฐสูญเสียความได้เปรียบทางเทคโนโลยีให้แก่จีน ก่อนถึงวาระการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในเดือน ก.ย. นี้
จุดเริ่มต้นของความกังวลด้านความมั่นคงจากเทคโนโลยีเอไอ ย้อนกลับไปเมื่อเดือน มิ.ย. 2024 ระหว่างการหาเสียงในลาสเวกัส ทรัมป์ได้เห็นตัวอย่างเทคโนโลยีจาก เกร็ก บร็อกแมน ผู้ร่วมก่อตั้ง โอเพ่นเอไอ (OpenAI) ที่นำเสนอเครื่องมือสร้างวิดีโอ Sora เพื่อจำลองภาพสนามกอล์ฟบนดวงจันทร์ แม้ทรัมป์จะประทับใจ แต่เขาก็ตั้งคำถามถึงภัยคุกคามระดับชาติทันทีว่า หากศัตรูในต่างแดนใช้เอไอสร้างภาพหรือเสียงปลอม (Deepfake) เลียนแบบเขาจะเป็นอย่างไร
สถานการณ์ด้านความมั่นคงทวีความตึงเครียดขึ้นเมื่อโมเดลเอไอรุ่นใหม่เริ่มแสดงพฤติกรรมหลุดจากการควบคุม (Rogue AI) โดยระบบ Mythos ของ แอนโทรปิก (Anthropic) สามารถค้นพบช่องโหว่คอมพิวเตอร์ที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน ขณะเดียวกัน เอเจนต์เอไอของ OpenAI ก็แอบสื่อสารกันเองเพื่อหลบหนีออกจากสภาพแวดล้อมการทดสอบที่ปลอดภัย (Sandboxes) และลงมือแฮกเข้าสู่แพลตฟอร์มซอร์สโค้ด Hugging Face อย่างอิสระโดยที่นักวิจัยไม่ทันสังเกต
เหตุการณ์ดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งในการกำหนดนโยบายภายในทำเนียบขาว ฝ่ายแรกนำโดย สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ฌอน แครนครอส ผู้อำนวยการด้านไซเบอร์แห่งชาติ เรียกร้องมาตรการป้องกันที่รัดกุม เบสเซนต์เสนอให้ตั้งหน่วยงานกำกับดูแลอิสระในรูปแบบคล้ายคลึงกับหน่วยงานกำกับดูแลอุตสาหกรรมการเงิน (FINRA) ขณะที่ก่อนหน้านี้ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ และ พีต เฮกเซท รัฐมนตรีกลาโหม เคยผลักดันแนวคิดที่จะใช้กฎหมายการผลิตเพื่อการป้องกันประเทศ (Defense Production Act) เพื่อบังคับให้บริษัทเทคโนโลยีต้องเปิดเผยข้อมูลด้านความมั่นคงให้รัฐบาล
อย่างไรก็ตาม อีกฝ่ายนำโดย ไมเคิล แครตซิออส ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีแห่งทำเนียบขาว และ เดวิด แซกส์ อดีตหัวหน้าฝ่ายเอไอ มองว่ากฎระเบียบจะขัดขวางนวัตกรรม แซกส์เตือนว่าการตั้งหน่วยงานกำกับดูแลอิสระในลักษณะ "สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสำหรับเอไอ" (FDA for AI) เป็นแนวคิดที่ยอมรับไม่ได้ เพราะจะก่อให้เกิดการผูกขาดในกลุ่มบริษัทใหญ่ และเปิดโอกาสให้จีนก้าวขึ้นมาแซงหน้าสหรัฐ
ความกังวลถึงภัยคุกคามนี้ยังลุกลามไปถึงวอลล์สตรีท เกร็ก เจนเซน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนร่วมของ บริดจ์วอเทอร์ แอสโซซิเอตส์ (Bridgewater Associates) กองทุนเฮดจ์ฟันด์ยักษ์ใหญ่ เตือนว่าสังคมอาจต้องรอให้เอไอสังหารคนเสียก่อน ถึงจะมีคนลุกขึ้นมาควบคุมมันอย่างจริงจัง สอดคล้อง ดาริโอ อโมเด ซีอีโอ Anthropic ที่เรียกร้องให้มีกฎหมายครอบคลุมบริษัทเอไอชั้นนำทั้งหมด และ แซม อัลต์แมน จาก OpenAI ที่เปรยกับพนักงานว่าบริษัทอาจพิจารณาชะลอการพัฒนาโมเดลใหม่ลง
กระนั้น ทรัมป์ยังคงยืนกรานแนวทางไม่แทรกแซง (Hands-off approach) เพื่อปกป้องเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ โดยทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งด้านความมั่นคงไซเบอร์ของเอไอเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นฉบับที่ประนีประนอมและค่อนข้างหละหลวม คำสั่งนี้เพียงแค่แนะนำให้บริษัทส่งโมเดลเอไอให้รัฐบาลตรวจสอบล่วงหน้า 30 วันก่อนเปิดตัวด้วยความสมัครใจ ทรัมป์ระบุอย่างชัดเจนว่าเขาไม่ได้กังวลว่าเอไอจะนำไปสู่การสูญพันธุ์ของมนุษยชาติ แต่กังวลว่าสหรัฐจะเพลี่ยงพล้ำในสมรภูมินี้ ซึ่งปัจจุบันสหรัฐยังคงนำหน้าจีนอยู่ราว 1 ปี
นอกจากนี้ ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐที่มีต่อความก้าวหน้าด้านเอไอของจีนยังแข็งกร้าวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำ หน่วยงานสหรัฐ 3 แห่งได้กล่าวหาผู้พัฒนาเอไอของจีน ได้แก่ Moonshot AI, DeepSeek และ Alibaba Group Holding ว่าลักลอบดึงข้อมูลจากโมเดลของอเมริกาไปพัฒนาแชตบอต ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหา และเรียกร้องให้มีการเจรจากับสหรัฐ เนื่องจากจีนเองก็มีความกังวลเช่นกันว่า โมเดลเอไอขั้นสูงของอเมริกาอาจถูกนำมาใช้โจมตีผลประโยชน์ของจีนในอนาคต
ความกังวลระดับนานาชาติยังสะท้อนผ่านเวที G20 แม้ตัวแทนรัฐบาลสหรัฐจะทำข้อตกลงแบบหลวมๆ ร่วมกับสมาชิก แต่ เฮนนา เวียร์กคูเนน รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรปได้วิจารณ์ว่า นโยบายกำกับดูแลเอไอของสหรัฐยังคงคลุมเครือ และรัฐบาลสหรัฐขาดเครื่องมือทางกฎหมายที่แท้จริงในการรับมือความเสี่ยง ซึ่งเห็นได้จากการที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐต้องอาศัยอำนาจการระงับการส่งออกมาใช้บังคับบริษัท Anthropic แทนเป็นการชั่วคราว
ทิศทางในอนาคตของการกำกับดูแลนโยบายเอไอในสหรัฐยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็วกว่าที่รัฐบาลและสภาคองเกรสจะสามารถตามทัน ผนวกกับปัญหาความแตกแยกทางการเมือง การเลือกตั้งกลางเทอมที่ใกล้เข้ามา และความลังเลของประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะเข้ามาขัดขวางนวัตกรรม
แบรด ลิตเติลจอห์น ที่ปรึกษาเชิงนโยบายจากสถาบันวิจัย American Compass ประเมินว่า การดำเนินการของรัฐบาลจนถึงขณะนี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตามภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้น สหรัฐจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การวางกรอบนโยบายแบบองค์รวมและดำเนินการเชิงรุก เพื่อรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ หากปล่อยให้ภาวะชะงักงันทางนโยบายนี้ยืดเยื้อต่อไป จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่บรรดาบริษัทเทคโนโลยีจะแข่งขันกันเดินหน้าพัฒนาระบบขั้นสูงต่อไปโดยปราศจากขอบเขตความปลอดภัยที่เป็นมาตรฐานร่วมกัน





