วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน 2569

Login
Login

‘ฮูตี’ รุกคืบทะเลแดงหนัก! อำนาจต่อรองหวนคืนสู่ ‘อิหร่าน’

กลุ่มฮูตีรุกคืบทะเลแดงหนัก อำนาจต่อรองหวนคืน "อิหร่าน" สหรัฐตกที่นั่งลำบาก ยังช่วยซาอุดีอาระเบียถล่มฮูตีไม่ได้ แต่ถ้าปล่อยไว้ "น้ำมันและเศรษฐกิจโลก" เสี่ยงกระทบหนัก

การโจมตีอย่างรวดเร็วของกลุ่มฮูตี ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ทำให้กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้สามารถควบคุมเส้นทางเดินเรือที่สำคัญในตะวันออกกลางได้ ซึ่งสร้างปัญหาใหญ่ให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ในขณะที่สงครามกับอิหร่านยืดเยื้อมา 7 เดือนแล้ว

ในการขยายความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กลุ่มนักรบฮูตีได้รุกคืบลงใต้ไปตามชายฝั่งของเยเมน เพิ่มขีดความสามารถในการปิดกั้นช่องแคบบับเอลมันเดบ หรือ “ประตูแห่งน้ำตา” ที่ปากทะเลแดง ทำให้เตหะรานมีอำนาจต่อรองเหนือเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักทั้งสองสายของภูมิภาค

กลุ่มติดอาวุธไปถึงเกาะเพริมเมื่อวันศุกร์ (11 ก.ย.) ซึ่งอยู่กลางช่องแคบระหว่างเยเมนและแอฟริกา นี่ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับซาอุดีอาระเบียที่ขนส่งน้ำมันส่วนใหญ่จากท่าเรือทะเลแดงนับตั้งแต่สงครามได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

นอกจากนี้ นี่ยังถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับทรัมป์ ที่กำลังประสบกับคะแนนนิยมตกต่ำเป็นประวัติการณ์ และความพยายามหาทางออกจากความขัดแย้งด้วยการประกาศมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจอิหร่าน

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐพุ่งสูง เนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้ทำลายโอกาสของพรรครีพับลิกันในการครอบครองที่นั่งในสภาคองเกรสในการเลือกตั้งกลางภาคเดือนพฤศจิกายน ขณะที่อิหร่านยังคงแสดงท่าทีท้าทาย แม้เจ็บหนักทั้งด้านการทหารและเศรษฐกิจก็ตาม

“เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ทรัมป์ได้ใช้กลยุทธ์ในการบีบเศรษฐกิจของอิหร่าน ในขณะเดียวกันก็รักษาความขัดแย้งทางทหารในระดับที่ต่ำเกินกว่าจะบีบเศรษฐกิจอเมริกันได้” สตีเฟน เวิร์ทไฮม์ นักวิชาการอาวุโสจาก Carnegie Endowment for International Peace กล่าว

“พวกฮูตีทำลายแผนการของทรัมป์”

ยอมฮูตีไม่ได้ แต่ยังไม่ขอสู้

รัฐบาลสหรัฐไม่สามารถปล่อยให้กลุ่มฮูตีปิดช่องแคบับเอลมันเดบได้ เพราะจะส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นและกระทบต่อการค้าโลกมากขึ้นไปอีก ขณะเดียวกัน การเปิดศึกกับศัตรูที่เคยต้านทานการโจมตีจากทั้งซาอุดีอาระเบียและสหรัฐมาแล้ว ถือเป็นภารกิจใหม่ที่เสี่ยงเป็นอันตรายต่อกองทัพสหรัฐ ซึ่งมีภาระหนักอึ้งอยู่แล้วจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน

แหล่งข่าว 3 รายเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทรงเป็นผู้นำโดยพฤตินัยของประเทศ ได้ทรงโทรศัพท์ถึงประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อวันพฤหัสบดี (10 ก.ย.) เพื่อขอความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐในการต่อสู้กับกลุ่มฮูตี แต่สหรัฐแจ้งกลับไปว่า ยังไม่เข้าแทรกแซงโดยตรงในขณะนี้ แต่จะให้ความช่วยเหลือด้านข้อมูลข่าวกรองแทน

เมื่อวันเสาร์ (12 ก.ย.) ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาได้หารือกับมกุฎราชกุมาร และระบุว่า กลุ่มฮูตีได้ติดต่อมายังรัฐบาลของตนด้วย เพื่อขอไม่ให้สหรัฐเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงในความขัดแย้งดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลของทรัมป์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามในรายละเอียดเรื่องนี้ แต่กล่าวว่า สหรัฐให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติ เช่น การรับประกันเสรีภาพในการเดินเรือในทะเลแดง ควบคู่ไปกับการเสริมศักยภาพให้พันธมิตรในภูมิภาคเป็นแกนนำในการจัดการและแก้ไขปัญหาความท้าทายด้านความมั่นคงในภูมิภาค

ทั้งซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน และกลุ่มฮูตี ยังไม่ได้ตอบรับคำร้องขอให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีโดยระบุว่า ความขัดแย้งในเยเมนไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการปิดล้อมหรือปฏิบัติการทางทหารต่อกลุ่มฮูตี พร้อมเรียกร้องให้มีการเจรจา แต่ไม่ได้กล่าวถึงบทบาทของอิหร่านในเรื่องนี้แต่อย่างใด

อำนาจต่อรองอยู่ในมืออิหร่าน

หากกลุ่มฮูตีปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ ในขณะที่อิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซ เหตุการณ์ดังกล่าวอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจซ้ำเติมอีกระลอก โดยจะส่งผลกระทบต่อปริมาณปิโตรเลียมโลกอีก 7% และปริมาณการค้าโลกอีกราว 12%

เดวิด เชงเกอร์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ฝ่ายกิจการตะวันออกใกล้ ในสมัยแรกที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี และปัจจุบันอยู่สถาบันคลังสมอง Washington Institute for Near East Policy กล่าวว่า นี่เป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดมาโดยตลอด คือ “การที่อิหร่านสามารถควบคุมได้ทั้งช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบับเอลมันเดบ” ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดสองแห่งของโลก

“นั่นถือเป็นอำนาจต่อรองมหาศาลที่(ฝ่ายอิหร่าน)มีอยู่ในมือ”

นักวิเคราะห์และอดีตเจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะนี้ทรัมป์กำลังเผชิญกับทางเลือกว่า "จะส่งกำลังพลและทรัพยากรด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีอยู่อย่างจำกัดเข้าไปต้านทานกลุ่มฮูตี" หรือ "จะปล่อยให้ซาอุดีอาระเบียและพันธมิตร รวมถึงรัฐบาลเยเมนซึ่งมีฐานอำนาจอยู่ทางตอนใต้ ต้องรับมือกับกลุ่มฮูตีด้วยตนเอง"

ทั้งนี้ กลุ่มฮูตีเข้ายึดครองกรุงซานาซึ่งเป็นเมืองหลวงของเยเมนได้เมื่อ 12 ปีก่อน และปฏิบัติการทางทหารที่นำโดยซาอุดีอาระเบียก็ไม่สามารถขับไล่พวกเขาออกไปได้สำเร็จนับแต่นั้นมา

หากตัดสินใจเข้าจัดการกับกลุ่มฮูตี ก็เท่ากับเป็นการยุติข้อตกลงที่ทรัมป์ได้ทำไว้เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งสหรัฐตกลงจะยุติการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มดังกล่าวเพื่อแลกกับการที่กลุ่มฮูตียุติการโจมตีเรือขนส่งสินค้าในทะเลแดง ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจทำให้กองกำลังของสหรัฐ ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยขีปนาวุธจากเยเมนได้

ถล่มฮูตี เป็นภาระของกองทัพสหรัฐ

รอยเตอร์รายงานว่า การเปิดฉากจัดการฮูตีอาจเป็นภาระเพิ่มเติมสำหรับกองทัพสหรัฐ

เจ้าหน้าที่สหรัฐ ระบุว่า การปะทะกับกลุ่มฮูตีอาจต้องใช้ทรัพยากรทางเรือและทางอากาศจำนวนมาก อีกทั้งยังอาจต้องดึงทรัพยากรด้านข่าวกรองไปใช้ในภารกิจนี้ เนื่องจากจำเป็นต้องระบุพิกัดที่ตั้งของกลุ่มฮูตีให้แม่นยำ ซึ่งตำแหน่งเหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อปีที่แล้ว

หากเรือและอากาศยานของกองทัพเรือสหรัฐ ต้องเริ่มปฏิบัติการยิงสกัดโดรนและขีปนาวุธของกลุ่มฮูตี

สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้ปริมาณกระสุนและขีปนาวุธสกัดกั้นภัยคุกคามทางอากาศของสหรัฐซึ่งมีจำนวนลดลงอยู่แล้วนั้น ร่อยหรอลงไปอีก

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลปฏิเสธข้อกังวลที่ว่าสหรัฐกำลังเผชิญกับภาวะทรัพยากรตึงตัว โดยกล่าวว่า “กองทัพสหรัฐมียุทโธปกรณ์ กระสุน และเสบียงสำรองมากพอที่จะสนับสนุนเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ทั้งหมดของผู้บัญชาการทหารสูงสุด และยังสามารถรองรับภารกิจอื่นๆ ได้อีกด้วย”

ทิม เลนเดอร์คิง อดีตผู้แทนพิเศษของสหรัฐประจำเยเมนในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่สำนักงานกฎหมาย Squire Patton Boggs กล่าวว่า ในเมื่อทรัมป์ส่งสัญญาณว่าไม่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมทางทหารโดยตรงเพื่อต่อต้านกลุ่มฮูตี สหรัฐจึงจำเป็นต้องดำเนินการเพิ่มเติมในด้านการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองกับซาอุดีอาระเบียเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางอากาศของพวกเขา รวมถึงเพิ่มการสนับสนุนทั้งในเชิงการทูตและทรัพยากรต่างๆ ให้แก่รัฐบาลเยเมนที่ได้รับการรับรองจากนานาชาติ

“รัฐบาลชุดนี้เข้ามาพร้อมกับคำถามที่ว่า ‘เยเมนทำอะไรให้เราได้บ้าง?’” เลนเดอร์คิงกล่าวในรายการถ่ายทอดสดออนไลน์ที่จัดโดยสถาบันวิจัยนโยบายตะวันออกกลางในกรุงวอชิงตัน

“คำตอบก็คือ เยเมนสามารถสร้างปัญหาใหญ่ให้เราได้”