อิสราเอลสั่งปิดสถานกงสุลอังกฤษในเยรูซาเล็มตะวันออก ให้เวลาภายใน 30 วัน ตอบโต้ที่รัฐบาลอังกฤษคว่ำบาตรการค้ากับนิคมชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์
อิสราเอลประกาศเตรียมปิดสถานกงสุลสหราชอาณาจักร (ปิดสถานกงสุลอังกฤษ) ในเยรูซาเล็มตะวันออก เมื่อวันอังคาร (8 ก.ย.) เพื่อตอบโต้แผนของอังกฤษ ฝรั่งเศส และแคนาดาที่จะห้ามนำเข้าสินค้าจากนิคมชาวอิสราเอลในเวสต์แบงก์
กิเดียน ซาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอิสราเอล กล่าวว่า สหราชอาณาจักรจะไม่มีส่วนร่วมในภารกิจประสานงานเกี่ยวกับกาซาที่นำโดยสหรัฐ และเจ้าหน้าที่อังกฤษบางคน รวมถึงเจเรมี คอร์บิน อดีตผู้นำพรรคแรงงาน และบุคคลสัญชาติอื่นๆ จะถูกแบน ห้ามเข้าประเทศอิสราเอล
“ความเคลื่อนไหวของอังกฤษเป็นการบิดเบือนทางศีลธรรม และแทรกแซงกิจการภายใน และกระบวนการเลือกตั้งของรัฐอธิปไตยอย่างโจ่งแจ้ง” ซาร์กล่าว และบอกว่า ความเห็นของ เอ็ด มิลิแบนด์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ที่กล่าวหาอิสราเอลว่า ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์นั้น เป็นข้อกล่าวหาที่เป็น “เรื่องโกหกอย่างน่ารังเกียจ”
ซาร์กล่าวว่า เขาได้ประสานเรื่องการตอบโต้ของอิสราเอลกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูแล้ว พร้อมทั้งกล่าวหาว่า อังกฤษเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งของอิสราเอลที่มีกำหนดจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคม
แหล่งข่าวสี่รายเผยกับรอยเตอร์ว่า อิสราเอลให้เวลาสถานกงสุลอังกฤษ 30 วันในการปิดทำการ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า มาตรการการค้าที่ออกโดยอังกฤษ ฝรั่งเศส และแคนาดา เมื่อวันอังคาร (8 ก.ย.) เป็นมาตรการชุดล่าสุดที่มุ่งเป้าไปยังนโยบายตั้งถิ่นฐานของอิสราเอล และตอกย้ำให้เห็นถึงการโดดเดี่ยวทางการทูตที่เพิ่มขึ้นในหมู่พันธมิตรเก่าแก่บางราย
พันธมิตรยุโรปจำกลุ่มกดดันอิสราเอล
แอนดี เบอร์แนม นายกฯ อังกฤษ, เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และมาร์ก คาร์นีย์ นายกฯ แคนาดา ระบุในแถลงการณ์ร่วมกันในวันอังคารว่า “วันนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายเราในการปกป้องแนวทางแก้ไขแบบสองรัฐ” และเสริมด้วยว่า พวกเขาอาจสนับสนุนความพยายามของตนในงานสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในเดือนนี้ด้วย
มิลิแบนด์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ กล่าวว่า สหราชอาณาจักรไม่อาจแค่ “ออกมาวิพากษ์วิจารณ์” ความอยุติธรรมและความทุกข์ยากได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องลงมือทำจริง เพื่อคัดค้านการขยายตัวของการตั้งถิ่นฐานใหม่
มิลลิแบนด์กล่าวว่ากฎหมายฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ภายใน 6 ถึง 9 เดือน แต่เขาก็ระบุด้วยว่าจะดำเนินการคว่ำบาตรกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานที่มีแนวคิดสุดโต่งจำนวนหนึ่งในทันที
รัฐมนตรีต่างประเทศจากประเทศอื่นๆ 9 ประเทศ รวมถึงเดนมาร์ก นอร์เวย์ โปแลนด์ สเปน และสวีเดน ได้แถลงการณ์ร่วมอีกฉบับ ยืนยันการสนับสนุนแนวทางการเจรจาเพื่อหาข้อยุติแบบสองรัฐ ซึ่งหมายถึงการมีรัฐปาเลสไตน์ที่ดำรงอยู่ร่วมกับอิสราเอลอย่างสันติ
ด้านอนิตา อานันด์ รัฐมนตรีต่างประเทศแคนาดา โพสต์ X ว่า แคนาดามีความเชื่อว่าหลายสิบปีว่าแนวทางสองรัฐเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับการบรรลุสันติภาพในระยะยาวในตะวันออกกลาง และแก้ไขความกังวลด้านความมั่นคงของอิสราเอลได้
“การตั้งถิ่นฐานที่ผิดกฎหมายในเขตเวสต์แบงก์ บั่นทอนเป้าหมายเหล่านี้อย่างมาก”
ทั้งนี้ สหประชาชาติ ชาวปาเลสไตน์ และประเทศส่วนใหญ่ถือว่าการตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลในเวสต์แบงก์ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่อิสราเอลโต้แย้งเรื่องนี้
มาตรการเชิงสัญลักษณ์
เซอร์ เอฟราอิม เมอร์วิส ประมุขสูงสุดของศาสนายิวในอังกฤษ (Chief Rabbi) กล่าวถึงแผนกำหนดมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวว่าเป็น “วันที่มืดมนสำหรับชาวยิวในอังกฤษ” พร้อมวิจารณ์รัฐบาลสหราชอาณาจักรว่า ดำเนินมาตรการที่มุ่งเน้นเพียงแค่การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองเท่านั้น
ทั้งนี้ สินค้าหลักจากนิคมชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร อาทิ อินทผลัม ผลไม้ตระกูลส้ม สมุนไพร และไวน์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับยอดการส่งออกทั้งหมดของอิสราเอล
นั่นหมายความว่า มาตรการห้ามการค้านี้เป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์และจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาพรวมการค้าระหว่างสองฝ่าย แต่ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างเพื่อตอกย้ำการสนับสนุนแนวทาง “สองรัฐ” (two-state solution) ในช่วงเวลาเดียวกับที่อิสราเอลกำลังประกาศแผนก่อสร้างบ้านใหม่จำนวน 1,000 หลังในเขตเวสต์แบงก์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
อนึ่ง ประเด็นที่กำลังเป็นที่กังวลในขณะนี้คือโครงการตั้งถิ่นฐาน E1 ของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเยรูซาเล็ม โดยโครงการดังกล่าวจะตัดผ่านพื้นที่ที่ชาวปาเลสไตน์ต้องการใช้เป็นดินแดนสำหรับรัฐอิสระในอนาคต
รายงานของรอยเตอร์ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารพบว่า รัฐบาลอิสราเอลได้ให้เงินสนับสนุนกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานหัวรุนแรงที่สุดในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งใช้ฟาร์มในพื้นที่ตั้งถิ่นฐานของตนเองอย่างผิดกฎหมายเพื่อขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่
ความสัมพันธ์อังกฟษ-อิสราเอล เริ่มร้าว?
ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและสหราชอาณาจักรตึงเครียดมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยลอนดอนได้วิพากษ์วิจารณ์การกระทำของอิสราเอลในฉนวนกาซา การขยายตัวของนิคมในเขตเวสต์แบงก์ และการโจมตีชาวปาเลสไตน์ที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐาน
ในปี 2025 สหราชอาณาจักรได้เข้าร่วมกับประเทศอื่นๆ ในการรับรองรัฐปาเลสไตน์เพื่อส่งเสริมแนวทางแก้ปัญหาแบบสองรัฐ และได้ออกมาตรการคว่ำบาตรต่อนิคมในเขตเวสต์แบงก์ไปแล้วในเดือนมิถุนายน
ขณะเดียวกัน การที่ฝรั่งเศสสั่งห้ามนำเข้าสินค้าจากนิคมของอิสราเอลก็เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) บางประเทศ ที่พยายามผลักดันให้กลุ่มดำเนินการร่วมกัน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากพิเศษ (qualified majority) ตามเกณฑ์ที่จำเป็นสำหรับการดำเนินการของสหภาพยุโรปได้ โดยสาเหตุหลักมาจากการคัดค้านของหลายประเทศ รวมถึงเยอรมนี
นอกจากกดดันอิสราเอลในเรื่องเวสต์แบงก์แล้ว มิลลิแบนด์ยังคงตระหนักถึงภัยคุกคามที่อิหร่านมีต่ออิสราเอลด้วย โดยกล่าวเสริมว่าจะดำเนินมาตรการคว่ำบาตร “อัล-การ์ด อัล-ฮัสซัน” (Al-Qard Al-Hassan) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่บริหารจัดการโดยกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และจะกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านอีกครั้งตามแนวทางเดียวกับสหภาพยุโรปและสหรัฐ




