วันพุธ ที่ 9 กันยายน 2569

Login
Login

พิษกาซา ‘ย้อนศร’ อิสราเอล? ทำโรงกลั่นน้ำทะเล 5 ใน 6 ‘ล่ม’

ผลพวงสงครามกาซาอาจกำลัง ‘ย้อนศร’ หาอิสราเอล เมื่อน้ำเสียมหาศาลจากกาซาไหลลงทะเล ซ้ำเติมสาหร่ายบูมจนโรงกลั่นน้ำทะเลของประเทศล่ม 5 ใน 6 แห่ง เปิดแผลใหญ่ ‘ความมั่นคงทางน้ำ’ ของอิสราเอลที่พึ่งน้ำกลั่นเป็นเส้นเลือดหลัก

สงครามในกาซา อาจกำลังสร้าง “ผลกระทบย้อนกลับ” มาหาอิสราเอลในรูปแบบที่คาดไม่ถึง หลังระบบบำบัดน้ำเสียของกาซาพังเสียหาย จนน้ำเสียจำนวนมหาศาลไหลลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และกลายเป็น “อาหารชั้นดี” ให้สาหร่ายขนาดจิ๋วเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ก่อนลอยขึ้นเหนือและมีส่วนซ้ำเติมวิกฤติที่ทำให้ “โรงกลั่นน้ำทะเลของอิสราเอล 5 ใน 6 แห่ง” ต้องหยุดดำเนินงานชั่วคราว

สถานการณ์ดังกล่าวกำลังสร้างความกังวลต่อ “ความมั่นคงทางน้ำ” ของอิสราเอล เนื่องจากประเทศมีสภาพภูมิอากาศแห้งแล้ง ไม่มีแม่น้ำขนาดใหญ่หรือปริมาณฝนมากเพียงพอ จึงต้องพึ่งพาการกลั่นน้ำทะเลอย่างหนัก โดยน้ำจากโรงกลั่นคิดเป็นอย่างน้อย 65% ของน้ำดื่มทั้งหมดในประเทศ

บริษัทน้ำแห่งชาติอิสราเอล Mekorot ระบุว่า โรงกลั่นน้ำทะเลตามชายฝั่ง 5 แห่งจากทั้งหมด 6 แห่งต้องหยุดดำเนินงาน หลังสาหร่ายขนาดจิ๋วจำนวนมหาศาลเข้าไปอุดตันท่อรับน้ำทะเล แม้บางแห่งจะทยอยกลับมาผลิตได้บางส่วน แต่จนถึงปัจจุบัน มีเพียงแห่งเดียวที่กลับมาดำเนินงานเต็มกำลัง

นักสิ่งแวดล้อมอิสราเอลระบุว่า สาหร่ายดังกล่าวมีต้นกำเนิดบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ในอียิปต์ ก่อนเคลื่อนตัวขึ้นเหนือตามชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ขณะที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูง ก็เป็นอีกปัจจัยที่เอื้อต่อการเพิ่มจำนวนของสาหร่าย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กำลังถูกจับตามองคือ “น้ำเสียจากกาซา” ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้น

สงครามที่ดำเนินมาตั้งแต่เดือน ต.ค. 2023 สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและสุขาภิบาลในกาซา โดยองค์การสหประชาชาติระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำของกาซาเกือบ 90% ของพื้นที่ได้รับความเสียหาย ขณะที่กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ระบุว่า โรงบำบัดน้ำเสียทั้ง 6 แห่งในกาซาหยุดดำเนินงานทั้งหมดจากความเสียหาย และสถานีสูบน้ำเสียราว 70% ไม่สามารถใช้งานได้

ผลที่ตามมาคือ “น้ำเสียจำนวนมหาศาล” ถูกปล่อยลงทะเลโดยไม่ได้ผ่านการบำบัด โดยข้อมูลของ WAFA หน่วยงานปาเลสไตน์ระบุว่า มีน้ำเสียราว 40,000 ลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 10.6 ล้านแกลลอนต่อวันไหลลงทะเล ขณะที่อีกประมาณ 15,000 ลูกบาศก์เมตรซึมลงดินผ่านบ่อเกรอะและระบบท่อน้ำเสียที่รั่วไหล โดยการประเมินขององค์กรระหว่างประเทศบางแห่งระบุว่า ปริมาณจริงอาจสูงกว่านี้อีก

อามาล อัล ลูห์ ครูสอนภาษาอังกฤษวัย 36 ปีในเมืองเดียร์ อัล-บาลาห์ของฉนวนกาซา กล่าวว่า โมฮัมเหม็ด ลูกชายวัย 7 เดือนของเธอ เริ่มมีอาการ “ท้องเสียเรื้อรัง” หลังดื่มน้ำจากบ่อน้ำใต้ดินที่ปนเปื้อน แพทย์จึงแนะนำให้ครอบครัวเปลี่ยนไปใช้น้ำดื่มที่องค์กรด้านมนุษยธรรมนำรถบรรทุกเข้ามาส่ง และซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดซึ่งมีราคาถึงลังละ 8 ดอลลาร์ (260 บาท)

โนกา อาร์มี ผู้บริหารของ Zalul องค์กรสิ่งแวดล้อมอิสราเอล อธิบายว่า น้ำเสียเหล่านี้มีสารอาหารที่ช่วยหล่อเลี้ยงสาหร่ายขนาดจิ๋ว จึงอาจยิ่งเร่งให้สาหร่ายที่เคลื่อนตัวมาจากบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์เพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยเธอระบุว่า ความเชื่อมโยงทางวิทยาศาสตร์ระหว่างน้ำเสียกับการเติบโตของสาหร่าย เป็นสิ่งที่มีหลักฐานรองรับ และ “น้ำเสียจากกาซา” เป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจมีส่วนต่อเหตุการณ์ครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ด้าน Mekorot บริษัทน้ำแห่งชาติของอิสราเอล ยังไม่ได้ยืนยันโดยตรงว่า น้ำเสียจากกาซาเป็นสาเหตุของการปิดโรงกลั่น โดยระบุเพียงว่าอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูง มีส่วนทำให้เกิดสาหร่ายจำนวนมหาศาล จนเข้าไปอุดตันระบบของโรงงาน 

การหยุดผลิตน้ำพร้อมกันหลายแห่ง ทำให้อิสราเอลต้องจำกัดการใช้น้ำในภาคเกษตร พร้อมเพิ่มการสูบน้ำจากทะเลกาลิลีและแหล่งกักเก็บน้ำภายในประเทศเพื่อชดเชยกำลังผลิตที่หายไป แม้ Mekorot ระบุว่า บ้านเรือนประมาณ 99% ยังได้รับน้ำตามปกติ

ที่สำคัญ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปัญหาน้ำเสียจากกาซาส่งผลข้ามพรมแดนมายังอิสราเอล เพราะในปี 2017 ปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงและไฟฟ้าเคยทำให้โรงบำบัดน้ำเสียในกาซาหยุดทำงาน ก่อนที่น้ำเสียจะลอยขึ้นมาตามชายฝั่งและทำให้โรงกลั่นน้ำทะเลในเมืองอัชเคลอนของอิสราเอลต้องปิดชั่วคราว

เหตุการณ์ล่าสุดกำลังตอกย้ำความจริงที่ว่า “สิ่งแวดล้อมไม่มีพรมแดน” เพราะแม้อิสราเอลและกาซาจะถูกแบ่งแยกด้วยความขัดแย้งทางการเมืองและสงคราม แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงใช้ทะเลและระบบนิเวศเดียวกัน

กิดอน บรอมเบิร์ก ผู้อำนวยการ EcoPeace Middle East ประจำอิสราเอลจึงมองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ควรเป็น “สัญญาณเตือนครั้งใหญ่” ให้เร่งฟื้นฟูระบบสุขาภิบาลของกาซา เพราะน้ำเสียไม่ได้เป็นเพียงภัยต่อสุขภาพของชาวปาเลสไตน์ราว 2 ล้านคนเท่านั้น แต่ยังอาจย้อนกลับมา “กระทบสุขภาพ” และ “ความมั่นคงทางน้ำ” ของชาวอิสราเอลเองด้วย

อ้างอิง: washingtoncnn