“สนธิ” ประกาศนำม็อบลงถนนอีกครั้ง ดีเดย์10ก.ย. ภายใต้กลยุทธ์ไล่ยิว กวนสมาธิรัฐบาลอนุทิน ท่ามกลางคำถามรอบนี้จะจุดติดเหมือนสมัยขับไล่ทักษิณ หรือไม่
KEY POINTS
- สนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศชุมนุมครั้งใหม่ โดยมีเป้าหมายเริ่มต้นเพื่อขับไล่ยิวเทา และชาวต่างชาติที่สร้างปัญหาในไทย ไม่ได้มุ่งล้มรัฐบาลโดยตรง
- การเคลื่อนไหวมีลักษณะเป็นการกดดันรัฐบาลให้ดำเนินการแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้อง มากกว่าเป็นการชุมนุมขับไล่เหมือนในอดีต
- กลยุทธ์ในช่วงแรกถูกมองเป็นการหยั่งเชิงประเมินกระแสและแนวร่วมทางการเมือง
เดิมพันครั้งสำคัญของ “บ้านพระอาทิตย์” นำโดย “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือม็อบเสื้อเหลือง ที่เคยลงถนนชุมนุมขับไล่ “ทักษิณ ชินวัตร”อย่างหนักหน่วง จนท้ายที่สุดเกิดรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549
ผ่านไป 20 ปี แกนนำม็อบเสื้อเหลืองอย่าง “สนธิ” ประกาศลงถนนอีกครั้ง แต่คราวนี้เป้าหมายไม่ได้พุ่งตรงไปที่เป้าใหญ่อย่างรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” หรือตัวนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้ยุบสภาหรือลาออก
กลยุทธ์ปลุกม็อบของสนธิรอบนี้ เลือกโหมกระพือประเด็น “ยิวเทา” เป็นหลัก ที่เข้ามาสร้างปัญหาในหลายพื้นที่ของประเทศไทย
เคลื่อนไหวแบบแฟลชม็อบ วูบวาบเป็นครั้งคราวในช่วงเริ่มต้น โดยเตรียมประเดิมไปหน้าสถานทูตอิสราเอล 10 ก.ย. นี้ เพื่ออ่านแถลงการณ์ ก่อนจะค่อยๆ ไล่ตามคิวบรรดาต่างชาติสีเทารายอื่นๆ ในประเทศไทย
การประกาศ “ยอมตาย” ของสนธิ โดยไม่ได้ท้าชนกับ “อนุทิน-เนวิน” หรือแบ็กข้างหลังของระบอบสีน้ำเงิน ตามที่ประกาศในวันแถลงจุดยืนการเคลื่อนไหว “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” นั้น ก็อาจมีคำถามว่า เป้าหมายจริงๆ ต้องการอะไรกันแน่
สนธิระบุชัดว่า “ผมไม่ต้องการล้มรัฐบาลชุดนี้ แต่ให้มันอยู่ไม่เป็นสุข ถ้าอยู่แล้วมีประชาชนเรียกร้องแบบนี้ มันก็จะทำ เช่น เรื่องเนรเทศยิว ถ้าการกดดันของพวกเราทำให้อนุทินเลิกเต้นรำทำเพลง แล้วตัดสินใจเด็ดขาด”
เท่ากับว่า ม็อบครั้งนี้เลือกประเด็นกดดันเพื่อกระตุ้นรัฐบาลให้แก้ปัญหาตามที่ต้องการ ไม่ใช่ชุมนุมขับไล่เหมือนสมัยทักษิณ
เมื่อม็อบจี้ให้จัดการยิว อนุทินก็เนรเทศโชว์ เท่ากับวิน-วินทั้งม็อบและรัฐบาล เพราะเงื่อนไขกดดันเรียกร้องก็จะหมดไปตามเรื่องที่สะสางให้
แนวร่วมของสนธิที่เห็นชัดสุดคือ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย “พิชิต ไชยมงคล” และ“ทนายนกเขา-นิติธร ล้ำเหลือ” แต่กับ “จตุพร พรหมพันธุ์” วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน อดีตแกนนำม็อบเสื้อแดง ยอมรับตรงๆ ว่าไม่ได้ร่วมกับสนธิ ต้องประเมินสถานการณ์ก่อนถึงจะตัดสินใจ
ประเด็นสำคัญคือ ม็อบจะจุดติดหรือไม่ ในมุมของจตุพรที่เคยผ่านสงครามสีเสื้อมาก่อน มองว่า “การรวมคนได้ต้องกระแสแรงจริงๆ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ยุคโซเชียลมีเดีย ถ้ายังไม่สุดจริงๆ คนจะใช้โซเชียลฯ เป็นหลักในการระบาย ถ้าไม่มีจุดพีคสูงสุด การระดมคนโดยไม่ใช่วิธีการจัดการ เป็นเรื่องที่ยากมากที่สุด”
ท่าทีของฝั่งรัฐบาล นอกจาก “อนุทิน” ที่เคยต่อปากต่อคำกับสนธิผ่านสื่อว่า “ประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน ไม่ต้องทวง” ก็เห็นจะมี “เสี่ยเฮ้ง-สุชาติ ชมกลิ่น” รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องออกโรงเตือนสติ เพราะเป็นห่วงบรรยากาศการลงทุน ไม่อยากให้บ้านเมืองย้อนกลับไปเป็นแบบอดีต
ส่วนท่าทีฝ่ายค้าน “พริษฐ์ วัชรสินธุ” โฆษกพรรคประชาชน ประธานวิปฝ่ายค้าน ยืนยันใช้เวทีสภาตรวจสอบรัฐบาล ไม่ได้เป็นไปตามที่ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” โทรโข่งเสื้อแดง คาดการณ์ว่าจะมีมวลชนพรรคส้มไปร่วมกับสนธิด้วย
ขณะที่บรรดาอดีตแกนนำ กปปส. ล้วนสงบนิ่งอยู่ในที่ตั้ง บางส่วนไปอยู่กับภูมิใจไทย เช่น “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงาน รวมถึง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” กับ “เนวิน ชิดชอบ” ก็คุยกันได้ ไม่ต่างกับมวลชนเสื้อแดงที่ไม่ได้มีปฏิกิริยาแต่อย่างใด เพราะเพื่อไทยก็แฮปปี้กับการร่วมรัฐบาลน้ำเงินในขณะนี้
หลายปีที่ผ่านมา แกนนำและมวลชนทุกสีเสื้อบอบช้ำจากการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งบาดเจ็บ ล้มตาย ติดคุก และต้องคดี
ขณะที่รัฐบาลนี้เพิ่งมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข สาระสำคัญคือนิรโทษกรรมผู้ต้องคดีทางการเมือง ซึ่งจะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองผู้ที่เข้าเกณฑ์ จึงเป็นเงื่อนไขสะกดนักเคลื่อนไหวได้ไม่มากก็น้อย เพราะถ้าซ่ากับรัฐบาล ก็อาจกระทบคดีที่ค้างอยู่
แนวทางของสนธิอาจจะประเมินแล้วว่ามีข้อจำกัดหลายอย่าง จึงเลือกชกเป้าใหญ่ “ไล่ยิว” เป็นหลัก ส่วนเรื่องที่เต็มไปด้วยข้อครหาของรัฐบาล ทั้งไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน โกง สว. โกงสอบท้องถิ่น TH AI-Passport และอื่นๆ ดูจะเป็นเรื่องรอง เนื่องจากตัวหลักอย่างพรรคส้มเกาะติดอยู่แล้ว
การที่สนธิประกาศ “ยอมตาย” ตราหน้าภูมิใจไทยร้ายแรงกว่าทักษิณ ขยายภาพนักการเมือง-เจ้าสัว ล้วนเป็นเครือข่ายเดียวกันหมด แต่กลับไม่ชุมนุมไล่รัฐบาลน้ำเงินโดยตรงเหมือนตอนไล่ทักษิณ ก็อาจทำให้มวลชนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่พอใจรัฐบาลนี้ ไม่แน่ใจในท่าที
ความพยายามของสนธิในจุดนี้ กำลังหยั่งกระแส เช็กแนวร่วมออร์แกนิกส์ก่อนหรือไม่ หากประเดิมเริ่มแรกไปได้ถึงเป้าที่ประเมินไว้ มีสปอนเซอร์เข้า มวลชนก่อตัว ประเด็นชัดเจน ถึงค่อยขยับเป้าชน “ระบอบสีน้ำเงิน” เต็มตัวในสเต็ปต่อไป





