ชนะสถานการณ์ หรือได้ใจคน? รู้จักบทเรียนเตือนใจจาก "อิหม่ามอัชชาฟิอี" ผู้นำทางศาสนาที่ไม่ได้มีเพียงผลงานทางวิชาการ แต่คือแบบอย่างของการแสวงหาความรู้ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ในโลกของความไม่แน่นอนและความขัดแย้งในปัจจุบัน เราอาจมีความเห็นต่างเกิดขึ้นแทบทุกวัน ตั้งแต่เรื่องการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ศาสนา ไปจนถึงเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ปัญหาอาจไม่ใช่การที่เราคิดไม่เหมือนกัน แต่อยู่ที่ว่า เมื่อเห็นต่างกันแล้วเราเลือกจะทำอย่างไรต่อกัน
ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด หลักคำสอนสำคัญประการหนึ่งที่ทุกศาสนาต่างสอนเหมือนกันนั่นคือ การให้มนุษย์รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เคารพซึ่งกันและกัน และไม่ปล่อยให้ความแตกต่างกลายเป็นสาเหตุของความเกลียดชัง ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง สงคราม และความสูญเสียของทุกฝ่าย
ศาสนาอิสลามก็เช่นเดียวกัน แนวคิดเรื่องความเมตตา การให้อภัย การเคารพผู้อื่น และการปฏิบัติต่อกันด้วยความดี เป็นส่วนสำคัญของคำสอน และเมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์อิสลาม แนวคิดของ อิหม่ามมุฮัมมัด อิบนุ อิดรีส อัชชาฟิอี (Imam al-Shafi‘i) อิหม่ามคนสำคัญของโลกมุสลิมก็สะท้อนแนวทางนี้ได้อย่างน่าสนใจ
มีคำกล่าวหนึ่งที่มีการอ้างถึงของอิหม่ามอัชชาฟิอีว่า “เราจะปล่อยให้เรื่องเพียงเรื่องเดียวมาทำให้เราแตกแยกกันได้อย่างไร บางครั้งการเอาชนะใจคนอาจสำคัญกว่าการเอาชนะในสถานการณ์นั้นๆ” นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกคนในโลกของความไม่แน่นอนและความขัดแย้งในปัจจุบัน
อิหม่ามอัชชาฟิอีเกิดในปี ค.ศ. 767 (ฮ.ศ. 150) ที่กาซา และเติบโตที่นครมักกะฮ์ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน หลังจากบิดาถึงแก่กรรมตั้งแต่ท่านยังเยาว์วัย อิหม่ามอัชชาฟิอีเป็นผู้ฝักใฝ่ความรู้และมุ่งมั่นในการเรียนอย่างมาก มีบันทึกว่าท่านสามารถท่องจำคัมภีร์อัลกุรอานได้ตั้งแต่อายุยังน้อย และศึกษาภาษาอาหรับและวรรณกรรมอย่างลึกซึ้ง ก่อนเดินทางไปนครมะดีนะฮ์เพื่อศึกษาต่อกับอิหม่ามมาลิก อิบนุ อะนัส นักปราชญ์คนสำคัญของยุคนั้น ต่อมาท่านเดินทางไปอิรักและได้แลกเปลี่ยนความรู้กับนักปราชญ์จากสำนักนิติศาสตร์ฮะนะฟี
การเดินทางระหว่างนครมักกะฮ์ นครมะดีนะฮ์ อิรัก และอียิปต์ และประสบการณ์การเรียนรู้ข้ามสำนักของอิหม่ามอัชชาฟิอีมีความสำคัญในการช่วยพัฒนาความคิดของท่านในการวางหลักเกณฑ์การใช้เหตุผลและหลักฐานทางศาสนาอย่างเป็นระบบ เพราะในโลกมุสลิมนิกายซุนนีมีสำนักนิติศาสตร์สำคัญ หรือมัซฮับหลักๆ รวมถึง 4 มัซฮับ ได้แก่ มัซฮับฮะนะฟี มัซฮับมาลิกี มัซฮับชาฟิอี และมัซฮับฮัมบะลี แต่ละมัซฮับมีหลักการและวิธีการวินิจฉัยข้อกฎหมายบางประการที่แตกต่างกันภายใต้กรอบความเชื่อและหลักการสำคัญของศาสนาอิสลามนิกายซุนนี
ในบรรดา 4 มัซฮับนี้ มัซฮับชาฟิอีมีอิทธิพลอย่างมากในแอฟริกาตะวันออก เยเมน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเส้นทางการค้าทางทะเลและการเดินทางของนักปราชญ์และพ่อค้าชาวมุสลิมในมหาสมุทรอินเดียในสมัยก่อนที่มีบทบาทสำคัญต่อการเผยแพร่ศาสนาอิสลามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับประเทศไทย มัซฮับชาฟิอีก็มีความสำคัญอย่างยิ่งในชุมชนมุสลิม โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับโลกมลายูอย่างใกล้ชิด มรดกทางความคิดของอิหม่ามอัชชาฟิอีจึงไม่ได้หยุดอยู่ในโลกอาหรับ แต่เดินทางข้ามทะเลและพรมแดนมาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของผู้คนในภูมิภาคนี้รวมถึงประเทศไทย
อิหม่ามอัชชาฟิอีถึงแก่อสัญกรรมที่อียิปต์ในปี ค.ศ. 820 (ฮ.ศ. 204) ผลงานสำคัญของท่านคือ อัร-ริซาละฮ์ (al-Risālah) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานศาสตร์ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการวินิจฉัยตามกฎหมายอิสลาม ทำให้แนวคิดของท่านมีอิทธิพลต่อการพัฒนานิติศาสตร์อิสลามตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน แต่สิ่งที่ทำให้ชื่อของอิหม่ามอัชชาฟิอียังคงได้รับการกล่าวถึง ไม่ใช่มีเพียงผลงานทางวิชาการ แต่คือแบบอย่างของการแสวงหาความรู้ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ในโลกที่มีความเห็นแตกต่างกันอย่างมากในปัจจุบันจนสามารถขยายตัวจนกลายเป็นความขัดแย้งได้อย่างรวดเร็ว บทเรียนจากอิหม่ามอัชชาฟิอีจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใคร “ชนะ” แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถเปิดใจยอมรับ และเคารพต่อคนที่เห็นต่าง เพราะการถกเถียงหรือการเห็นต่างอาจเป็นการช่วยให้มนุษย์สามารถช่วยกันร่วมค้นหาความจริง และการเปลี่ยนความคิดไม่ใช่ความพ่ายแพ้เสมอไป แต่อาจนำไปสู่การค้นพบความจริง





