ทรัมป์จัดหนักเก็บภาษีโดรนบางประเภท 100% อ้างโดรนนำเข้าจากต่างประเทศเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ หวังคานอำนาจจีน หนุนอุตสาหกรรมในประเทศ ลดพึ่งพาโดรนจากต่างประเทศ
บลูมเบิร์ก รายงานว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังดำเนินการจัดเก็บภาษีศุลกากร 100% สำหรับการนำเข้าระบบอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และชิ้นส่วน เพื่อลดการพึ่งพาการซัปพลายโดรนจากต่างประเทศของสหรัฐ
แถลงการณ์จากทำเนียบขาวระบุว่า อัตราภาษีสูงสุดที่ 100% จะบังคับใช้กับโดรนที่มีขนาดเฉพาะ หรือโดรนที่มีสมรรถนะด้านความมั่นคงแห่งชาติ ส่วนการนำเข้าประเภทอื่นจะเผชิญกับอัตราภาษีที่ต่ำกว่า โดยมาตรการเก็บภาษีจะมีผลบังคับใช้กับสินค้าส่วนใหญ่ในอีก 21 วัน
ตามประกาศที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.69) ฮาวเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สรุปว่าการเจาะตลาดของผลิตโดรนต่างชาตินั้นมีสัดส่วนที่ "สูงมาก" และสหรัฐ "พึ่งพา" ระบบอากาศยานไร้คนขับ และชิ้นส่วนจากต่างประเทศมากเกินไป
สงครามของรัสเซียในยูเครนช่วยเพิ่มความเร่งด่วนให้วอชิงตันต้องปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยสงครามดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพทางทหารของโดรน ที่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายยึดครองพื้นที่ และนำไปสู่ยุคใหม่ของสงครามไฮบริด ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศในคำแถลงว่า ระบบอากาศยานไร้คนขับมีความ "จำเป็นอย่างยิ่งต่อความมั่นคงแห่งชาติ และเศรษฐกิจ" ของสหรัฐ
สำหรับโดรนขนาดเล็กที่ไม่มีสมรรถนะด้านความมั่นคงแห่งชาติ จะถูกเก็บภาษีในอัตรา 25% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในอีก 180 วัน
- คาดภาษีใหม่กระทบหนักตลาดโดรนของจีน
การประกาศครั้งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตลาดโดรนของจีน และอาจเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศจีนก่อนการประชุมที่วางแผนไว้นานแล้วระหว่างทรัมป์ และ สี จิ้นผิง ผู้นำจีน
จีนเป็นผู้ผลิตอากาศยานไร้คนขับรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยบริษัท ดีจีไอ เทคโนโลยี (DJI Technologies) ซึ่งมีฐานอยู่ในเมืองเซินเจิ้น ครองสัดส่วนประมาณ 70% ของตลาดโดรนเชิงพาณิชย์ในสหรัฐ ในปีที่ผ่านมา
การประกาศนี้มีขึ้นหลังจากมาตรการอื่นๆ ที่มุ่งเป้าไปที่การครองความเป็นใหญ่ด้านเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน ซึ่งรวมถึงข้อจำกัดของคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ในการนำเข้าโดรนที่ผลิตในต่างประเทศบางรุ่น รวมถึงโดรนรุ่นใหม่ของ DJI และมาตรการแบนหุ่นยนต์ และอินเวอร์เตอร์ไฟฟ้าที่ผลิตในต่างประเทศเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้จากกระทรวงพาณิชย์ของจีน
- ทรัมป์ใช้อำนาจตามมาตรา 232
มาตรการภาษีรอบใหม่เมื่อวันพฤหัสบดี ยังถือเป็นอีกก้าวของทรัมป์ในการกำหนดภาษีศุลกากร หลังจากศาลฎีกาลงมติเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ว่าเขาใช้อำนาจเกินขอบเขตในการใช้อำนาจฉุกเฉินของรัฐบาลกลางเพื่อกำหนดภาษีครอบคลุมทั่วโลก
ภาษีโดรนในครั้งนี้จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 232 ของพระราชบัญญัติขยายการค้าปี 1962 (Trade Expansion Act of 1962) ซึ่งกำหนดให้มีการสอบสวนก่อนจะอนุญาตให้มีข้อจำกัดการนำเข้าด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ โดยทรัมป์เคยใช้อำนาจเดียวกันนี้ในการเก็บภาษีสินค้าต่างๆ รวมถึงเหล็ก และอะลูมิเนียม ทองแดงกึ่งสำเร็จรูป รถยนต์ และชิ้นส่วนรถยนต์ ส่วนการสอบสวนเรื่องหุ่นยนต์ และกังหันลมก็กำลังดำเนินอยู่ภายใต้มาตรา 232 นี้เช่นกัน
สำหรับอัตราภาษีโดรนจากหลายประเทศ และเขตเศรษฐกิจที่บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับทรัมป์จะอยู่ที่ 15% ตราบใดที่ฮาร์ดแวร์ และเทคโนโลยีทั้งหมดมีต้นกำเนิดจากสถานที่เหล่านั้น และสหรัฐ
สถานที่เหล่านั้นรวมถึง สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ และไต้หวัน ส่วนสหราชอาณาจักรจะเสียภาษีโดรน และชิ้นส่วนในอัตรา 10%
หลังการประกาศดังกล่าว หุ้นของบริษัทผู้ผลิตโดรนในสหรัฐ อย่าง แอโรวิรอนเมนท์ (AeroVironment Inc), เอเว็กซ์ คอร์ป (Aevex Corp) และบริษัทชิ้นส่วนโดรนอย่าง อันยูชวล แมชชีน (Unusual Machines Inc) พุ่งสูงขึ้นในการซื้อขายช่วงนอกเวลาทำการ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





